| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
July 17, 2008 อุบล .. ราชธานีแห่งสุนทรี ประเพณีแห่เทียนพรรษาเรื่องและภาพวันนี้ อาจจะไม่มีความสอดคล้องกัน ... บทความจะเป็นเรื่องราวของวิวัฒนาการของการก่อเกิดเทียนพรรษา แต่ภาพประกอบจะเรื่องของ .. กว่าจะเป็นต้นเทียนสวยงามอลังการให้เราได้ชื่นชม ต้องใช้ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ภายใต้แรงศรัทธาของชุมชน ให้ขั้นตอนของการทำเทียนพรรษาลุล่วงไปอย่างไร .. หวังว่าคงเป็นการแบ่งปันความรู้สึกดีๆในศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของเราค่ะ .. เดี๋ยวจะมีการแห่เทียนพรรษา จะนำภาพบรรยากาศมาฝากในโอกาสต่อไปค่ะ----------------------------------------------------------------
อุบลราชธานี เมืองแห่งดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี ปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์
ในคำขวัญที่ยาวมากของจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีวลีที่เน้นลักษณะของชาวอุบลฯว่า เป็นผู้ที่ฝักใฝ่ในธรรมและความสามารถในเชิงศิลปกรรม ผู้มาเยือนจะประจักษ์แก่ใจว่าคำกล่าวข้างต้นจริงแค่ไหน เมื่อได้เดินเที่ยวในเมืองอย่างจริงจัง ทวยราษฏร์ใฝ่ธรรม จากการที่มีวัดอย่างมากมาย แสดงให้เห็นว่า ชาวเมืองเป็นพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสในบวรพุทธศานามาช้านาน และแต่ละวัดล้วนสรรค์ร้างความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรมไว้อย่างครบถ้วน รวมทั้งเป็นที่ปฏิบัติธรรมหลายแห่ง มีเทศกาลงานบุญอย่างสม่ำเสมอ ที่เรียกว่า ฮีตสิบสอง
ในจำนวนฮีตสิบสองนี่ ฮีตที่แปด ได้แก่ งานบุญเข้าพรรษา นับเป็นงานบุญประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยชาวเมืองมีการจัดทำเทียนพรรษาไปถวายเป็นพุทธบูชาที่วัดอย่างมโหฬารตระการตามาตั้งแต่ครั้งโบราณ
งานเทศกาลเข้าพรรษา เป็นงานประเพณีที่บรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศจัดให้มีขึ้นสืบเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ มีการทำบุญทางพระพุทธศาสนา และการแห่แหนนำต้นเทียนไปถวายวัด เป็นทั้งงานบุญและงานสนุกสนานระหว่างหมู่คณะไปในตัว
การทำบุญถวายเทียนแด่พระภิกษุสงฆ์ เป็นปัจจัยหนึ่งในปัจจัยไทยทานร่วมกับการถวายผ้าอาบน้ำฝนที่ขาดไม่ได้ในเทศกาลเข้าพรรษา เนื่องจากมีพุทธบัญญัติให้พระสงฆ์อยู่ประจำที่ ไม่จาริกไปยังสถานที่ต่างๆในช่วงเข้าพรรษาอันเป็นฤดูฝน คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกๆปี เว้นแต่มีกิจจำเป็นจริงๆเท่านั้น พระภิกษุสงฆ์จึงจำเป็นต้องใช้แสงสว่างจากเทียนมาจุดบูชาพระรัตนตรัย และใช้ในการบำเพ็ญเพียรและศึกษาหาความรู้ทางพระธรรมวินัย การถวายเทียนพรรษาในสมัยต่อมาจึงนิยมหล่อเทียนขนาดใหญ่ เพื่อจุดตลอดระยะเวลา 3 เดือน เรียกกันว่า เทียนจำนำพรรษา อันเป็นที่มาของการตกแต่งเทียนด้วยวิธีการแกะสลัก และการติดพิมพ์ประกวดกันในปัจจุบัน
เมืองอุบลฯ อยู่ในพื้นที่ที่ในอดีตเรียกว่า ดงอู่ผึ้ง จึงมีขี้ผึ้งมากมาย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่าเครื่องราชบรรณาการที่ส่งเข้ามาที่กรุงเทพฯ ในสมัยนั้น อย่างหนึ่งคือ ขี้ผึ้งอย่างดี และชาวบ้านได้นำขี้ผึ้งจากรวงผึ้งในป่ามาทำเทียนเพื่อจุดบูชาพระและถวายพระมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล
ด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และความสามารถอันล้ำเลิศของบรรดาช่างฝีมือในท้องถิ่น งานแห่เทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานีจึงเป็นที่กล่าวขวัญว่าเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ระดับชาติ .
แต่ก่อนที่จะมาเป็นเทียนพรรษาที่วิจิตรพิสดารดังเช่นทุกวันนี้ การทำเทียนพรรษษมีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ ในสมัยโบราณมีการทำอย่างง่ายๆตามแบบที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ คือจะมีการฟั่นเทียนยาวเวียนรอบศรีษะทุกคนในบ้าน นำไปถวายพระสงฆ์ใกล้หมู่บ้าน ต่อมามีการนำเทียนเล่มเล็กๆ หลายๆเล่มมามัดรวมกัน แล้วเอาไปติดตั้งกับฐาน ตกแต่งต้นเทียนด้วยกระดาษสีพันรอบๆ ก็ถือว่าสวยงามแล้ว เรียกว่า การมัดรวมติดลาย ซึ่งการมัดรวมเทียนอย่างนี้เป็นต้นแบบเก่าแก่ของเทียนพรรษาของเมืองอุบลฯ แต่ตอนนั้นการทำต้นเทียนจะต่างคนต่างทำ ยังไม่มีการรวมกลุ่มกันทำ
ผู้มีบทบาทในการพัฒนาการหล่อเทียนให้ต้นใหญ่ขึ้นคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2444 ครั้งทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลอีสาน ขณะที่ประทับอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี ทรงเห็นว่าการถวานเทียนที่ต่างคนต่างทำดูจะเป็นเทียนเล็ก เทียนน้อย ที่ให้แสงสว่างไม่เพียงพอต่อการนำไปถวายวัดได้ใช้ตลอดพรรษา พระองค์จึงทรงเป็นผู้ริเริ่มให้ชาวเมืองร่วมกันหล่อเทียนต้นใหญ่ แล้วประดับตกแต่งเทียนให้สวยงาม โดยใช้กระดาษสีต่างๆมาทำเป็นลายไทยประดับตกแต่งต้นเทียนและฐานเทียนให้สวยงาม แต่เนื่องจากการทำเทียนต้นใหญ่ต้องใช้เงินทุนสูง พระองค์จึงโปรดให้จัดทำเป็นคณะ พอทำเสร็จแล้ว ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนแปด (วันอาสาฬหบูชา) ก็มีการนำต้นเทียนทุกต้นไปรวมกันที่วังของพระองค์ (วังสงัด) ตกกลางคืนมีมหรสพสมโภชน์อย่างสนุกสนาน ครึกครื้นตลอดคืน รุ่งเช้าวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปด อันเป็นวันเข้าพรรษา โปรดให้มีการตักบาตรเลี้ยงพระร่วมกัน เสร็จแล้วก็โปรดให้ราษฎรที่มีพาหนะ เช่น เกวียน รถม้า นำพาหนะมาประดับตกแต่งให้สวยงาม เข้าขบวนแห่ไปรวมกันที่หน้าศาลากลางมณฑลเวลาเที่ยง ทรงประทานรางวัลแก่ผู้ที่ทำต้นเทียนสวยงาม เมื่อพร้อมกันแล้วก็มีการจับฉลาก ถ้าหากต้นเทียนของคณะใดจับฉลากถูกวัดไหน ต้นเทียนของคณะนั้นก็จะแห่ไปถวายวัดนั้นๆ ในเวลาบ่าย 4 โมงเย็น
ต้นเทียนแต่ละปีจึงสวยงามประณีตขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2480 จึงมีการคิดพิมพ์ลายดอกผึ้ง เป็นลายต่างๆจากพิมพ์ที่ทำขึ้น แบบพิมพ์แรกๆแกะจากกาบกล้วยบ้าง ผลไม้บ้าง เช่น มะละกอ ฟักทอง ฟักเขียว มันเทศ ต่อมาจึงพัฒนาวิธีแกะสลักลายพิมพ์บนไม้เนื้อแข็ง ทนทาน และแกะสลักเป็นลายง่ายๆ เช่น ลายประจำยาม ลาบบัวคว่ำ ลายบัวหงาย เป็นต้น เมื่อทำแบบพิมพ์ลายเสร็จแล้ว นำไปจุ่มในขี้ผึ้งที่ต้มจนหลอมละลาน ขี้ผึ้งจะติดกับแม่พิมพ์ นำแบบพิมพ์ไปจุ่มในน้ำเย็นอีกครั้ง จะได้ลายขี้ผึ้งตามแบบพิมพ์ แล้วนำไปติดกับต้นเทียนที่หล่อไว้แล้ว ส่วนฐานและส่วนประกอบอื่นๆก็ทำลวดลายตามที่คิดไว้ การทำเช่นนี้เรียกว่าการทำต้นเทียนประเภทติดพิมพ์
เมื่อมีการทำต้นเทียนติดพิมพ์มาหลายๆทศวรรษแล้ว บรรดาช่างฝีมือจึงคิดสร้างสรรค์ประดิษฐ์ต้นเทียนแบบใหม่ขึ้นมา โดยการแกะสลักลวดลายลงบนต้นเทียนเลย เหมือนกับการแกะสลักไม้ โดยช่างจะใช้เครื่องมือแกะสลักลวดลายลงบนต้นเทียนที่หล่อกลึงลำต้นเทียนเรียบร้อยแล้ว โดยวาดภาพตามที่ช่างต้องการแกะสลักลงบนต้นเทียน พร้อมทั้งกำหนดสัดส่วนและรายละเอียดของลวดลาย ให้มีความสมบูรณ์ในด้านองค์ประกอบของศิลป์ ซึ่งต้องพิถีพิถันในเรื่องการวางรูปแบบ การจัดภาพ การให้จุดเด่น การให้รายละเอียด การให้ความอ่อนช้อย การสร้างความกลมกลืน ตลอดจนการกำหนดสัญลักษณ์เป็นลายลึก ลายตื้น ลายใหญ่ ลายเล็ก ลายซ้อน และลายอื่นๆ
สิ่งที่สำคัญสำหรับต้นเทียนประเภทแกะสลัก คือ ต้องแกะสลักเป็นเรื่องราว ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ หรือนิทานชาดก ทั้งนี้เพื่อโน้มน้าวจิตใจของพุทธศาสนิกชนให้เกิดความเลื่อมใส รู้สึกยินดีและอิ่มใจเมื่อได้พบเห็น ทั้งยังโน้มน้าวจิตใจของคณะกรรมการให้ลงคะแนนให้มากๆด้วย
สำหรับเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับต้นเทียน คือขบวนแห่เทียนพรรษา ซึ่งเริ่มในสมัยพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เช่นกัน ก่อนหน้านั้นการนำเทียนไปถวายวัดยังไม่มีการแห่แหนแต่อย่างใด .. ในปี พ.ศ. 2444 เมืองอุบลราชธานีมีการจัดงานบุญบั้งไฟ ทุกคุ้มบ้านจะมีการนะบั้งไฟมารวมกัน แล้วจุดบั้งไฟขึ้นไปบนท้องฟ้า ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุ บั้งไฟตกลงมาถูกชาวบ้านตาย ประกอบกับในงานมีการดื่มสุราแล้วมีเรื่องวิวาทชกต่อยกัน จึงทรงสั่งให้งดการจัดงานบุญบั้งไฟขึ้นในเขตเมืองอุบลราชธานี และให้จัดงานประเพณีแห้เทียนพรรษาแทน
การแห่เทียนพรรษาของเมืองอุบลฯมาจากประเพณีถวายเทียน ระยะแรกเป็นการรวมตัวของชาวบ้านจากคุ่มวัดต่างๆร่วมกันจัดงานประเพณี ไม่มีขบวนแห่และการประกวดต้นเทียน แต่ถือเป็นประเพณีสืบต่อเนื่องกันมาไม่ขาด จนถึงเมื่อปี พ.ศ. 2470 มีการกำหนดว่าหลังจากที่จับฉลากถูกวัดไหน ต้นเทียนของคณะนั้นจะถูกนำขึ้นเกวียน หรือรถม้า ประดับตกแต่งรถให้สวยงาม ให้หญิงสาวสวยที่จัดมาเป็นผู้ถือต้นเทียน มีการประโคมพิณพาทย์แตรวง แห่เป็นขบวน หากต้นเทียนของคณะใดจะมีการแสดงตำนานต่างๆ หรือจำอวด ขบขัน ก็นำมาแสดวงในขบวนแห่ของตนไปพร้อมๆกัน โดยแห่ไปตามถนนสายสำคัญๆของเมือง แห่ด้วยความสนุกสนานครึกครื้นเป็นขบวนยาว มีประชาชนออกมาชมขบวนแห่อย่างเนืองแน่น เมื่อขบวนแห่ถึงจุดหมายปลายทาง เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมก็ให้แยกย้ายไปถวายต้นเทียนตามที่จับฉลากไว้แล้วทุกวัด
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา นับเป็นยุคทองของการทำเทียนพรรษาอุบลฯ ช่างรุ่นใหม่ได้ริเริ่มหล่อเทียนให้มีขนาดใหญ่โตและสูงกว่าเม มีการแกะสลักลวดลายประดับโอบต้นเทียนให้มีความวิจิตรพิสดารมากยิ่งขึ้น ทำให้กิติศัพท์การประกอบและการแห่เทียนพรรษาเป็นที่เลื่องลือทั่วประเทศ และเมื่อปี พ.ศ. 2520 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เข้ามาสนับสนุนการจัดวานประเพณีแห่เทียนพรรษาให้เป็นงานระดับชาติและมีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ไปทั่วโลก การจัดงานจึงเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่ชาวคุ้มวัดทุกแห่งเข้ามาร่วมจัดงานอย่างคับคั่ง โดยร่วมมือกับชุมชน โรงเรียน และหน่วยราชการต่างๆ พร้อมทั้งเตรียมเทียนและขบวนแห่อย่างพิถีพิถัน เพื่อชื่อเสียงของคุ้มบ้านของตนเอง
การแห่เทียนพรรษาเป็นประเพณีที่สำคัญของเมืองอุบลฯ ที่แสดงคุณค่าทางวัฒนธรรมหลายประการ เช่นคุณค่าทางจริยธรรม บุญกุศลตามความเชื่อทางพุทธศาสนา การฟื้นฟูสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ จัดแสดงวิถีชีวิตของชุมชน ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนตามแนวฮีตสิบสองคองสิบสี่ เช่นเซิ้ง ลำเพลิน ลำสีทันดอน มองเซิง ฯลฯ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบของงงานศิลปหัตถกรรมที่สมบูรณ์ในทุกด้าน คือ วิจิตรศิลป์ ในงานสถาปัตยกรรม คือการออกแบบต้นเทียนและส่วนประกอบต่างๆ ในงานจิตรกรรม คือ การวาดภาพลายเส้นลงบนต้นเทียนก่อนแกะสลัก และงานประติมากรรม การปั้นหุ่นองค์ประกอบฯ รวมทั้งเกิดภูมิปัญญาในท้องถิ่นใหม่ๆ ในด้านดนตรี นาฏศิลป์ รวมถึงก่อเกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ๆ สืบทอดช่างรุ่นเก่าไว้เป็นจำนวนมาก
ฉันไดไปเยือนชุมชนประดิษฐ์ต้นเทียน เพื่อชมรากฐานภูมิปัญญาของช่างเทียนเมืองอุบล .. เทียนที่งดงามวิจิตรแต่ละต้นต้องใช้เวลาในการดำเนินการไม่น้อยกว่า 2 เดือน อาศัยความร่วมมือของผู้คนในชุมชนจำนวนมาก กรรมวิธีและเคล็ดลับของแต่ละสกุลช่างในการเตรียมการแต่ละขั้นตอน และบรรยากาศของวิถีชุมชนที่ร่วมแรง ร่วมใจกันทำงานนั้นนับเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่น่าชื่นชมศึกษา
|