| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
July 07, 2008 Unseen อยุธยา Unseen ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา .. จะมีกี่อย่างไม่อาจคาดเดาได้นะคะ .. แต่สิ่งที่เป็น unseen ที่จะนำมาเล่าและลงรูปให้ดูในวันนี้ อยู่ในวัดท่าการ้องนี่เองค่ะ .. ก่อนที่จะไปดูกัน ขอเล่าเรื่องของวัดท่าการ้องให้ฟังก่อนนะคะ
วัดท่าการ้อง .. เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยอยุธยา สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2092 ประมาณ 450 ปี เศษมาแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างเมื่อใด สันนิษฐานว่าคงเป็นวัดที่ราษฎรสร้าง เพราะไม่ปรากฏรายชื่อพระอารามหลวงสมัยอยุธยา แต่จากการสันนิษฐานตามพุทธลักษณะและซากปรักหักพัง เชื่อว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 13 (พระชัยราชา) แห่งกรุงศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ. 2076 เพราะมีท่าน้ำกั้นวัด เป็นช่วงที่บ้านเมืองสงบ ศาสนาเจริญรุ่งเรือง .. จนกระทั่งเสียกรุง จากการสังเกตเม็ดมะยมรอบกำแพงอุโบสถ เชื่อว่าน่าจะมีการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตามบันทึกพระราชพงศาวดาร วัดท่าการ้องมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยามากมาย
พระอุโบสถบูรณะเมื่อปี 2508 เป็นอุโบสถแบบก่ออิฐถือปูน หน้าบันและลายเครื่องบนเป็นไม้จำหลัก ซุ้มประตูหน้าต่างประดับลายปูนปั้น บานประตูเขียนลายรดน้ำรูปเสี้ยวกางประทับบนหลังสิงโตจีน ช่องลมระเบียงด้านหน้าพระอุโบสถประดับเครื่องเคลือบเขียว มีกำแพงแก้วล้อมรอบพระอุโบสถ เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีพระพุทธรูปประธานสมัยอยุธยาที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนเคารพนับถือมาก คือหลวงพ่อรัตนมงคล (หลวงพ่อยิ้ม)
ที่โด่งดังที่สุดในวัดท่าการ้องแห่งนี้ และต้องถือเป็น Unseen ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยทีเดียว นั่นคือ การได้รับการยกย่องจนได้รับรางวัลเป็น สุดยอดส้วมแห่งปี 2551 ที่ถูกหลักสุขลักษณะ เน้นความสะอาด จัดประดับตกแต่งห้องน้ำอย่างสวยงาม เพื่ออำนวยความสะดวก จนเป็นจุดเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้แก่วัด ไกด์สาวประจำทริปนี้เล่าให้ฟังว่า เนื่องจากวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนมุสลิม ทำให้ไม่มีพุทธศาสนิกชนใส่บาตรเลยในแต่ละวัน พระที่วัดนี้จึงต้องหุงหาอาหารทานเอง .. ทำให้ไม่มีพระมาประจำอยู่ที่วัดแห่งนี้เป็นเวลานานมาก สภาพของวัดทรุดโทรมเพราะขาดการบำรุงรักษาและซ่อมแซม และถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลายาวนาน ..
ต่อมาในช่วงปลายปี 2543 คณะสงฆ์มีคำสั่งให้ พระครูสุทธิปัญญาโสภณ มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งท่านได้เริ่มบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน และถาวรวัตถุของวัดท่าการ้องขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา
ท่านพระครูสุทธิปัญญาโสภณ ได้คิดหาวิธีการที่พัฒนา เรียกศรัทธาและจูงใจให้คนมาวัดนี้ .. ให้วัดกลับมาเจริญรุ่งเรืองดังเช่นในอดีต .. ท่านเชื่อว่ายังมีวิญญาณของคนในอดีตจำนวนมากยังสิงสถิตย์อยู่ที่วัดนี้ ท่านจึงภาวนาขอให้วิญญาณทั้งหลายได้ร่วมกันเข้ามาสร้างบุญสร้างกุศล จะไม่ต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อน ได้จุติเป็นมนุษย์ในภพต่อไป
วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ มีพระประธาน คือ พระศรีรัตนมหามงคล และในช่วงที่ท่านสับสนกับวิญญาณคนโบราณอยู่นั้น เหมือนกับมีคนมากระซิบบอกให้ท่านไปขอความช่วยเหลือจากพระประธานในโบสถ์ ท่านจึงได้เข้าไปบวงสรวงพระประธานร่วมกับพระเถระผู้ใหญ่หลายท่าน โดยให้พราหมณ์เป็นเจ้าพิธี ท่านก้มลงกราบและอธิษฐานจิตว่า หากว่าหลวงพ่ออยากให้ลูกอยู่และพัฒนาที่นี่ ก็ขอให้หลวงพ่อช่วยให้ได้รับความสำเร็จด้วย เพราะหากว่าทำงานไม่สำเร็จลูกก็อยู่ไม่ได้
เท่านั้นแหละ เกิดปรากฏการณ์คล้ายกับว่าพระพักตร์พระประธานยิ้มออกมา เป็นที่ประจักษ์กับทุกคนในพระอุโบสถ จากนั้นคนทั้งหลายจึงเรียกชื่อองค์พระประธานว่า หลวงพ่อยิ้ม
ตั้งแต่นั้นมาวัดท่าการ้องก็ดีวันดีคืน เป็นที่รู้จักกันในหมู่ผู้มีเมตตาจิต แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนและนมัสการหลวงพ่อยิ้ม เป็นความศรัทธาแบบ ไหลไม่แรง ไหลไม่มาก ไหลไม่ขาด
เมื่อมีคนที่เปี่ยมศรัทธามากันไม่หยุด ประชาชนแถวนั้นซึ่งเป็นคนมุสลิม ก็เข้ามาทำการค้าขายกับผู้ที่มาเยือน ทำให้มีรายได้ที่ดี ร่มเย็นเป็นสุข และก่อให้เกิดความเป็นมิตรระหว่างวัดกับชาวบ้าน ก่อเกิดสันติสุขระหว่างชาวพุทธและมุสลิม ในความสันติสุขที่เกิดขึ้น เชื่อกันว่าเกิดจากพลังศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อยิ้ม นอกจากนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อพลังศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อยิ้มที่บันดาลให้คำอธิษฐานสำเร็จตามความประสงค์ (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความด้วยค่ะ) เมื่อมาแล้วจึงต้องกลับมาอีกหลายๆครั้ง เพื่อแก้บน
นั่นคือรูปธรรมของมนต์เรียกใจให้ต้องกลับมาที่วัดท่าการ้องอีก แต่มีรูปธรรมที่สัมผัสได้ว่า ทำไมมาวัดท่าการ้องแล้วต้องกลับมาอีก คือ มาที่วัดนี้แล้ว จะมีบริการ น้ำเย็น ผ้าเย็น สำหรับผู้มาเยือน ฟรีทุกเวลา แต่ที่ชนะใจมหาชนยิ่งกว่าคือ ห้องสุขา ที่สะอาดสุดๆ ที่เมื่อใช้บริการแล้วต้องประทับใจไม่รู้ลืม
ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า สุดๆของสิ่งที่ทุกคนต้องการคือสิ่งนี้ ท่านมานึกถึงธรรมชาติของคนที่มาวัด ซึ่งพอลงจากรถมา แทนที่จะถามหาว่าเจ้าอาวาสอยู่ไหน .. ส่วนมากกลับจะถามว่าห้องน้ำอยู่ไหน (ไม่รู้ว่าประชดหรือไม่นะคะ ต้องไปถามท่านเจ้าอาวาสเอาเอง) .. ท่านจึงใช้ธรรมชาติของคนในจุดนี้เรียกผู้คนให้มาที่วัดมากขึ้น และประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยซิคะ
เป็นอาคารชั้นเดียว รวมจำนวนห้อง 28 ห้อง อยู่ท่ามกลางสวนสวยที่ร่มรื่น ที่ห้องน้ำชุดนี้เครื่องปรับอากาศ .. มีการแบ่งโซนที่ชัดเจนกว่าเดิม โดยแบ่งเป็นห้องน้ำชาย ห้องน้ำหญิง ห้องน้ำคนชราชายหญิง ห้องน้ำคนพิการ ห้องน้ำสำหรับสาวประเภทสอง ซึ่งตรงจุดนี้บรรดาสาวประเภทสองฮือฮามากเป็นพิเศษเมื่อมาใช้บริการห้องน้ำที่วัดแล้วบอกต่อๆ กัน
ล่าสุดชนะเลิศรางวัลสุดยอดส้วมแห่งปี"51 อีกเช่นกัน และยังได้รับรางวัล Thailand Tourism Standard 2007-2009 ระดับ 5 ดาว จากกระทรวงการต่างประเทศ ได้รางวัลมาตรฐาน ISO-9001 ด้วยเช่นกัน โดยห้องน้ำต้องทำแยกโซนให้ชัดเจน เพื่อความสะดวกในการเข้าไปใช้ เพราะผู้ที่มากราบไหว้พระมีหลายกลุ่ม การอำนวยความสะดวกเป็นสิ่งที่ควรทำ
สุดยอดส้วมแห่งปีที่วัดท่าการ้อง จึงนับเป็น Unseen ของอยุธยาที่ต้องมาใช้บริการและพิสูจน์ด้วยตัวเองค่ะ อย่าพลาดเชียวนะคะ หากมาเที่ยวที่อยุธยา ต้องมาที่วัดท่าการ้อง มาดูให้เห็นกับตา สัมผัสด้วยดวงใจกันค่ะ
|