| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
May 19, 2008 ใครคือผู้สร้าง และใครกันแน่ ค้นพบมหาปราสาทนครวัด ? See Ankor Wat and Die .. เห็นนครวัดก็ตายตาหลับแล้ว อาร์โนลด์ ทอยน์บี .. นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ใครที่ได้เห็นนครวัด นครธมแล้ว ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในใจก็คือ สิ่งก่อสร้างอันประกอบด้วยศิลาทั้งสูงและกว้างใหญ่เทียวขุนเขาเหล่านี้ เป็นสิ่งเกินปัญญา เกินกำลัง ละศรัทธาของมนุษย์ที่จะสร้างสรรค์ขึ้นได้ คำตอบของชาวเขมรที่ว่า พระอินทร์เป็นผู้สร้าง หรืองอกขึ้นมาเองนั้น จึงตรงกับความรู้สึกของผู้ได้เห็นปราสาทเหล่านี้เป็นครั้งแรก มากกว่าคำตอบอื่นๆ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ .. บันทึกไว้ในหนังสือถกเขมร พ.ศ. 2498
นักเดินทางท่องเที่ยวคนแล้ว คนเล่าที่เข้ามาชมปราสาทนครวัดแล้วจากไป หลายคนทึ่งในแรงศรัทธาของกษัตริย์ขอมโบราณที่มีต่อวิษณุเทพที่นับถือ วิศวกรหรือสถาปนิกที่มาชมมหาปาสารทแห่งนี้ ก็อดตื่นใจไปกับการก่อสร้างที่พันปีก่อนไม่มีเทคโนโลยีใดๆมาช่วยเลย นักศิลปะที่มาเห็นภาพแกะสลักบนผนังระเบียงคดภายในมหาปราสาทนครวัด ก็ซาบซึ้งไปกับผลงานอันมีชีวิตชีวา ทั้งภาพนางอัปสรกว่าพันองค์ ภาพในเรื่องราววรรณคดีรามเกียรติ์ ภาพการกวนเกษียรสมุทร ภาพกองทัพสมัยโบราณ .. นักบวชในศาสนาต่างๆที่ได้มาเห็นมหาปราสาทนครวัดต่างก็เห็นพลังแห่งศรัทธาที่ทำให้เกิดสิ่งก่อสร้างอันมหึมานี้ แม้ว่าการก่อสร้างมหาปราสาทนี้เสร็จไม่นาน ความล่มสลายจะตามมาในแผ่นดินขอมก็ตาม
ไม่ว่านักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางจะมีอาชีพหรือภูมิหลังอย่างไร เมื่อได้มาเห็นความอลังการของมหาปราสาทนครวัด สิ่งที่บังเกิดก็คือความตื่นตา ตื่นใจกับสิ่งก่อสร้างนี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อพันปีก่อน
มีการสำรวจกันว่า หินที่นำมาก่อสร้างปราสาทนครวัดนี้ ต้องไปขนมาจากภูเขาพนมกุเลน ซึ่งอยู่ห่างออกไป 50 กิโลเมตร โดยใช้ช้างนับพันเชือก และล่องมาตามแม่น้ำเสียมเรียบเป็นจำนวนหลายล้านตัน เพื่อสร้างปราสาทที่มีรูปทรงเป็นปรางค์ 5 ยอด ยอดกลางสูงถึง 65 เมตร การก่อสร้างใช้แรงงานคนนับแสนคน และใช้เวลายาวนานกว่า 30 ปี
ใครคือผู้สร้างมหาปราสาทนครวัดกันแน่? มหาปราสาทนครวัดสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ. 1650 - 1693) จุดประสงค์เพื่ออุทิศถวายแด่พระวิษณุเทพในศาสนาฮินดู หรือศาสนาพราหมณ์ และใช้เป็นสุสานเก็บพระศพของพระองค์ ด้วยเหตุนี้มหาปราสาทนครวัดจึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทอื่นๆที่จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ ขอมโบราณนั้นได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากอินเดีย ผ่านมาทางชวา ศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์นั้น ยกย่องกษัตริย์ว่าเป็นเทพเจ้า เรียกว่าลัทธิ เทวราชา กษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าในโลกมนุษย์ ซึ่งมีการสร้างเทวสถานถวายให้ และเชื่อว่าเมื่อสวรรคตแล้ว วิญญาณจะประทับอยู่ที่ปราสาท ซึ่งเป็นคติเทวราชาที่เชื่อว่ากษัตริย์คือเทงราชาอวตารลงมา ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง ที่ทำให้กษัตริย์ขอมเมื่อขึ้นครองราชย์จึงตั้งหน้าตั้งตาสร้างปราสาทตลอดรัชกาลของแต่ละพระองค์ เป็นศาสนสถานสัญลักษณ์ของระบบสุริยะจักรวาลตามคติฮินดู หรือความหมายก็คือศูนย์กลางของโลกและจักรวาลนั่นเอง
พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 ทรงครองอาณาจักรขอมระหว่างปี พ.ศ. 1656 1693 รวม 37 ปี หลังสิ้นรัชกาลของพระองค์ กษัตริย์ขอมองค์ต่างๆที่ขึ้นครองราชย์ยังคงมีการก่อสร้างปราสาท แต่ไม่มีปราสาทใดเลยจะยิ่งใหญ่ไปกว่ามหาปราสาทนครวัดแห่งนี้ รัชสมัยของกษัตริย์ขอมโบราณดำเนินมาจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนานิกายมหายาน งานก่อสร้างจึงเป็นปราสาทที่จัดว่าเป็นวัดในพุทธศาสนา เช่น ที่ปราสาทบายน ปราสาทตาพรหม ปราสาทพระขรรค์ ฯ ล ฯ หลังรัชกาลของพระองค์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ซึ่งนับถือศาสนาของฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ได้ดัดแปลงปราสาทต่างๆให้เป็นศาสนสถานฮินดู เช่น มีการสกัดรูปพระพุทธรูปออกให้เป็นรูปศิวะลึงค์แทน หลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ขอมก็เริ่มเสื่อมถอย เกิดความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเกิดการแก่งแย่งชิงอำนาจกันระหว่างพราหมณ์และพระในพุทธศสานา อีกทั้งยังเกิดสงครามกับอาณาจักรไดเวียด (เวียดนาม) และต้องส่งเครื่องบรรณาการให้กับอาณาจักรมองโกลและกรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชสมัยของนักองค์จันทร์ (พ.ศ. 2059 - 2099) ได้สร้างพระพุทธรูปไว้บนระเบียงคต และบนปรางค์ปราสาทมากมาย ฐานะของสุสานเทวาลัยจึงกลายมาเป็นวัดในพุทธศาสนาที่ชื่อว่า นครวัด หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณอีกเลย การสิ้นสูญเกิดขึ้นกับแผ่นดินขอม ปราสาทต่างๆถูกปล่อยรกร้าง ให้ผืนป่ากลืนกินไปนานเกือบ 500 ปี
การค้นพบนครวัดในอีก 300 ปีต่อมา ล่วงเข้าปี พ.ศ. 2410 ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีนักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ขื่อ นายอ็องรี มูโอต์ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาศึกษาพรรณพืชเมืองร้อนทั้งเมืองไทย ลาว กัมพูชา จากเมืองไทย นายอ็องรีเดินทางเข้ากัมพูชาทางชายทะเลตะวันออก ขึ้นบกที่เมืองกำปอตเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2403 ถึงเมืองพระตะบอง จากที่นี่เขาได้รับการบอกเล่าจากมิชชันนารี่ชาวฝรั่งเศสด้วยกันว่า อีกฝากหนึ่งของทะเลสาบในเมืองเสียมเรียบ มีซากโบราณสถานซ่อนอยู่ในป่าใหญ่
ความจริงก่อนหน้าเขา มีนักเดินทางทั้งนักบวช นักแสวงบุญ และนักเผชิญโชคชาวตะวันตกหลายคน เดินทางไปถึงนครวัดมาแล้ว เช่น B.P. Groslier ชาวโปรตุเกส มาถึงเมืองพระนครในปี พ.ศ. 2091 และเขียนบันทึกชื่อ Angkor et le Cambodge au XVIe siècle ตามมาด้วย Diogo do Couto เจ้าหน้าที่อาลักษณ์บันทึกพงศาวดารของโปรตุเกสประจำอินเดีย เป็นผู้ที่เขียนบันทึกถึงเมืองพระนครไว้มากที่สุด Mercello de Riba-deneyra ทหารรับจ้างชาวสเปนในปี พ.ศ. 2136 Shimano Kenryo ล่ามชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในเขมรระหว่างปี พ.ศ. 2166 2179 นายอ็องรี รุดเดินทางข้ามทะเลสาบไปยังเมืองเสียมเรียบทันที และบุกเข้าไปสำรวจในป่าทึบ ได้พบปราสาทนครวัดเป็นแห่งแรก นับเป็นการค้นพบโบราณสถานที่สำคัญของโลก หลังจากที่ดินแดนขอมโบราณได้สาบสูญไป ปล่อยให้ป่าใหญ่กลืนกินไปเกือบ 500 ปี
ครั้นนายอ็องรี เดินทางกลับฝรั่งเศส จึงได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับปราสาทที่ได้พบ ซึ่งยังไม่รู้ว่าคืออะไรแน่ในเวลานั้น บรรยายถึงนครวัดที่เขาได้ไปเห็นในปี พ.ศ. 2403 ไว้ว่า นี่คือความยิ่งใหญ่ที่ท้าทายวิหารโซโลมอน มันถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือของไมเคิล แองเจโล แห่งยุคบรรพกาล และสามารถยืนคียงกับสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดของโลกตะวันตกได้อย่างเต็มภาคภูมิ มันยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดๆที่กรีกและโรมันทิ้งไว้เป็นมรดกแก่เรา เป็นภาพขัดแย้งอันน่าสลดใจ ท่ามกลางความเสื่อมโทรมป่าเถื่อนของดินแดนที่ให้กำเนิดมันขึ้นมา (สำนวนแปลของคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา จากหนังสือตำนานนักเดินทาง สำนักพิมพ์สารคดี 2543)
สามปีหลังจากนายอ็องรีค้นพบนครวัดและนครธม ฝรั่งเศสก็บุกกัมพูชา ยึดเป็นเมืองขึ้นเมื่อ พ. ศ. 2406
หลังจากนั้นเริ่มมีนักโบราณคดี นักมานุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญงานศิลปะ วิศวกร สถาปนิกฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นชาวฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาศึกษา สำรวจนครวัด นครธม กันมากมาย แม้ว่าฝรั่งเศสจะยึดกัมพูชาเป็นเมืองขึ้นยาวนาน และนำสิ่งมหัศจรรย์จากเขมรกลับไปฝรั่งเศสมากมาย แต่ฝรั่งเศสก็พยายามบูรณะนครวัด และปราสาทต่างๆให้มีสภาพที่ยืนหยัดอยู่ได้ต่อไป ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณจำนวนมาก เพื่อจะทำให้นครวัดมีสภาพที่ยืนหยัดอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้
หากพูดถึงนครวัดแล้ว ยังมีบุคคลชาวต่างด้าวผู้หนึ่งซึ่งได้บันทึกเรื่องราวของมหานครแห่งนี้ไว้มากมาย .. โจวต้ากวาน (Chou Ta-kuan) นักบันทึกประวัติศาสตร์ชาวจีน ได้เข้ามาที่เมืองพระนครพร้อมกับคณะทูตจีนที่ราชวงศ์หยวน (มองโกล) ส่งเข้ามาในปี พ. ศ.1839 ตรงกันรัชสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงปลายของยุคเมืองพระนคร และพักอยู่ที่นั่นเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ตลอดเวลาที่เขาอยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ เขาได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวเขมรโบราณไว้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นกุญแจไขปริศนาสำคัญที่จะบอกว่าชีวิตของเมืองพระนครเป็นอย่างไร ปราสาทหินมากมายนั้นสร้างไว้เพื่อใช้ทำอะไรบ้าง เป็นบันทึกที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับของชาวเขมรในยุคเมืองพระนครได้ดีที่สุด
นักวิชาการตะวันตกโดยมากยอมรับข้อมูลเกี่ยวกับนครวัดของโจวต้ากวาน มากที่สุด ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ โจวต้ากวาน ถ่ายทอดภาพเมืองพระนครที่ยังมีชีวิตตามที่มันเป็นอยู่ แต่ อ็องรี มูโอต์ ถ่ายทอดภาพโบราณสถานซึ่งตายไปนานกว่า 300 ปี จากความรู้สึกของตนเอง
Note : ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากนิตยสาร TRIPS และหนังสือนำเที่ยวนครวัด นครธม รวมถึงภาพจาก Internet |