| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
June 22, 2008 ปราสาทเขาพระวิหาร ความเป็นมา ในรอยหินสลัก เขาพระวิหาร เป็นชื่อที่คุ้นหูคนไทยมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอายุเกินกว่า 50 ปี อาจจะเคยมีประสบการณ์ในการร่วมเดินขบวนประท้วงการตัดสินคดีของศาลโลกในกรณีพิพาทเรื่องเขาพระวิหารระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา .. ฉันก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่ไปเดินขบวนประท้วงเรื่องนี้ร่วมกับเพื่อนๆและครูในโรงเรียน ขณะเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.5 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เขาพระวิหาร เกิดเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนไทยอีกครั้งในเร็วๆนี้ .. เมื่อมีกรณีขายแผ่นดินหรือไม่? ขึ้นมา ฉันมีโอกาสไปเยือนเขาพระวิหารหลายครั้ง เพราะอยู่ใกล้บ้านเกิด การเขียนบทความครั้งนี้ มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอในแง่มุมที่เกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ หรือการเมืองของผลประโยชน์ภายในประเทศไทย .. หากแต่ต้องการนำเสนอในแง่มุมที่เป็นพัฒนาการทางสังคม สภาพแวดล้อมบรรยากาศทางประวัติศาสตร์ผสมผสานกับความลึกลับของธรรมชาติ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติในฐานะแหล่งจาริกแสวงบุญที่เคยเป็นมาในอดีต แหล่งศักดิ์สิทธิ์ของคนหลายเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ข้ามชาติสู่ความเป็นสากลมากขึ้นทุกๆวัน .. ซึ่งฉันเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นความหมายอันเป็นสากลที่ยิ่งใหญ่ของเขาพระวิหาร มากกว่าสิ่งสมมุติทางด้านการเมือง .. หรือเพียงแค่ผลผลิตทางสถาปัตยกรรมของขอมโบราณ
ปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก หรือดองเร็ก ในภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า ภูเขาไม้คาน ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่าง ไทยกับกัมพูชา อยู่ห่างจากอำเภอกันทรลักษณ์ ประมาณ 35 กิโลเมตร บริเวณที่ติดกับผามออีแดงของประเทศไทย ตัวปราสาทหันหน้ามาทางด้านที่ติดกับประเทศไทย ลักษณะภูมิประเทศมี 2 ลักษณะคือ ที่ราบสูงโคราช ซึ่งอยู่ทางซีกเหนือลำน้ำต่างๆที่ไหลลงจากเทือกเขาไหลลงไปทางเหนือรวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ คือแม่น้ำมูลซึ่งไหลออกแม่น้ำโขงทางด้านตะวันออก อีกบริเวณหนึ่งเป็นที่ราบต่ำทางซีกใต้ของเทือกเขา เรียกว่า ที่ราบเขมรต่ำ ลำห้วยแถบนี้ไหลลงลงไปทางใต้สู่ทะเลสาบเขมรและแม่น้ำปราจีนบุรี สังคมของคนโบราณที่อยู่ตามที่ราบเขมรต่ำโดยเฉพาะ รอบๆทะเลสาบมีลักษณะเป็นสังคมเมือง มีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม อารยธรรมกับภายนอกอย่างต่อเนื่อง พัฒนาการขึ้นเป็นอาณาจักรอย่างรวดเร็ว สำหรับพวกที่อยู่ในที่ราบสูงโคราช กระจัดกระจายและแบ่งแยกเป็นเผ่าพันธุ์ต่างๆ ไม่มีการรวมกลุ่มทางการเมืองที่ใหญ่โตเหมือนทางที่ราบเขมรต่ำ .. แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนทั้งสองบริเวณมีการติดต่อสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์ขอมทำควบคู่ไปกับการเผยแพร่วัฒนธรรมและศิลปกรรม ประเพณีกรรม ตลอดจนการสร้างศาสนสถาน สถานที่เคารพศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน การสร้างเขาพระวิหารเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น จึงเกี่ยวข้องกับการสถาปนาพระราชอำนาจของกษัตริย์ขอมผ่านลัทธิเทวะราชอย่างแท้จริง ปราสาทพระวิหาร หรือ เทวสถานศรีศิขรีศวร มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับลัทธิภูเขาของคนพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางกลุ่ม เช่นพวกจามและพวกขอม ความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อระดับพื้นบ้านของผู้คนทั่วไป ดั้งเดิมก็เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของสังคม เช่นการนับถือผี เชื่อในเรื่องของชีวิตหลังความตาย ความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติ ลัทธิภูเขา การนับถือพระศิวะ ชนชั้นปกครองได้ปรุงแต่งความเชื่อนี้ให้เป็นพื้นฐานของอำนาจกษัตริย์ จนกลายเป็นลัทธิที่เรียกว่า ลัทธิเทวะราชา ดังจะเห็นได้จากการที่กษัตริย์ตั้งตนขึ้นเป็นผู้รับอำนาจจากพระศิวะผสมกับผสานกับอำนาจของบรรพบุรุษ ขอมโบราณนับถือภูเขาเช่นเดียวกับพวกจาม และได้ผสมผสานกับการนับถือพระอิศวร ชนชั้นปกครองได้สร้างลัทธิของเทวะราชาที่ผนวกการนับถือภูเขาเอาไว้ด้วย เมื่อสร้างศิวลึงก์ตามศาสนสถานก็ถือเป็นการเฉลิมฉลองกษัตริย์ และถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูชาเทพแห่งภูเขาหรือเทวะอันศักดิ์สิทธิ์ หรือบรรพบุรุษซึ่งสถิตอยู่ ณ ภูเขาด้วยในขณะเดียวกัน ความนิยมที่จะสถาปนาศิวลึงก์เพื่อที่จะเฉลิมฉลองกษัตริย์ นับเป็นพัฒนาการสำคัญที่กษัตริย์ตีความลัทธิภูเขาเสียใหม่ ทำตนให้อยู่ในความเชื่อของสังคม ในบางกรณีบรรพบุรุษของพระองค์กลายเป็นที่เคารพของคนส่วนใหญ่ สัมพันธภาพระหว่างการนับถือพระศิวะเจ้าและบรรพบุรุษกับลัทธิภูเขาต่างเป็นที่ยอมรับของชนชั้นปกครองและประชาชน อีกทั้งพระเป็นเจ้าและบรรพบุรุษต่างสถิตอยู่บนภูเขา เช่นเดียวกับกษัตริย์เมื่อสวรรคต นี่คือการผสมผสานความเชื่อหลายรูปแบบ เพื่อเสริมสร้างพระราชอำนาจและสถานภาพของกษัตริย์ เกิดเป็นลัทธิใหม่ที่แพร่หลายมากในประวัติศาสตร์ขอม คือ ลัทธิเทวะราชา เดิมเชื่อว่าคนพื้นเมืองโบราณในแถบนี้คือ พวกกวยหรือกูย เป็นคนผิวดำ มีความชำนาญในการจับช้าง ภายหลังเรียกพวกนี้ว่าส่วย ตามคำเรียกของไทยสยามในสมัยรัตนโกสินทร์ ในสมัยอยุธยาเรียกว่า เขมรป่าดง .. เชื่อกันว่า พวกกวยตั้งถิ่นฐานอยู่ทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสต์กาล จารึกต่างๆ บอกให้ทราบว่าชีวิตและวัฒนธรรมของพวกกวยมีการปกครองแบ่งเป็นกลุ่มภายใต้หัวหน้าเผ่าปกครอง มีการสืบโคตรตระกุลและการกำหนดเขตแดนศักสิทธิ์สำหรับประกอบพิธีทางความเชื่อ เมื่อมีการแผ่อำนาจของกษัตริย์เขมรเข้ามา จึงกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์เดิมของชนเผ่านี้ และให้ชื่อว่า ภวาลัย ในสมัยของพระเจ้ายโศวรมัน พระองค์ทรงดำเนินวิเทโศบายด้วยการสร้างเครือข่ายของ ยโศธราศรม ตามที่ต่างๆ เหมือนการประกาศศาสนา (ตามข้อสังเกตของ ยอร์ช เซเดส์) พระองค์ทรงโปรดให้สถาปนาศิวลึงก์อันศักสิทธิ์ ศิขรีศวร ณ เทวาลัยแห่งเขาพระวิหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ได้ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นที่สักการะของคนหลายกลุ่มที่นับถือลัทธิภูเขา เขาพระวิหารได้กลายเป็นที่จาริกแสวงบุญ เช่นเดียวกับลิงค์บรรพต (ปราสาทวัดภู) การที่เขาพระวิหารกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของลัทธิเทวะราชานี้เอง กษัตริย์สมัยต่อมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และสุริยวรมันที่ 2 จึงได้ทำให้เขาพระวิหารกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อของผู้คนยิ่งกว่าเดิม ด้วยการสถาปนาเทวาลัยที่เขาพระวิหารเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นแหล่งจาริกแสวงบุญ อาคารสถานที่และการประดับตกแต่งสมัยนั้นมีรูปแบบทางศิลปะแบบปาปวนตอนต้น การสร้างที่พำนักสำหรับผู้มาจาริกแสวงบุญเพิ่มเติม ณ ปราสาทพระวิหาร การที่ทรงโปรดให้ปราสาทแห่งนี้เป็นเสมือนหอประวัติที่เก็บเอกสารของชาวกัมพุชสมัยของพระองค์ก็ดี ย่อมสะท้อนถึงลัทธิของเทวะราชาอันมีเขาพระวิหารเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อ เห็นได้ชัดเจนว่า กษัตริย์ขอมได้พยายามสร้างลัทธิของเทวะราชาให้กลายเป็นความเชื่อที่มีลักษณะสากลมากขึ้น คือกำหนดเขาพระวิหารเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์กลางแห่งความเชื่อที่คนหลายกลุ่มรับนับถือ พร้อมกับเป็นแหล่งสถิตอำนาจของเทพกษัตริย์ บรรพบุรุษของพระองค์ และต้นกำเนิดของชาวกัมพุช ไม่ว่ากษัตริย์จะนับถือพระศิวะ พระวิษณุ พระพุทธเจ้า .. สานภาพของพระองค์คือเทพกษัตริย์ และทรงเป็นจักรวาทินแห่งสากลจักรวาล การสร้างอุดมคติเกี่ยวกับพระราชอำนาจอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เห็นได้ชัดในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สุริยวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งบางองค์นับถือพุทธศาสนา และบางองค์นับถือศาสนาฮินดู
ลัทธิของเทวะราชา จึงเป็นทั้งอุดมคติและอุดมการณ์สำหรับประชาชนและชนชั้นปกครอง สำหรับคนทั่วไป การนับถือพระศิวะและศิวลึงก์เข้าได้กับการนับถือปฏิมากรรมรูปเคารพและลัทธิภูเขาเก่าเดิม สำหรับกษัตริย์ การสถาปนาศิวลึงก์ ณ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงที่สถิตแห่งพระราชอำนาจ ขณะเดียวกันการสถาปณาลิงค์ภายใต้ชื่อของพระองค์ นอกจากจะแสดงถึงการติดต่อกับอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งจักรวาลแล้ว ยังหมายถึงสถานภาพที่เทียบเท่าพระผู้เป็นเจ้า ใครสร้างปราสาทเขาพระวิหารกันแน่ สถาปัตยกรรมมิเคยเกิดขึ้นโดยไม่มีรากเหง้า ต้องสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบแผนของสถาปัตยกรรมซึ่งเกี่ยวกับการสร้างศาสนสถานมักสัมพันธ์กับคติความเชื่อของคนในสังคมนั้นๆ การสร้างศาสนสถานและอาคารสถานแบบขอมตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นไป สะท้อนถึงคติความเชื่อที่เกี่ยวกับอำนาจของกษัตริย์ คือ ลัทธิเทวะราชา ผสมกับลัทธิภูเขาและการบูชาบรรพบุรุษ ฉะนั้นนอกจากการสร้างศาสนสถานบนภูเขาธรรมชาติ ก็ยังนิยมสร้างคารสถานเป็นชั้นปรางค์หรือปราสาทยอดแหลม แทนเขาพระสุเมรุที่ติดต่อกับจักรวาล เห็นได้จากแบบแผนของเมืองยโศธรปุระ และปราสาทเกาะแกร์รูปปิรามิด 5 ชั้น เป็นต้น ต่อมาได้มีความนิยมในการสร้างศาสนสถานที่มีแผนผังแบบเน้นจุดศูนย์กลางเป็นหลัก สร้างอาคารสถานและสิ่งก่อสร้างอื่นๆล้อมศูนย์กลางซึ่งเหมาะสำหรับการสร้างศาสนสถานบนลาดภูเขา โดยสร้างอาคารตามความแตกต่างของระดับชั้นดิน มุ่งเข้าสู่องค์ปราสาทที่เป็นศูนย์กลางบนชั้นสุดยอด ลักษณะการก่อสร้างแบบนี้ เห็นได้ชัดเจนจากการสร้างปราสาทหินบนเขาพระวิหารในพุทธศตวรรษที่ 16 ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 การก่อสร้างปราสาทหินแห่งนี้มิได้เสร็จสิ้นในยุคสมัยเดียว แต่มีการต่อเติมในภายหลัง หรือแม้แต่ก่อนสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สถาปนิกบางท่านก็เชื่อว่าได้มีการสร้างบางส่วนของปราสาทพระวิหารมาบ้างแล้ว
ผู้รู้บางท่านได้เสนอแนวความคิดในการสร้างปราสาทแห่งนี่เอาไว้ ดังนี้ นายปามังติเอร์ (M. Parmemtier) เสนอว่า พระเจ้ายโศวรมัน เป็นผู้สร้างบันไดใหญ่ชั้นล่าง โคปุระทั้ง 2 ชั้น และทางระหว่างโคปุระชั้นที่ 2 และชั้นที่ 1 เพราะสมัยของพระเจ้ายโศวรมันเป็นยุคที่มีความนิยมสร้างเทวะสถานบนเนินเขาธรรมชาติและยอดเขาจำลอง อีกทั้งพระองค์ยังเป็นผู้สถาปนาสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ คือ ศรีศิขรีศวร ณ เขาพระวิหารแห่งนี้ หลังจากนั้น มีการสร้างเพิ่มเติมเทวสถานที่เขาพระวิหารจนถึงสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ทรงโปรดให้สร้างพระราชมณเฑียรที่ประทับ ที่เรียกว่า Palias แปลว่า วัง หรือมณเฑียร (บนลานชั้นที่ 3) ตรงนี้เองที่มีการเปรียบเทียบว่าสวยงามดุจวิมาน กษัตริย์ต่อมาคือ พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ทรวงโปรดให้สร้างเทวาลัยของพระเป็นเจ้าบนชั้นสูง คือปรางค์ประธาน (ขณะนี้พังลงมาหมดแล้ว) พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงโปรดให้ปรับปรุงแก้ไข อาคารสถานและปรางค์ประธานบนชั้นที่ 4 ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ มึความเห็นเรื่องโครงสร้างปราสาทพระวิหารแตกต่างออกไป เซเดส์อ้างจารึกเป็นหลักฐานว่า ปราสาทพระวิหารสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พระบรมนิวาณบท) โดยทรงรับคำสั่งจากพระเป็นเจ้าบนสวรรค์ให้ไปสร้างเทวาลัยถวายแด่องค์ศรีศิขรีศวร ในพุทธศตวรรษที่ 16 ใช้เวลาสร้าง 11 ปี แต่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยพระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน และพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นผู้แต่งเติมเสริมต่อปราส่าทแห่งนี้ อาจารย์มานิต วัลลิโดม นักโบราณคดี อ้างจารึกที่มหาปราสาทบนลานชั้นที่ 4 ซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 1581 อาจารย์มานิตลงความเห็นว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระมเหสี คือพระนางศรีวีรลักษมี ได้ทรงสร้างขยาย สถานศักดิ์สิทธิ์ครั้งราชบรรพบุรุษ ที่ชื่อว่า ภวาลัย ให้กว้างขวางใหญ่โตขึ้น ซึ่งรายละเอียดเรื่องนี้มีอยู่ในจารึกปรางค์ประธานปราสาทพระวิหารและจารึกปราสาทตาแก้ว ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ศึกษาศิลปกรรมที่ปรากฏอยู่โดยทั่วไป ณ ปราสาทเขาพระวิหาร แล้วกำหนดว่าสถาปัตยกรรมและเครื่องประดับตกแต่งของปราสาทแห่งนี้ตรงกับศิลปะแบบปาปวนตอนต้น และ แบบปาปวนที่แท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับจารึก ณ ปราสาทเขาพระวิหารบางหลักสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แสดงว่าปราสาทเขาพระวิหารนั้น สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ราวครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 ซึ่งตรงกับศิลปะปาปวนตอนต้น ต่อลงมาจนถึงสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ราวครึ่งแรกของศตวรรษที่ 17 อันตรงกับศิลปะแบบปาปวนที่แท้จริง
คนที่อยากถามเกี่ยวกับเรื่องความเป็นมาของปราสาทเขาพระวิหารอีกคนในตอนนี้ คืออาจารย์เจี๊ยบของเรา .. อาจารย์ให้เสียงหน่อยค่ะ ... นอกจากความเห็นของท่านผู้รู้แล้ว ยังมีนิทานตำนานกล่าวถึงผู้สร้างปราสาทอีกหลายเรื่อง ซึ่งอาจจะหาอ่านได้ในหนังสืออีกหลายเล่ม ขอบคุณ : เนื้อความบางส่วนจากหนังสือ เขาพระวิหาร โดย ดร. ธิดา สาระยา หนังสือมีรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จำนวนมาก หากสนใจสามารถซื้อหาหนังสือเล่มนี้ หรือเล่มอื่นๆมาอ่านเพิ่มเติมได้ค่ะ
|