| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||
พิมพ์หน้านี้
|
August 02, 20 ปราสาทขอมที่เมืองเพชรบุรี วัดกำแพงแลง ตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าราบ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เดิมเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูแบบขอม คาดว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในราวปีพุทธศักราช 1700 ถึง 1750 สันนิษฐานว่าภายในปรางค์แต่ละองค์เป็นที่ประดิษฐานของเทวรูป พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ พระลักษมี และพระขันธกุมาร ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น พุทธสถานแล้วจึงมีการก่อสร้างอาคารอื่นๆด้วยอิฐ แต่ยังคงลักษณะกำแพงศิลาแลงไว้แบบเดิมทั้ง 4 ด้าน จึงเป็นที่มาของชื่อวัดกำแพงแลง
ต่อมาในสมัยอยุธยาได้เปลี่ยนเป็นพุทธสถานในพุทธศาสนาแบบมหายาน ลักษณะเป็นปราสาทแบบขอม 5 หลัง ประกอบด้วย ปราสาทประธาน 1 หลัง และปราสาททิศ 4 หลัง ทุกหลังสร้างด้วยศิลาแลงล้วน มีการฉาบปูนและตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น
ปราสาทประธานมีผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้ยี่สิบแปด ลักษณะเป็นปราสาทจตุรมุขฐานบัวลูกฟัก ต่อยอดขึ้นไปเป็นชั้นๆหน้าบันมีลวดลายที่สวยงาม ลดหลั่นกันประดับด้วยกลีบขนุน ยอดบนสุดชำรุด เรือนธาตุด้านทิศใต้และทิศตะวันตกมีลวดลายปูนปั้นซึ่งได้รับการบูรณะซ่อมแซมในสมัยอยุธยา ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปหินแดงจากวัดกุฎีทอง
ลวดลายปูนปั้นที่ด้านข้างของพระปรางค์ .. ความสวยสมบูรณ์แบบได้กลายเป็นแบบแผนของการประดิษฐ์ลวดลายปูนปั้นที่อ่อนช้อยราวกับมีชีวิตที่โด่งดังของเมืองเพชร และทำหน้าที่สั่งสอนช่างรุ่นหลังอย่างซื่อสัตย์ มีการสืบทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าจนถึงปัจจุบัน
ปราสาททิศตะวันตกมีผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้ยี่สิบแปด สภาพชำรุดเหลือเพียงฐาน และผนังเรือนธาตุด้านเหนือเท่านั้น
ส่วนปราสาทด้านทิศตะวันออกมีสภาพสมบูรณ์มากที่สุด เป็นปราสาทที่สูงใหญ่กว่าทุกปราสาทที่กล่าวมาแล้วยังถือว่าเป็นปราสาทที่มีความสมบูรณ์กว่าปรางค์องค์อื่นๆในวัดกำแพงแลงอีกด้วย แผนผังและรูปแบบคล้ายโคปุระ ลักษณะเป็นอาคารรูปกากบาทมีมุขลด ๒ ชั้น ส่วนยอดซ้อนลดหลั่นกันสามชั้นประดับด้วยกลีบขนุน บราลี ซุ้มบันแถลง ยอดบนสุดเป็นบัวกลมและลูกแก้ว มีทางเดินเชื่อมระหว่างปราสาทด้านทิศตะวันออกกับปราสาทประธาน
ตัวอาคารสถาปัตยกรรมทั้งหมดมีกำแพงแก้วศิลาแลง ซึ่งมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบความยาวโดยรอบประมาณ ๓๓๕ เมตร รูปแบบสถาปัตยกรรมของปราสาทวัดกำแพงแลงนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปกรรมเขมร แบบบายน (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘) เช่น ใช้ศิลาแลงและปูนปั้นเป็นวัสดุในการก่อสร้าง รูปแบบหน้าต่างหลอกแบบลูกกรงมะหวดที่สลักเพียงครึ่งเดียว และบราลีที่ตกแต่งบนหลังคา
นอกจากนี้การขุดแต่งของกรมศิลปากรในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ยังพบชิ้นส่วนประติมากรรมรูปเคารพ คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่พบจากโบราณสถานอื่นๆ ในประเทศไทยอีกจำนวน ๔ องค์ คือ โบราณสถานจอมปราสาท จังหวัดราชบุรี ๑ องค์ ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ๑ องค์ และถ้ำคูหาสวรรค์ จังหวัดลพบุรี ๒ องค์ นอกจากนี้ยังได้พบ พระพุทธรูปนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และนางปริชญาปารมิตา ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลของศิลปะเขมรแบบบายน
เพชรบุรีคือเมืองช่าง คืออยุธยาที่มีชีวิต ด้วยความงดงามวิจิตรที่ตกทอดอยู่ตามวัดวาอารามไม่ได้มอดไหม้ไปกับสงคราม ตั้งแต่อยุธยาเป็นราชธานีสืบต่อจนถึงรัตนโกสินทร์ เมืองเพชรไม่เคยร้างผู้อยู่ .. กลางเมืองเป็นศูนย์รวมของวัดเก่าแก่ ย่านตลาดมีเสน่ห์ งานจิตรกรรมฝาผนังก็ยังตกทอดคุณค่าเชิงช่างไว้อย่างสวยงาม ใครๆก็บอกว่าแม้ออกไปตามบ้านนอกบ้านนาก็ยังมีช่าง เรียกกันว่าเป็นช่างโดยสายเลือดเลยทีเดียว ด้วยเป็นเมืองท่าบนเส้นทางการค้าข้ามสมุทร เพชรบุรีจึงรุ่งเรืองและมั่งคั่ง เต็มไปด้วยความเก่าแก่ในศิลปกรรม วัดต่างๆล้วนได้รับการทะนุบำรุงและสร้างขึ้นมากในสมัยอยุธยาตอนปลาย ศิลปะงานช่างในยุคนี้ถือว่าเป็นเลิศ บางคนถึงกับกล่าวว่า เพราะอิทธิพลของศิลปะแบบช่างหลวงของกรุงศรีอยุธยาที่แพร่เข้ามาและผสมผสานกับชุมชน จนงานช่างเพชรบุรีกลายเป็นงานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ยุดทองของงานช่างจึงก่อเกิดขึ้นสืบทอดต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ .. และการที่เป็นเมืองไม่เคยร้างผู้คนนี่เอง ทำให้การสืบสานงานศิลปะตามวัดต่างๆในเพชรบุรีเป็นไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะมีปราสาทขอมที่น่าทึ่งแล้ว วัดกำแพงแลงยังมีสิ่งก่อสร้างที่มีแบบแผนของของเมืองเพชรแท้ๆ นั่นคือการประดับลวดลายปูนปั้นที่ดูราวกับมีชีวิตลงบนสิ่งก่อสร้างของศาสนสถาน แม้ลวดลายปูนปั้นของที่นี่จะน้อยกว่าที่วัดมหาธาตุ แต่ก็ยังน่าสนใจในเชิงความสามารถของช่างอยู่ดี
ฉันยืนมองลวดลายที่สวยมหัศจรรย์ของปูนปั้นเหล่านี้ แล้วให้นึกย้อนไปถึงช่างปูนปั้นเมืองเพชรที่ยอมเหน็ดเหนื่อยยากจน สืบวิชาของครูช่างโบราณให้มีชีวิตติดต่อยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ พวกเขาคงหลงใหลไปกับพญานาค ลิง ยักษ์ พระลักษณ์ พระราม หน้าหวานที่คุ้นหน้ามาตั้งแต่รู้ความ
ว่ากันว่า .. กว่าจะสามารถปั้นปูนให้ไหวพลิ้วมีชีวิต ชนิดเปลวไฟเหมือนจะลุก พญานาคเหมือนจะเลื้อยได้ ต้องเรียนรู้กันอย่างยาวนาน เริ่มจากการเตรียมปูน ปูนเมืองเพชรเป็นปูนตำ มีสูตรโบราณตกทอดกันตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ใช้ปูนขาว ทรายละเอียด กาวหนัง กระดาษฟาง ใส่ครกตำผสมกับน้ำตาลโตนด นั่งโขลกกันจนกว่าจะได้ที่ ตรงนี้แหละที่ครูจะต้องสอนแล้ว สอนอีก ให้หัดจับดูว่าเนื้อปูนที่ตำอ่อนแก่ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือไม่ แล้วจะได้เพิ่มเข้าไปให้เหมาะสม กว่าที่คนๆหนึ่งจะเรียนรู้จนถึงขั้นแค่จับเนื้อปูนตามครกต่างๆขึ้นมาบี้ดู ก็สามารถบอกสัดส่วนผสมและคำนวณเวลาในการตำได้ ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี นานมากสำหรับงานช่าง แต่จำเป็นที่ช่างต้องรู้จักธรรมชาติของเนื้อปูน พอๆกับที่ต้องรู้จักองค์ประกอบแห่งใจของตนเอง
ปูนที่ตำเสร็จแล้วแต่ละครก จะเอาถุงพลาสติกรัดปากครกแน่นไม่ให้ลมเข้า ปูนก็จะอ่อนตัวอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะถูกนำไปใช้งาน ปูนอ่อน เมื่อถูกอากาศไปได้สักสิบนาทีก็จะคงรูปงดงามไปอีกนานเท่านาน เป็นผลงานที่อวดใจ อวดฝีมือของช่างปูนให้อยู่คงทน เป็นครูของคนรุ่นหลัง แม้จะไร้ชื่อ ไร้นามคนสร้าง แต่ไม่ได้ทำให้คุณค่าของผลงานลดน้อยลงไปสักนิด เหมือนดังปูนปั้นตามวัดต่างๆในเพชรบุรีได้ทำหน้าที่สั่งสอนช่างรุ่นหลังอย่างซื่อสัตย์มาจนถึงปัจจุบัน
การเรียนรู้ลวดลายที่วิจิตรก็ใช่แต่ดูหรือฟังที่ครูสอน ครูของช่างอยู่ในพุทธศาสนา ในวรรณคดี ในธรรมชาติที่ล้อมรอบเราอยู่ และงานของช่างโบราณเป็นครูที่ดีที่สุด
ปูนปั้นเมืองเพชรมีครูมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรขอมโบราณแผ่อิทธิพลมาถึงที่นี่ ปรางค์ขอมที่วัดกำแพงแลงจะเห็นปูนปั้นลายหน้ากาลคายนาค ลายกลีบบัวขาบเด่นชัด ครูเก่าทำมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย เหลือมาสอนช่างเมืองเพชรจนถึงปัจจุบัน .. งานสมัยอยุธยาที่งามชดช้อยที่วัดไผ่ล้อม ซึ่งเป็นวัดร้าง แต่งานปูนปั้นลายพุ่มช่อหางโต ลายพุทธประวัติ ภาพปราสาทเจ็ดชั้น ศาลาเชิงผา ภูเขา ต้นไม้ และพระพุทธรูปปางต่างๆนั้น ปั้นได้เฉียบคม เวลาต้องแสงเกิดเงาสลับซับซ้อน ทำให้ภาพลายดูลุ่มลึก ลดหลั่น เป็นชั้นช่อง ที่แสดงฝีมือครูช่าง ลายกระหนกก้านขดม้วนตัว เรียงกันสามวง แตกเป็นช่อหางโต ก้านลายไหลเลื้อยลอดสอดกันตลอด ตัวกนกไหวพลิ้วสวยงาม ก็ต้องไปดูที่วัดใหญ่สุวรรณาราม เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ช่างปูนปั้นต้องขวนขวายศึกษา
งานปูนปั้นของเมืองเพชรในปัจจุบัน ยังขยับขยายแตกลายมาเป็นของตัวเองอย่างน่าชมเชยอีกด้วย เช่นการนำลายไทยมาตรฐานมาผสมกับแนวคิดทางสังคมเข้ามาในงานได้อย่างทันสมัยน่าชมเชย ขยับขยายจากงานโบราณไปอีกชั้นหนึ่ง หากอยากไปชม ให้ไปที่ศาลาบุญประคอง วัดมหาธาตุ หรือที่ใกล้กรุงเทพเข้ามา ก็มีฝีมือช่างเมืองเพชรที่พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ สมุทรปราการ
ลายปูนปั้นสกุลเมืองเพชรเต็มไปด้วยมิติ มีความลึกทับซ้อนกันอย่างมีจังหวะ แต่ละลวดลายและชิ้นงาน มีความเงียบที่เต็มไปด้วยความหมายและลมหายใจของผู้ที่สร้างมันขึ้นมา .. เต็มไปด้วยศักดิ์ศรีและคุณค่าที่ท้าทายกาลเวลา .. ช่างปูนเมืองเพชรคงภูมิใจมากมาย ที่ไม่เสียแรงที่เลือกทางชีวิตเป็นช่างปูนปั้น .. อดทนตำปูนเคี่ยวกรำชีวิตตนมานานหลายปี .. ด้วยอีกไม่นาน ปูนที่อ่อนไหวพลิ้วสะบัดลายผ่านปลายนิ้วคงยืนยงคงรูป ช่วยเสริมต่อลมหายใจของงานปูนปั้นเพชรบุรี ให้สืบเนื่องไปอีกนานเท่านาน
|