| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
July 11, 2008 เสน่ห์กรุงเทพ วัดราชบพิตร .. นอกเป็นไทย ในเป็นฝรั่ง (1) ในวันที่แสงแดดจ้ากลางฤดูร้อน ฉันมุ่งหน้าออกจากบ้าน ใช้บริการของเรือด่วนเจ้าพระยามุ่งหน้าสู่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ในยามที่น้ำมันราคาแพงเช่นนี้ บริการขนส่งสาธารณะดูจะเป็นทางเลือกที่เข้าท่าทีเดียว การเดินทางโดยทางน้ำก็เป็นตัวเลือกที่ฉันนิยมชมชอบ ด้วยการที่ไม่ต้องไปติดหนึบอยู่ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดไปทั่งกรุง อีกทั้งตลอดระยะเวลาของการเดินทางก็มีวิวทิวทัศน์สวยแปลกตาผ่านเข้ามาให้ชมไม่ขาดสาย และที่ดีที่สุดก็คือมีสายลมเย็นโชยผ่าน ทำให้การเดินทางรื่นรมย์ขึ้นอีกอักโข จนถึงจุดหมายปลายทาง เดินเลียบเลาะริมรั้วสวนสราญรมย์ ระหว่างถนนอัษฏางค์และถนนเฟื่องนคร ก็จะเห็นพระอารามเบญจรงค์ตั้งตระหง่านอยู่
วัดราชบพิตร หรือวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร เป็นวัดที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเป็นวัดแรก หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 1 ปี เพื่อให้เป็นวัดประจำรัชกาลตามโบราณราชประเพณี เป็นวัดธรรมยุกติกนิกาย ครั้นถึงรัชกาลที่ 6 ทรงคำนึงถึงว่า วัดเป็นศาสนสถานที่มีการสร้างขึ้นมากแล้ว จึงทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงเรียนวชิราวุธเป็นสถานศึกษาของกุลบุตร แทนการสร้างวัด ด้วยแนวทางพระราชดำรินี้ รัชกาลที่ 7 ก็มิได้ทรงสร้างวัด หากทรงรับพระราชภาระทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์พระอารามนี้แทนการสร้างวัดประจำรัชกาล นอกจากนี้วัดราชบพิตร ยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าและสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 11 และองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และยังเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก เมื่อทรงผนวชเป็ยสามเณร
ภายในวัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตสุสานหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2412 โดยสร้างเลียนแบบ 2 วัดคือ วัดพระปฐมเจดีย์ กับ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 4 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2413 แล้วมีการนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสวรวิหารมาจำพรรษาอยู่ พร้อมอัญเชิญพระพุทธนิรันตรายมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ วัดนี้สร้างตามโบราณราชประเพณี อย่างวัดราชประดิษฐ์ มีพระมหาเจดีย์เป็นหลัก ห้อมล้อมด้วยระเบียงบริวารทิศสองวิหาร เหนือ ใต้ แบบวัดพระปฐมเจดีย์ คือพระอุโบสถกับพระวิหารวางแนวทิศตรงข้าม ด้านข้างจะมีทางเข้าไปรอบๆพระเจดีย์ นับเป็นพระอารามหลวงสุดท้ายที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณี ที่มีการสร้างวัดประจำรัชกาล
พระมหาเจดีย์ เป็นแบบทรงกลมตั้งอยู่บนฐานทักษิณ ประดับกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์อัดพิมพ์นูนทั้งองค์ ฐานทักษิณเจาะเป็นซุ้ม 16 ซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ 14 ซุ้ม และพระรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า และสมเด็จพระสังฆราช ในด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก อีก 2 ซุ้ม เป็นประตูเข้าออกภายในพระเจดีย์
ภายในพระเจดีย์มีชุกชี ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาปางนาคปรกอยู่ เป็นศิลปะแบบลพบุรี เล่ากันว่า มีการขุดพบใต้ต้นตะเคียนริมคลองหลอด ซึ่งเชื่อกันว่าคนที่อยากมีลูกมาขอพรก็จะมีลูกสมใจ
ภายในพระเจดีย์ยังมีทางขึ้นไปบนฐานเจดีย์ได้ ในอดีตสามารถมองเห็นภูเขาทองได้ด้วย ชั้นประทักษิณทำเป็นพนัก ระเบียงโปร่ง ยอดปลีเป็นลูกแก้วกลม ครอบพระกรัณฑ์และผอบที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ส่วนสาเหตุที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม หมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพงทั้ง 8 ทิศ ทำให้เสมาของวัดนี้พิเศษไม่เหมือนที่วัดอื่น ราชบพิตร หมายถึง พระอารามที่พระเจ้าแผ่นดินสร้าง สถิตมหาสีมาราม หมายถึงพระอารามที่มีมหาเสมา หรือเสมาใหญ่
ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ทั้งพระอุโบสถ วิหาร และเจดีย์ ระเบียงแก้ว ล้วนตกแต่งด้วยลายกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ทั้งสิ้น ทุกแผ่นเขียนด้วยมือ และออกแบบรูปทรงกระเบื้องขนาดต่างๆอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ ระเบียง พระอุโบสถ และจากการที่มีศิลปกรรมกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ที่งามวิจิตรเป็นเอกลักษณ์แห่งเดียวในประเทศไทยนี่เอง จึงได้รับการขนานนามว่า พระอารามเครื่องเบญจรงค์
จุดเด่นของวัดราชบพิตรอยู่ที่โครงสร้างของพระอุโบสถที่สูงโปร่ง การจัดวางผังที่ลงตัว ใครที่เคยไปที่วัดนี้คงยอมรับว่าเป็นพระอุโบสถที่สวยทั้งภายนอกและภายใน ขณะที่ภายนอกใช้ศิลปะไทยประดับกระเบื้องเคลือบที่งามวิจิตรแห่งเดียวในประเทศไทย
ภายในตกแต่งเป็นแบบฝรั่ง ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์ของความลงตัวระหว่างตะวันตก และตะวันออก สะท้อนจุดเปลี่ยนของไทย ที่เริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และการรับเอาศิลปะตะวันตกเข้ามาแสดงให้เห็นผ่านเพดานโบสถ์ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิคของยุโรป
ผนังด้านในเมื่อปี 2472 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ได้ลบภาพพระพุทธประวัติออก และทำเป็นลายดอกไม้ร่วงสีทองบนพื้นสีฟ้าน้ำเงินแทน
รายละเอียดของสถาปัตยกรรมของวัด ยังชวนตื่นตา ตื่นใจ จากการผสานทั้งศิลปะทั้งตะวันออกและตะวันตก อาทิ บานประตูและหน้าต่างพระอุโบสถ ภายในปิดทองลายรดน้ำพุ่มข้างบิณฑ์ ภายนอกมีลายพิเศษสวยงาม มีนัยยะทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ ลวดลายจำลองมาจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 5 แบบ เรียงลำดับขั้นสูงต่ำ จากบนลงล่าง 5 ตระกุล ซึ่งการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้เริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 บานประตูนี้ได้รับยกย่องว่าเป็นศิลปะชิ้นสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์
พระประธาน ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานบนฐานชุกชีหินอ่อนจากประเทศอิตาลี มีพระนามว่า พระพุทธอังคีรส แปลว่ามีรัศมีแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกาย หล่อขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 4 กะไหล่ทองคำเนื้อแปด หนัก 180 บาท เป็นทองที่แต่งพระองค์รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ฐานบัลลังก์ทองเนื้อหก หนัก 48 บาท
รองรับเหนือพระพุทธอังคีรส มีนพปฎลมหาเศวตฉัตรกั้น เดิมเป็นเศวตฉัตรกั้นเหนือพระโกศพระบรมศพรัชกาลที่ 5
ภายใต้ฐานบัลลังก์กะไหล่ทองบรรจุพระบรมอัฐิและพระอัฐิ 6 พระองค์คือ รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 สมเด็จพระศรีสุลาลัยพระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ 3 และพระบรมอัยยิกาเธอสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร พระธิดาในรัชกาลที่ 3 (พระอภิบาลรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงพระเยาว์)
พระพุทธนิรันตราย ประดิษฐานบนฐานชุกชีเบญจาหน้าพระพุทธอังคีรส ฐานชุกชีเบญจาซีกเล็กนี้เคยเป็นฐานประกอบแท่นที่ทรงพระโกศพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร มีเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ ยอดพระมหามงกุฎมีอักษรขอมจารึกพระนามแสดงพระพุทธคุณบนกลีบบัว ด้านหน้า 9 ด้านหลัง 9 ที่ฐานล่างสุดมีที่รองรับน้ำสรงพระ มีท่อทำเป็นรูปศีรษะโต หมายความว่า โคตมโคตร รัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริพระราชทานแก่วัดในในคณะธรรมยุกติกนิกาย
รูปแบบการตกแต่งภายใน ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีอิทธิพลของวัฒนธรรมทางโลกตะวันตกอยู่มาก
ราชสักการะ ในการเสด็จพระราชด้ำนินกลับจากยุโรป ร.ศ. 126 และที่ประทับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
|