• Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 519
  • จำนวนผู้ชม : 242672
  • จำนวนผู้โหวต : 3915
  • ส่ง msg :
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



วันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม 2551
ล่ อ ง เ จ้ า พ ร ะ ย า … ช ม ค ว า ม ง ด ง า ม ร อ บ ก รุ ง เ ก่ า (1)
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 813 , 05:33:17 น.   | หมวดหมู่ : Traveling Central Thailand  
พิมพ์หน้านี้


July 05, 2008

 

ล่องเจ้าพระยา … ชมความงดงามรอบกรุงเก่า (1)

 

 

กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งราชอาณาจักรไทยมาเป็นเวลาถึง 417 ปี มิได้เพียงเป็นช่วงแห่งความเจริญสูงสุดของชนชาติไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นระยะเวลาในการสร้างสรรค์อารยะธรรมของชนชาติไทย แม้ต่อมาจะถูกทำลายเสียหายจากการสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน และจากน้ำมือการบุกรุกขุดค้นของพวกเรากันเองแล้ว ส่วนที่ยังเหลือปรากฏในปัจจุบันยังคงแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพและความสามารถยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษแห่งราชอาณาจักร ผู้อุทิศตนสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรม และความมั่งคั่งไว้ให้แก่ผืนแผ่นดินไทยหรือแม้แต่ชาวโลกทั้งมวล

อดีตราชธานีกรุงศรีอยุธยา จึงได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเนสโก ) ให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกทางวัฒนธรรม  ด้วยเอกลักษณ์เฉพะของความเป็นเมืองแห่งลุ่มแม่น้ำลำคลอง  มีอาณาเขตครอบคลุมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งใจกลางกรุงศรีอยุธยาที่ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ไว้ในบัญชีมรดกโลก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 ณ กรุงคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ตัวเมืองหรือที่เรียกว่า  " เกาะเมือง " โอบล้อมด้วยแม่น้ำ 3 สาย คือ  แม่น้ำป่าสัก  แม่น้ำลพบุรี  และแม่น้ำเจ้าพระยา  ซึ่งเชื่อมกับเครือข่ายคลองธรรมชาติและคลองขุดจนได้รับฉายาจากชาวตะวันตกที่ว่าเยือนกรุงศรีอยุธยาว่า " เวนิสแห่งตะวันออก "  เส้นทางล่องเรือไปตามแม่น้ำลำคลองจะพาเราไปตื่นตากับความรุ่งเรืองแห่งมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก  พร้อมดื่มด่ำกับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมชุมชนริมน้ำในบรรยากาศเมืองเก่าในตัวเมืองอยุธยา 

 

หลังจากแวะไหว้พระได้ 4 วัดในช่วงครึ่งวันในตอนเช้า เราแวะมาทานข้าวกันที่ภัตตาคารสมบัติเจ้าพระยา โดยล่องเรือไปตามคูเมือง พร้อมกับชมวิวทิวทัศน์สองข้างฝั่งแม่น้ำไปด้วย

 

เส้นทางล่องชมความงามรอบเกาะเมืองในวันนี้ของพวกเรา   เริ่มจากวัดพนัญเชิงล่องไปตามคลองคูเมืองซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำลพบุรีพบกับแม่น้ำป่าสักคลองคูเมืองบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระที่บ้านหัวแหลม   ซึ่งเป็นแหล่งหัตถกรรมสานปลาตะเพียนเก่าแก่  จากนั้นล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา  เพื่อดื่มด่ำกับความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานริมแม่น้ำ 

 

วัดพนัญเชิงวรวิหาร  … ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักทางทิศใต้ฝั่งตรงข้ามของเกาะเมือง ตั้งอยู่ตรงชุมทางที่แม่น้ำเจ้าพระยาบรรจบกับแม่น้ำป่าสัก เรียกว่า บางกะจะ  ซึ่งในสมัยอยุธยาเป็นท่าเรือสำคัญและเป็นย่านพ่อค้าเรือสำเภาชาวจีน ห่างจากตัวเมืองราว 5 กิโลเมตร

วัดนี้เป็นวัดที่มีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง อุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธาน คือ พระพุทธไตรรัตนนายก  หรือที่ชาวจีนเรียกว่า หลวงพ่อซำปอกง  เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมื่อ พ.ศ. 1867 นับเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่มีอายุมากที่สุดและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตักกว้าง 20.17 เมตร และสูงจากชายพระชงฆ์ถึงรัศมี 19 เมตร ฝีมือปั้นงดงาม เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัด ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อคราวพระนครศรีอยุธยาจะเสียแก่ข้าศึกนั้น พระพุทธรูปองค์นี้มีน้ำพระเนตรไหลออกมาทั้งสองข้าง

  เป็นจุดที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในวัดพนัญเชิง เนื่องจากที่ท่าน้ำมีปลาสวายตัวใหญ่มากมายนับพันๆตัว และที่บริเวณนี้ก็ยังสามารถบรรยายเกี่ยวกับแม่น้ำทั้งสองสายที่ไหลมาบรรจบกันได้อีกด้วย
      “ทางด้านขวามือคือแม่น้ำป่าสัก ซึ่งแม่น้ำสายนี้ไหลผ่านเกาะเมืองทางด้านทิศตะวันออก ในสมัยก่อนเรียกว่าคูขื่อหน้า เพราะเป็นคลองไม่กว้างใหญ่นักที่ขุดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงแม่น้ำให้ไหลมาล้อมรอบ กรุงศรีอยุธยาให้มีลักษณะเป็นเกาะ ช่วยในการป้องกันพระนคร (เนื่องจากแต่เดิมนั้นตัวพระนครเป็นผืนแผ่นดินเดียวกับฝังตะวันออก พอได้ขุดคลองนี้ขึ้นแม่น้ำป่าสักซึ่งเปลี่ยนเส้นทางไหลมาทางนี้จนทำให้อยุธยาเป็นเกาะ) ส่วนทางซ้ายบริเวณป้อมเพชรนั้นเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลโอบพระนครมาทางทิศตะวันตกและโค้งอ้อมลงมาด้านใต้มาบรรจบรวมเข้ากับแม่น้ำป่าสักนี้ที่บริเวณวัดพนัญเชิง ก่อนที่จะไหลเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา และไหลผ่านไปยังกรุงเทพฯและออกสู่อ่าวไทย ….

วัดบางกะจะ …  เดิมชาวบ้านเรียกว่า  วัดใหม่  เป็นวัดที่อยู่นอกเกาะเมืองอยุธยา    พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  สร้างขึ้นเป็นวัดเมื่อใดยังไม่มีหลักฐานแน่นอน  เพราะไม่มีเอกสารใดกล่าวถึงชื่อวัด  มีแต่กล่าวถึงที่ตั้งของวัด  ดังนี้

          พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์  กล่าวว่า  “เมื่อราวปีจอ  จุลศักราช ๙๓๖  .. ๒๑๑๗  ให้ขุดคูเมืองด้านตะวันออกซึ่งเรียกว่า ขื่อหน้า  ให้กว้างลึกตั้งแต่วัดแม่นางปลื้มลงมาจนบางกะจะ  และขยายแนวกำแพงเมืองด้านตะวันออกลงมาถึงริมน้ำ…”

          พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา  รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  ตอนสงครามช้างเผือก  เมื่อพระเจ้าหงสาวดียกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา  ๗ วัน กล่าวว่า  “ขณะนั้นพระยาตานีศรีสุลต่านยกทัพเรือหย่าหยับสองร้อยลำเข้ามาช่วยราชการสงคราม  ถึงทอดอยู่หน้าวัดกุฎิ์บางกะจะ  รุ่งขึ้นยกเข้ามาทอดอยู่ประตูไชย…”    และในรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา  ว่า   “ลุศักราช ๙๒๔ ปีจอ  จัตวาศก (.. ๒๑๐๕)  สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวให้แต่งพระนคร  ให้ขุดคูขื่อฝ่ายทิศบูรพา  แต่ป้อมมหาชัยวังหน้าลงไปบรรจงบางกะจะ  กว้างสิบวา  ลึกสามวา  แล้วให้ยกกำแพงออกไปริมน้ำขอบนอกพระนครป้อม


ป้อมเพชร …  ป้อมปราการสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ที่บริเวณที่แม่น้ำเจ้าพระยาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักที่บางกะจะในอดีตจากป้อมเพชรสามารถมองเห็นเรือที่จะเข้ามาเทียบท่า  ณ เกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา  ลักษณะป้อมก่อด้วยอิฐสลับศิลาแลง  มีช่องคูหาก่อเป็นรูปโค้งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่ตั้งปืนใหญ่ประจำป้อม

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พ่อค้าชาวต่างชาติทั้งหลายจึงสามารถล่องเรือสำเภาขึ้นมาถึงกรุงศรีอยุธยาได้ โดยจอดเรือขนถ่ายสินค้ากัน ณ บริเวณหน้าป้อมเพชร ดังนั้นอยุธยาจึงมีฐานะเป็นเมืองท่า ในอดีตจึงน่าจะมีเรือสำเภาที่มาจากประเทศต่างๆ เช่นโปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส สเปน ญี่ปุ่น จีน อิหร่าน เปอร์เซีย ลอยลำเต็มไปหมด ทั้งเรือเล็กเรือน้อยมาซื้อขายสินค้า มีตลาดน้ำ ตลาดบก … บริเวณป้อมเพชร คงจะคึกคักไม่น้อย

เรือสำเภาต่างชาติจะไม่ได้รับอนุญาตให้แล่นเข้ามารอบพระนคร จะต้องหยุดเรืออยู่ ณ ป้อมเพชร ยกเว้นสำเภาจีนชาติเดียวเนื่องจากความผูกพันกันระหว่างเชื้อชาติ ส่วนป้อมเพชรเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นป้อม 6 เหลี่ยม มีช่องปืนใหญ่รอบด้าน ด้านบนเป็นเชิงเทิน เป็นป้อมปราการป้องกันพระนครด้านทิศใต้”

ป้อมเพชรแห่งนี้ มีความสัมพันธ์กับบรรพบุรุษของครอบครัวตระกูล ณ ป้อมเพชร … แต่จำไม่ได้แล้วค่ะ ใครจำเรื่องราวได้ หากจะแบ่งปันก็จะขอบคุณมากค่ะ

วัดขุนพรหม .. ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความนิยมให้ลักษณะของผ้าเป็นเครื่องแสดงฐานะและตำแหน่งของผู้สวมใส่ ข้าราชการที่ทำความดีความชอบ พระเจ้าแผ่นดินก็จะทรงมีบำเหน็จรางวัลให้ และของอย่างหนึ่งที่ใช้ปูนบำเหน็จรางวัล ก็คือผ้า ขุนนางจะรับพระราชทานผ้าสมปัก ไว้นุ่งเข้าเฝ้า ผ้าพระราชทานนี้เปรียบเสมือนเงินเดือน แต่พระราชทานรายปี เรียกว่าผ้าหวดรายปี ผ้าสมปักมีหลายชนิด สำหรับฐานะและตำแหน่งแตกต่างกันเช่น สมปักลายหัวหมื่นนายเวรใช้ สมปักไหมเจ้ากรมปลัดกรมใช้ ส่วนมหาดเล็กใช้ผ้าลาย บางทีการนุ่งผ้าสมปักก็ขึ้นอยู่กับโอกาสหรือพิธีบางอย่างอีกด้วย

ในการนำผ้ามาใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มนั้น คนไทยมีความเชื่อเรื่องสีอีกด้วย ซึ่งมาจากการเชื่อถือ เรื่องเทวาสัปตเคาะห์หรือแม่ซื้อเจ็ดองค์แต่ละองค์ มีสีกายแตกต่างกันไป ซึ่งก็คือสีประจำวันทั้งเจ็ดนั้นเอง นั้นคือวันอาทิตย์สวมเสื้อผ้าสีแดง วันจันทร์สวมสีขาวนวล วันอังคารสวมสีชมพู วันพุธสวมสีเขียว วันพฤหัสบดีสวมสีเหลืองอ่อน วันศุกร์สวมฟ้าอ่อน และวันเสาร์สวมสีดำ คนโบราณกำหนดวันนุ่งผ้าใหม่เป็นแบบข้างขึ้นข้างแรม เช่นขึ้น ๔,,๙ ค่ำ ตัดผ้าเย็บผ้า นุ่งผ้าใหม่ดีและจะได้ลาภแรม ๔,๑๑ ค่ำตัดผ้าเย็บผ้านุ่งผ้าใหม่ดีมีลาบเป็นต้น

ชุมชนโบราณแถววัดขุนพรหม มีชื่อเสียงด้ายการผลิตผ้าพิมพ์

ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำ และการขนส่งทางน้ำสำหรับสินค้าบางชนิด เช่น ทราย ข้าวเปลือกฯ

วัดนางกุย… เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเกาะเมือง ด้านใต้ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก จากหลักฐานที่กรมศิลปากรว่าสร้างในปี พ.ศ.๒๑๓๐ ผู้สร้างชื่อนางกุย เป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเงินทอง จึงได้มาสร้างวัดนางกุยอยู่ทางด้านทิศใต้ของเกาะเมืองอยุธยา ที่มีแม่นำไหลผ่านวัดนี้ในอดีตเจริญรุ่งเรืองมาก ดูจากหลักฐานที่มี อาทิ พระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ สมัยทวารวาดี ประมาณพุทธศตวรรษ ๑๑ - ๑๖ (พ.ศ.๑๑๐๐ - ๑๖๐๐) หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี ๒๓๑๐ วัดนางกุยได้รับความเสียหายมาก และถูกปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมจนมาถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ได้มาทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดในอยุธยา (ไม่ทราบ พ.ศ.ที่แน่ชัด) วัดนางกุยก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมอุโบสถและเสนาสนะ หน้าอุโบสถ หน้าบัน โดยมีรูปนารายณ์ทรงครุฑ


วัดนางกุยเป็นวัดโบราณที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๔๘๔ พระประธานก่ออิฐถือปูนในพระอุโบสถที่สร้างในสมัยอยุธยา และมีพระบริวารโดยรอบ ๘ ทิศ โดยเฉพาะทางด้านซ้ายมือของพระประธานจะมีรูปปั้นของนางกุยนั่งพนมมืออยู่ด้วย ถ้าเข้าไปในโบสถ์นี้แล้วทุกท่านต้องยิ้มแน่นอน เพราะพระในโบสถ์ทุกองค์ท่านนั่งยิ้มกันทั้งโบสถ์เลยจริงๆ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์เลยก็ว่าได้ และสิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็คือ หลวงพ่อยิ้ม เห็นท่านแล้วจากเครียดๆ มาก็อดยิ้มไปกับท่านไม่ได้

วัดนางกุยยังมีสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนมักมาบูชากันมาก คือ แม่ตะเคียนทอง ที่แกะจากไม้ต้นตะเคียนทองอยู่คู่กับวัดมานานกว่า ๔๐๐ ปี ต้นตะเคียนใหญ่ได้ยืนต้นตาย เมื่อประมาณปี ๒๕๔๐ ทางวัดจึงได้นำไปแกะสลักเป็นรูปแม่ตะเคียนทอง

ศาลเจ้าพ่อเก่า ปากน้ำแม่เบี้ย … เป็นศาลเจ้าแบบจีน

หมู่บ้านญี่ปุ่น .. ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก ในสมัยนั้นทางการญี่ปุ่นได้อนุญาตให้ชาวญี่ปุ่นค้าขายกับชาวต่างชาติได้โดยให้มีหัวหน้าปกครองในกลุ่มตน นับแต่นั้นมาก็มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาอาศัยมากขึ้น หัวหน้าชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นคือ นากามาซา ยามาดา เป็นผู้มีอำนาจและเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จนได้รับแต่งตั้งเป็น ออกญาเสนาภิมุข รับราชการต่อมาจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจนสิ้นชีวิต

ปัจจุบันสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ได้จารึกประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านญี่ปุ่นในสมัยกรุงศรีอยุธยามาตั้งไว้ภายในหมู่บ้าน และปรับปรุงบริเวณหมู่บ้านให้เป็นอาคารผนวกของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา จัดแสดงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับต่างประเทศ ได้แก่ จีน โปรตุเกส ญี่ปุ่น ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส อินเดีย เปอร์เซีย และมลายู

การเดินทางสามารถเดินทางจากวัดพนัญเชิงวรวิหารไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะเห็นอาคารผนวกหมู่บ้านญี่ปุ่นอยู่ทางด้านขวามือ

หมู่บ้านฮอลันดา … ป้ายภาษาฮอลันดา ที่โครงการขุดแต่ง โบราณสถาน หมู่บ้านฮอลันดา ณ อยุธยา ว่า ตรงนี้เป็น ที่ตั้งอาณานิคมบ้านฮอลันดา ของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๗๗-๒๓๑๐ พ.ศ. ๒๓๑๐ เป็นปีที่กรุงอยุธยา ได้ถูกทำลายทั้งหมดโดยทหารพม่า

อู่ต่อเรือ ..

 

 

ขอบคุณ เนื้อความบางส่วนจาก

http://www.tat.or.th/travelactdet.asp?prov_id=14&id=182

http://www.tourthai.com/province/phra_nakhon_si_ayutthaya/muang.shtml

http://travel.sanook.com/bangkok/bangkok_06945.php

http://www.thailex.info/THAILEX/THAILEXTHA/LEXICON/Dutch%20settlement.htm

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 49
ปอจู วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 16.58 น.
http://www.oknation.net/blog/Paojoo1974


สวัสดีค่ะ.....พี่ศุภาวัลย์..

อาหารน่าตาน่าทานจังเลยค่ะ..
อืม..แม่น้ำลำคลองเค้าดูแลไว้สวยงามสะอาดตาจังเลยนะคะ..
เสียดายที่หลาย ๆ สถานที่ไม่เป็นเช่นนี้เนาะ..
ความคิดเห็นที่ 48
ไทยนิกร วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 08.28 น.
http://www.oknation.net/blog/thainikorn

ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยนะครับว่า อันที่จริง"อยุธยา"หรือ"กรุงเก่า"นั้น ยังมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่อีกหลายแห่ง อย่างเช่น"วัดโคกแสง"(ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนจะเรียก"วัดชุมแสง") ที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์
(หรือเจ้าฟ้ากุ้ง)หลบราชอาญาออกมาทรงผนวช เป็นต้น
ความคิดเห็นที่ 47
ไทยนิกร วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 08.04 น.
http://www.oknation.net/blog/thainikorn

ไปล่องเรือเที่ยว"กรุงเก่า"ทั้งที เจอบ้าน"จักรีแขก"(เจ้าพระยาชำนาญภักดี สมบุญ) กับบ้าน"จักรีฝรั่ง"(เจ้าพระยาวิชเยนทร์ กองสตังค์)สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ฯ ไหมครับอยู่แถว ๆ ริมแม่น้ำที่ว่านั่นแหละ
ความคิดเห็นที่ 46
joeyman วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 00.36 น.
http://www.oknation.net/blog/inmind


ตระกูล ณ ป้อมเพชร เกี่ยวข้องกับท่านปรีดี พนมยงค์ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นนามสกุลเดิมของภรรยาท่าน และก่อนหน้านี้ตัวท่านเองก็เป็นญาติเชื้อสายเดียวกันกับตระกูลนี้มาก่อน ขอไปค้นดูเอกสารก่อนนะครับ ... ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 45
ครูแหลม วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 23.34 น.
http://www.oknation.net/blog/kulaem


ชอบครับ
...........คุณป้า เที่ยวเก่งจริงๆ


.................................................................

รบกวนตามไปให้กำลังใจ คนโง่ปั่นจักรยานได้ที่นี่ เลยนะครับ...
http://www.oknation.net/blog/visa/2008/07/05/entry-1/comment#read

ขอบพระคุณมากครับ
=ครูแหลม=
ความคิดเห็นที่ 44
สายธาร วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 23.13 น.
http://www.oknation.net/blog/cyberfrogy
" รำลึกถึงผองเพื่อนผู้หาญกล้า    วีรกรรมเดือนตุลาที่ยิ่งใหญ่  "

Hi......Howdy...

Goodnight........
ความคิดเห็นที่ 43
workingwomen วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 21.58 น.
http://www.oknation.net/blog/arada


มีดอกไม้มาฝากค่ะ พี่ supawan

สวัสดีค่ะ
ความคิดเห็นที่ 42
ครูทิพย์ วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 20.46 น.
http://www.oknation.net/blog/Tip2
ครูทิพย์

ตามมาเที่ยวค่ะพี่...ล่องเรือได้บรรยากาศดีจัง...
ความคิดเห็นที่ 41
สนิมกฤช วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 19.49 น.
http://www.oknation.net/blog/sanimkrit

ผมได้ตั้งสัญญากับหัวใจว่า..ถ้าไม่ตายเสียก่อน..ด้วยเหตุใดก็ตามแต่..

ผมจะหาโอกาสเที่ยวเมืองไทยให้ทั่วเลย...คิดถึงบ้านจริงๆๆๆ
ความคิดเห็นที่ 40
[ใบ]หม่อน วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 19.26 น.
http://www.oknation.net/blog/fighter
ชีวิตยังต้องเดินอีกไกล~ใส่รองเท้าซะ!!!!!!

สวยมากเลยครับ

แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายศตวรรษแต่ยังดูยิ่งใหญ่อยู่เลยครับ

ผมยังไม่เคยไปอยุธยาเลย อยากไปจังครับ
ความคิดเห็นที่ 39
อะหนึ่ง วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 18.14 น.
http://www.oknation.net/blog/mindhand
..อนึ่ง....คิดถึงพอสังเขป.. ..อะหนึ่ง..


เที่ยวอยุธยาให้เข้าถึงอยุธยา
ต้องล่องเรือชมเกาะเมืองอยุธยา

อยากไปไหว้ หลวงพ่อยิ้ม ที่อยุธยา
ความคิดเห็นที่ 38
hooknoi วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 15.33 น.
http://www.oknation.net/blog/hooknoi

ไปมาหลายครั้ง แต่ก็ยังหลงใหล อยุธยาอยู่เหมือนเดิม
ความคิดเห็นที่ 37
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 14.59 น.
http://www.oknation.net/blog/derreiser

ถ้าวันไหน อากาศดี ผมมีความสุขกับการได้เที่ยว อยุธยา มากครับ

ขอบคุณมากครับ
ความคิดเห็นที่ 36
redribbons07 วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 14.17 น.
http://www.oknation.net/blog/redribbons07

ตามเที่ยวจากบล็อก ค่ะ

ขอบคุณ ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 35
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 13.56 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ไม่เคยนั่งเรือไปเที่ยวครับ
ขอบพระคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 34
ชุติภัทร์ วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 13.02 น.
http://www.oknation.net/blog/way1
อย่าเพิ่งตัดสินฉัน จากสิ่งที่คุณอ่าน จนกว่าคุณจะได้รู้จักตัวจริงของฉัน

ขอบคุณค่ะ

ที่แบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ให้ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 33
เคี่ยว โคมคำ วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 10.58 น.
http://www.oknation.net/blog/kaveethas
ศิลปศาสตร์ทางถ้อยคำทำให้รู้จักกวีนิพนธ์ - กวีนิพนธ์ทำให้รู้จักโลกใหม่ที่บอดใบ้ในสามัญสำนึก

เป็นสารคดีสั้นที่น่าสนใจมากเลยครับ
ความคิดเห็นที่ 32
ปราณชลี วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 10.56 น.
http://www.oknation.net/blog/narapong-sak
  นัยน์ตา...มีตีน   ในตีน...มีแก่นชีวิต   

อิ่มบุญ อิ่มท้อง !!
ชมภาพล่องเจ้าพระยา 'คุ้ม' จริงๆ ครับ.
ความคิดเห็นที่ 31
นายชำดอก วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 10.48 น.
http://www.oknation.net/blog/volleyball
http://www.oknation.net/blog/chamnan  สัพเพเหระhttp://www.oknation.net/blog/banpong คนขี้บ่นนายชำดอก

ดูแล้วสบายตาสบายใจครับ ต่างจาก 2 ฝั่งถนน
ความคิดเห็นที่ 30
มะค่าโมง วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 10.44 น.
http://www.oknation.net/blog/makamong

ขอบคุณที่พาได้ด้วยค่ะ อิ่มตา อิ่มใจ
ความคิดเห็นที่ 29
บักหุ่งซ่ำจ๊อย วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 10.37 น.
http://www.oknation.net/blog/gypsysee
มะละกอใบน้อย แต่เสียวWa ...เอาเรื่องจริงมาเล่าแบบขำขำ

แหะๆ อยากไปบ้างจัง
ความคิดเห็นที่ 28
แสงพูไชย วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 10.29 น.
http://www.oknation.net/blog/sengphouxayi
เห็นว่าผักหอมเหี้ยนแคมสวนอย่าฟ้าวย่ำหลายเน้อบาตมันพอฝุ่นน้ำยังสิปี้นป่งใบแท้แล้ว 

สวัสดีครับคุณsupawan
ขอบคุณที่ใหความสนใจครับ
คุณครับอ่านไม่ได้ หรือ อ่านภาษาลาวไม่ได้ครับ ผมจะได้ จัดการให้ครับ