| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
July 10, 2008 เสน่ห์กรุงเทพ เมืองเก่า .. สถาปนิกและนายช่างอิตาเลียน เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 มีพระราชพิธีและปรากฏการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช นอกจากประชาชนชาวไทยทั่วประเทศจะได้ชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้วยตนเองและผ่านทางการถ่ายทอดทางโทรทัศน์แล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นความทึ่งของประชาชนชาวไทยที่ปรากฏออกมาเป็นฉากหลังของพระราชพิธีต่างๆ ก็คือความงดงามของสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม ของกรุงเทพมหานคร
ภาพของกรุงเทพฯเมืองเก่า ไม่ว่าจะเป็นพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งองค์ต่างๆ วัดวาอาราม อนุสาวรีย์ ถนน สะพาน ที่ขบวนเสด็จพระราชดำเนินผ่านเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณีย์กิจต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่สวยงาม สมศักดิ์ศรีความเป็นราชธานีของไทย อันมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ภาพอลังการภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการปฏิบัติพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือท้องพระโรงกลางภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ในตอนบ่ายของวันที่ 12 มิถุนายน ณ ที่ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม พระมหากษัตริย์ พระบรมราชินีนาถ และผู้แทนพระองค์พระประมุขของพระมหากษัตริย์รวมทั้งหมดจาก 25 ประเทศ ในจำนวน 29 ประเทศทั่วโลกที่ปกตรองภายใต้ระบบกษัตริย์ (Monarchy) ได้เสด็จมาเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย ในฐานะเป็นพระราชอาคันตุกะเพื่อร่วมพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ครั้งนั้น ในมหาสมาคมภายในสถานที่อันเป็นสุดยอดแห่งความงดงามของกรุงรัตนโกสินทร์
ความงดงามของสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม แม้จะมิใช่ศิลปกรรมแบบไทยแท้ แต่ก็มีความวิจิตรงดงาม ละเอียดประณีตที่สำเร็จลงได้เพราะความสามารถของคนกลุ่มหนึ่งเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว อันเป็นหลักหมุดของกาลเวลาที่ประเทศไทยประกาศตัวเข้าร่วมในสมาคมประชาชาติระหว่างประเทศด้วยความภาคภูมิใจ ในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 5 แห่งพระราชวงศ์จักรี
ในรัชกาลนี้ กรุงเทพฯซึ่งมีอายุดำเนินมาเป็นเวลาราว 120 ปี นับตั้งแต่องค์ปฐมกษัตริย์ได้สถาปนากรุงเทพฯให้เป็นราชธานีแห่งพระราชอาณาจักรสยาม เมื่อ พ.ศ. 2325 ได้เปลี่ยนโฉมหน้าเข้าสู่ความเป็น สมัยใหม่ ยุคแรกของไทย
ความงดงามในรูปแบบใหม่ของกรุงเทพฯตั้งแต่ยุคนั้น ซึ่งได้แปลงรูปธรรมเข้าสู่ความเป็นสากล เป็นพระราชวินิจฉัยจากพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสำเร็จลงด้วยฝีมือ ความคิด และการสร้างโดยช่างศิลป์ชาวไทยและชาวต่างประเทศมากมายหลาบคน โดยเฉพาะช่างศิลป์ชาวอิตาเลียนหลายสิบคน นับเป็นศิลปกรรมแบบตะวันตกที่พระมหากษัตริย์แห่งสยามประเทศทรงพอพระทัยเลือกสรรมาใช้ มิใช่โดยการถูกบังคับจากมหาอำนาจอาณานิคมใด ดังเช่นประเทศอื่นๆในแถบเอเชีย
เนื่องจากไม่สามารถสืบค้นจากเอกสารเก่าหรือจากคำบอกเล่าของคนรุ่นใหม่ได้ครบจำนวนช่างศิลป์ชาวอิตาเลียนเหล่านี้ว่า ผู้ใดออกแบบและลงมือคุมงานก่อสร้าง หรือปั้น หรือวาดสถานที่อันสวยงามต่างๆในประเทศสยามในยุคโน้น จึงมีเพียงข้อมูลบางส่วนมาเล่าสรุปให้ทราบว่า อาคารสวยงามแบบฝรั่ง ซึ่งมีจำนวนเหลืออยู่ในกรุงเทพฯที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี ซึ่งมีความงดงามอลังการ เป็นภาพตัวแทนที่ประกาศความเจริญของสยามตั้งแต่ครั้งก่อนเก่าออกไปทั่วโลก จนถึงทุกวันนี้ มีหยาดเหงื่อและความอุตสาหะของผู้ใดอยู่เบื้องหลังบ้าง
มีปราส่าทราชวัง วัดวาอาราม สถานที่ราชการ และคฤหาสน์องขุนนาง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และผู้มีบรรดาศักดิ์มากมายที่ผ่านการออกแบบก่อสร้างและตกแต่งภายในโดยสถาปนิกและนายช่างอิตาเลียน พระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งบรมพิมาน พระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งอภิเษกดุสิต สถานีรถไฟหัวลำโพง โรงกษาปณ์ กรมกองทหารหลายแห่ง วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม บ้านนรสิงห์ (ทำเนียบรัฐบาลปัจจุบัน) บ้านพิษณุโลก บ้านพิบูลธรรม สะพานผ่านพิภพลีลา สะพานมัฆวานรังสรรค์ สะพานมหาดไทยอุทิศ (สะพานผู้หญิงร้องไห้) หอศิลป์แห่งชาติ อาคารแห่งแรกของสยามกัมมาจล (ธนาคารไทยพาณิชย์ในยุคเดิม) อาคารหลายหลังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และสถานที่อื่นๆอีกมากมายล้วนเป็นฝีมือของช่างอิตาเลียนทั้งสิ้น
สถาปนิก นายช่าง และจิตรกรชาวอิตาเลียนที่เป็นผู้ออกแบบหลัก และเป็นหัวหน้านายช่างที่ก่อสร้างสถานที่ต่างๆเหล่านี้เช่น มาริโอ ดามันโญ .. อันนิเบเล ริโกตติ .. กาลิเลโอ คินี .. เอร์โคเร มันเฟรดิ .. คาร์โล อัลเลกริ .. เซซาเร เฟร์โด .. คาร์โล ริโกลิ .. วิตโตริโอ โนวิ .. อัลเบร์โต นาซซาริ .. โจอาคิโน กราซซี่ .. โคร์ราโด เพโรชิ เป็นต้น ช่างศิลป์ชาวอิตาเลียนที่กล่าวนามมานี้ ส่วนมากจะมีส่วนร่วมในการออกแบบก่อสร้าง หรือซ่อมแซมพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุด สวยงามที่สุด และใช้เวลาในการก่อสร้างนานที่สุดในบรรดาสิ่งก่อสร้างแนวตะวันตกในยุคนั้น
หนังสือนำชมพระที่นั่งอนันตสมาคม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างพระนั่งอันสวยงามวิจิตรไว้ว่า พระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2450 2456 เป็นที่รวมฝีมือของสถาปนิก และนายช่างอิตาเลียนมากมายหลายคนจนยับไม่ถ้วน อาทิ มาริโอ ตามันโญ (Mario Tarmagno) อันนิเบเล ริโฏตติ (Annibale Rigotti) และ เอร์โคเล มันเฟรดิ (Ercole Manfredi) เป็นต้น ส่วนจิตรกรรมส่วนที่เด่นที่สุดของพระที่นั่งแห่งนี้คือเพดานโดมกลาง ซึ่งเป็นภาพวาดการประกาศเลิกทาสในประเทศสยาม ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และจิตรกรรมส่วนอื่นๆนั้น จิตรกรหลักคือ กาลิเลโอ คินี (Galieo Chini) ซึ่วเป็นการวาดภาพแบบศิลปะ เฟรสโก (Frescos) และ คาร์โล ริโกลิ (Cario Rigoli) วาดภาพพระราชกรณ๊ยกิจของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีบนเพดานโดม
พระที่นั่งองค์นี้สร้างตามแบบโรมันโบราณ มีรูปทรงละม้ายคล้ายวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม และมหาวิหีเซ็นต์ปอลที่กรุงลอนดอน ผังพื้นเป็นรูปกางเขนแบบละติน ยอดโมเป็นศิลปะยุคคลาสสิคและยุคฟื้นฟู (Renaissance) หินอ่อนที่ใช้สร้างเป็นหินอ่อนจากแหล่งที่มีชื่อมากที่มุดของโลก คือตัดมาจากบ่อที่เมืองคาร์ธารา ประเทศอิตาลี และนำลงเรือมาเป็นชิ้นๆมายังสยาม ริโกลิ ผู้ออกแบบพระที่นั่งองค์นี้คนหนึ่งได้บันทึกไว้ว่า ตัวเขาเองกับสถาปนิกอีกคนหนึ่งคือ ตามันโญ ได้ร่วมกันสั่งวัสดุก่อสร้างจากบริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุโรปขณะนั้น เช่น สั่งหินอ่อนผ่านบริษัทมาร์มิแฟรา ลิกูเร บริษัทตริโคร์เนีย แห่งคาร์ธารา และบริษัทคาเตลลาแห่งเมืองตูริน สั่งหินแกรนิตจากบริษัทซิร์ลา เมืองมิลาน สั่งกระเบื้องจากบริษัทวีเนอร์ แวร์กชตัด เมืองเวียนนา ส่วนเครื่องผ้าต่างๆ เช่นม่าน สั่งจากโรงงานในอังกฤษ กล่าวกันว่า บางครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงกับเสด็จฯไปรอรับด้วยพระองค์เองที่ท่าเรือกรุงเทพฯทีเดียว
วัสดุต่างๆเหล่านี้ นอกจากจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับการก่อสร้างในประเทศสยามแล้ว ยังหมายถึงงบประมาณมหาศาลที่รัฐบาลสยามได้ลงทุนไป แต่ก็นับว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ที่ได้ช่วยปกป้องประเทศสยามมิให้มีภาพลักษณ์เป็นประเทศที่อ่อนแอ ล้าหลัง จนเป็นที่ย่ำยีของเจ้ามหาอำนาจอาณานิคมที่กำลังห้อมล้อมเข้ามาฉกฉวยประโยชน์ทุกทิศ ทุกทางจากประเทศต่างๆในทวีปเอเชียในขณะนั้น
การก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม นับว่าเป็นการท้าทายฝีมือนายช่างชาวตะวันตกอยู่มากทีเดียว เพราะประเทศสยามอยู่ในเขตเมืองร้อน มีดินมากกว่าหิน และเป็นเมืองฝนตกชุกดินจึงอ่อนเหลว ต้องใช้เทคนิคแบบใหม่ในการวางฐานรากบนพื้นโคลน อีกทั้งการออกแบบด้านสถาปัตยกรรมอันสวยงามนั้น ก็มีความสลับซับซ้อนและยุ่งยากมาก ต้องใช้สติปัญญา ความสามารถ และวิธีแก้ปัญหาอย่างที่นายช่างทั้งหลายไม่เคยประสบมาก่อน
แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น ก็มิได้เกินกำลังของสถาปนิกและนายช่างอิตาเลียน รวมทั้งแรงงานจีน-ไทยระดับล่าง ที่ได้ช่วยกันก่อสร้างพระที่นั่งองค์นี้ให้เสร็จสมบูรณ์ และมีความสวยงามไม่แพ้สิ่งก่อสร้างที่งดงามใดๆในโลก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับได้เสด็จฯมาทอดพระเนตรการก่อสร้างอ่างใกล้ชิดเกือบทุกวัน เป็นที่น่าเสียดายที่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตก่อนที่พระที่นั่งจะเสร็จสมบูรณ์
พระที่นั่งอนันตสมาคมได้รับการต่อเติม บูรณะ ซ่อมแซม และอนุรักษ์อย่างดียิ่งมาจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับกว่าหนึ่งร้อยปีของการเริ่มออกแบบก่อสร้าง นับเป็นบุญอย่างยิ่งที่ชาวไทยในยุคปัจจุบันได้มีโอกาสเห็นความงดงามของพระที่นั่งพระองค์นี้อย่างใกล้ชิด ทั้งยามกลางวันและยามราตรี และได้เป็นพยานถึงความงดงามวิจิตรไม่แพ้อาคารสวยงามใดๆในประเทศต้นแบบเลย
***ขอบคุณเนื้อความบางส่วนจากนิตยสารขวัญเรือน ภาพประกอบบางส่วนได้รับจากการชมนิทรรศการที่มาของภาพราชสำนักสยาม .. Internet และ thaimonarchy.com |