| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
June 26, 2008 ปราสาทเขาพระวิหาร รอยอดีต ของมหาปราสาท (3) ถนนเรียบ ปูลาดด้วยแผ่นหินอย่างเป็นระเบียบบนลานหินชั้นที่ 2 จากโคปุระชั้นที่ 2 มายังกลุ่มพระมหามณเฑียร ที่ตั้งอยู่บนลานหินชั้นที่ 3 ถนนหินทั้งสองข้างปักเสานางเรียงขนาดย่อม ตลอดสองข้างทางมีคันหินถมดินเพื่อกั้นน้ำฝนไม่ให้ไหลเข้าสู่อาคารสถาน บนลานชั้นเดียวกับโคปุระชั้นที่ 2 นี้ ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่น คือ สระหัวสิงห์ อยู่ระหว่างเส้นทางที่ลาดขึ้นไปสู่พระมหามณเฑียรบนชั้นต่อไป เป็นสระรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง 9.20 เมตร กรุด้วยท่อนหิน เพื่อให้การเดินชมปราสาทผ่านทางบล็อกนี้ชัดเจนมากขึ้นในเรื่องของรูปร่างของมหาปราสาทและส่วนของภวาลัย หรือปรางค์ประธาน ในขณะที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จึงขออ้างอิงภาพร่างด้านล่างเป็นแนวทาง โคปุระ ชั้นที่ 3 (ปราสาทหลังที่ 1 หรือพระมหามณเฑียร) โคปุระชั้นที่ 3 เป็นโคปุระ หลังที่ใหญ่โตมโหฬาร ที่ยังสมบูรณ์ที่สุด ลักษณะการสร้างคล้ายกับโคปุระชั้นที่ 1 และ 2 แต่ต่างกันตรงที่มีฝาผนังกั้นล้อมรอบความใหญ่โตมากกว่าเยอะ(ถ้ามีฝาผนังกั้นหรือกำแพงแก้วล้อมรอบ) นักโบราณคดีเรียกว่า พระมหาปราสาท ประกอบด้วยอาคาร 5 หลัง ขนาดใหญ่ คือพระมหามณเฑียรกลาง อาคารเฉลียงขวา-ซ้าย และมณเฑียรขวาง เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ปราสาทเขาพระวิหารมีลักษณะที่แผนผังที่ใช้แกนเป็นหลัก ซึ่งความนิยมแผนผังเช่นนี้ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 16 กลุ่มของอาคารหลักซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาประกอบด้วยปราสาทประธานเป็นจุดศูนย์กลางหันหน้าไปทางทิศเหนือล้อมรอบด้วยระเบียงคดทั้งสี่ด้าน ปราศจากบรรณาลัยขนาบเบื้องหน้า ด้วยเหตุนั้นปราสาทประธานนี้จึงโดดเด่นบริเวณกึ่งกลางของลานชั้นในโดยไม่มีอะไรบดบัง ลักษณะของแผนที่เช่นนี้แสดงให้เห็นถึง การวางผังที่กำหนดตำแหน่งอาคารมีความสมบูรณ์ลงตัวตั้งแต่แรกเริ่มของการก่อสร้าง โดยไม่มีการแก้ไขต่อเติมบริเวณลานชั้นในภายหลัง พระมหามณเฑียร หรือปราสาทประธาน ตั้งอยู่กลางลานชั้นในสุด ประกอบด้วยครรภคฤหะ มีแผนผังเป็นรูปกากบาทสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 34 X 34 เมตร ออกมุมตั้งบนฐานปราสาทประธาน หลังคาปั้นลม ซึ่งเรียกว่ามหาปราสาท มีผนังและมุขหรือทางเข้าทั้งสี่ทิศได้แก่ ทิศเหนืออันเป็นทางเข้าสำคัญ มีอันตราละ เชื่อมต่อกับมณฑป ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือ ในขณะที่มุขทางเข้าวิมานอีก 3 ทางอันได้แก่ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศใต้มีลักษณะเหมือนกันโดยทำเหมือนกับเป็นทางเข้าสู่คฤหะโดยตรง ตามปกตินั้นสถาปัตยกรรมเขมรคงมีลักษณะเช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมอินเดีย ซึ่งมีมณฑปตั้งอยู่เกือบเสมอทิศตะวันออก ด้วยเหตุนั้นศาสนสถานเขมรโดยทั่วไปจึงหันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น อาจจะมีเหตุผลเกี่ยวกับลัทธิความเชื่อโบราณว่า แสงสว่างของดวงอาทิตย์ได้ก่อให้เกิดพลังแก่รูปเคารพ บันไดขึ้นไปสู่มหาปราสาทบนโคปุระชั้นที่ 4 กลุ่มพระมหามณเฑียรกลางมีหน้าต่าง 17 หน้าต่าง ประตู 10 ประตู ที่หน้าต่างทำเป็นลูกกรงลูกมะหวดกั้นไว้ ประตูทำด้วยศิลาล้วน กลุ่มพระมหามณเฑียรกลางประกอบด้วย มุขเหนือ ยังเห็นซากของประตูซุ้มข้างนอกและประตูซุ้มข้างใน ประตูซุ้มข้างนอก มีหน้าบันจำหลักรูปพระกฤษณะยืนใต้ร่มไม้ในท่าจับฟาด พระองค์จับเท้าสิงห์ด้วยมือขวาและเท้าช้างด้วยมือซ้าย ฟาดด้วยพระหัตถ์ .. ทับหลังจำหลักรูปเทพนั่งชันเข่า .. เสาประตูจำหลักลายพุ่มข้าวบิณฑ์ รูปโยคีนั่งประนมมือ
ประตูซุ้มข้างใน ภาพสลักหน้าบันและทับหลังของซุ้มประตูชั้นในของมุขเหนือ กลุ่มพระมหามณเฑียร โดนเฉพาะหน้าบันนั้น จำหลักเป็นรูปพระกฤษณะโคธวรรธนะ มือซ้ายท้าวสะเอว มือขวาแบกภูเขา เพื่อกั้นบังโคบาลจากห่าฝนและฟ้า เบื้องเท้ามีโคบาลและฝูงโค .. ทับหลังจำหลักรูปนารายณ์ 4 กร ทรงครุฑ มีปีกเหมือนนกธรรมดา ไม่มีมือ อยู่เหนือเศียรเกียรติมุข .. ภาพสลักนี้นับเป็นภาพที่สวยงามแห่งหนึ่งของปราสาทแห่งนี้ หมู่อาคารด้านทิศเหนือ มีกลุ่มของวิหารน้อยใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหินธรรมดา ที่สะดุดตา คือ พระวิหารเล็ก ก่อทึบไม่มีหน้าต่าง เครื่องบนเป็นหินที่มีลวดสายสลักงดงามมาก มุขตะวันออก มีประตูซุ้มด้านเหนือ ด้านใต้ และด้านตะวันตก หน้าบันประตูซุ้มด้านเหนือจำหลักรูปเทวดาจับม้าเหนือเศียรเกียรติมุข .. ทับหลังเป็นรูปอุมา-มเหศวรยืนท้าวสะเอวสอดเกี่ยวกัน มือเกาะกุมและตระหวัดรอบคออยู่เหนือเศียรเกียรติมุข หน้าบันประตูซุ้มด้านใต้ จำหลักรูปพระคเนศเหนือเศียรเกียรติมุข ทับหลังเป็นเทพนั่งชันเข่า หน้าบันและทับหลังประตูซุ้มด้านตะวันตก จำหลักเป็นเป็นรูปเทพนั่งเหนือเศียรเกียรติมุข มุขตะวันตก ลักษณะเหมือนมุขตะวันออก หน้าบันประตูซุ้มด้านเหนือจำหลักรูปเทพรำเหนือเศียรเกียรติมุข ทับหลังก็เช่นเดียวกัน หน้าบันและทับหลังของประตูซุ้มด้านใต้และด้านตะวันออก เป็นแบบเดียวกันกับมุขตะวันออก มุขใต้ ลักษณะเช่นเดียวกับมุขเหนือ ซุ้มประตูมุขด้านทิศใต้บนโคปุระชั้นที่ 3 ที่มองเห็นหน้าบันของประตูทั้งชั้นนอกและชั้นในได้อย่างชัดเจนและสง่างาม ภาพสลักที่งามวิจิตรบนหน้าบันและทับหลังซุ้มประตูชั้นในของมุขด้านทิศใต้ ของอาคารกลุ่มพระมหามณเฑียร หน้าบันแสดงภาพพระอิศวรและพระอุมาทรงโคอุศุภราชประทับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หน้าบันซุ้มข้างนอกจำหลักรูปพระอิศวรนั่งชันเข่าบนหลังโคอุศุภราช .. ทับหลังเป็นรูปพระพรหมและชายาบนแท่นมีหงส์แบก .. หน้าจั่วของหลังคามีเชิงชายขมวดงอนดั่งเศียรนาคราช ซุ้มประตูหน้าบันและทับหลังที่แกะสลักอย่างสวยงาม ณ อาคารมุขใต้นี้ นัยเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของปราสาทเขาพระวิหาร โดยเฉพาะช่องว่างที่อยู่ระหว่างภาพสลักในกรอบสามเหลี่ยมที่มีลวดลายสลักพันกับกรอบซุ้มเรือนแก้ว แสดงให้เห็นถึงการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด แง่มุมและด้านต่างๆของกลุ่มอาคารโคปุระชั้นที่ 3 นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกฐานสูง และมุงหลังคาด้วยเครื่องไม้และกระเบื้อง
ห้องใหญ่ ด้านเหนือมีหน้าต่าง 6 ช่อง ด้านใต้ 2 ช่อง ติดลูกกรงหินเกลี้ยง ภายในห้องไม่มีลวดลาย อาคารเฉลียงซ้าย-ขวา เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาคารด้านชวาซ้าย ต่างแบ่งเป็น 3 ห้อง ซึ่งเข้าใจว่าอาคารเฉลียงขวา-ซ้ายนี้สร้างเพิ่มภายหลัง มณเฑียรขวาง เป็นอาคารอยู่ด้านซ้ายและขวา
NOTE : พรุ่งนี้เราจะเข้าสู่โคปุระชั้นที่ 4 ที่ตั้งของระเบียงคด และภวาลัย รวมถึงเป้ยตาดีค่ะ .. ติดตามนะคะ ขอบคุณ .. เนื้อความและภาพบางส่วนจากหนังสือ เขาพระวิหาร โดย ดร.ธิดา สาระยา และ http://www.oceansmile.com/E/Srisaket/Khoapravihan.htm http://www.sisaket.go.th/nation_park/prasat_khaopravihan_th.html |