• kheawkhwao
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2015-07-05
  • จำนวนเรื่อง : 15
  • จำนวนผู้ชม : 28925
  • ส่ง msg :
  • โหวต 3 คน
คิดไปเขียนไป
ทัศนะ มุมมอง การศึกษานอกตำรา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์นักปฏิบัติ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/supporting
วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน 2558
Posted by kheawkhwao , ผู้อ่าน : 1836 , 13:57:37 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน แม่หมี , Chaoying และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

            กระทรวงศึกษาธิการยุค “คสช.” เดินหน้านโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาเรียนรู้” มาได้เกือบเดือน (ตั้งแต่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เป็นต้นมา) ซึ่งได้รับการตอบรับจากหน่วยงานปฏิบัติด้วยดี โดยเฉพาะสถานศึกษานำร่องที่มีความพร้อม เข้าใจ มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ชุมชนผู้ปกครองร่วมมือ  หากแต่ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางโซเชียลมีเดีย ที่บ้างก็แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยในนโยบายในทำนองเพิ่มภาระ  หรือบ้างก็แสดงถึงความไม่เข้าใจแนวคิดวิธีการสู่การปฏิบัติที่สอดรับกับสภาพความเป็นจริง ด้วยเหตุผลที่หลายคนนำมาอ้างต่างๆนานา ซึ่งถือเป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคล 

            ในความเป็นจริง นโยบาย“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเดิมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา การจัดการเรียนรู้ให้เด็กๆ เรียนรู้อย่างรอบด้าน ครบถ้วนเพียงพอที่จะเผชิญโลกแห่งอนาคตได้อย่างเข้มแข็ง ทัดเทียมกับอารยประเทศ  การศึกษาที่ถูกต้องย่อมเกิดความเจริญงอกงามทางกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา หรือเป็นไปตามหลัก ๔ H ได้แก่ Head (สมอง,สติปัญญา)  Heart (ค่านิยม คุณธรรม สุนทรียภาพ) Hand (ทักษะการทำงาน อาชีพ) Health (สุขภาพกาย สุขภาพจิต)  ผลการจัดการศึกษาที่ผ่านๆมาได้รับการวิจารณ์ว่า เด็กไทยใช้เวลาเรียนมากแต่เรียนรู้ได้น้อย  มีระบบการเรียนที่ทุกคนต้องเรียนเหมือนกัน ประเมินผลเกณฑ์เดียวกัน ทั้งที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน ถนัดต่างกัน สนใจต่างกัน ใช้เทคโนโลยีแบบฟุ่มเฟือย แต่กลับใช้อย่างประหยัดเพื่อค้นคว้าแสวงหาความรู้ใหม่เชิงวิทยาศาสตร์...การศึกษาจึงน่าจะเป็นไปเพื่อเอาตัวรอดมากกว่าเพื่อชีวิตที่ดีงาม เกิดสันติสุข 

           แม้ว่ารัฐจะทุ่มเทงบประมาณเพื่อการศึกษามหาศาล แต่ผลการจัดการศึกษากลับเป็นปฏิภาคผกผัน ตัวอย่างผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการสอบระดับชาติ(O NET) ซึ่งวัดด้วยข้อสอบมาตรฐาน  ได้ค่าเฉลี่ยระดับประเทศไม่ถึงร้อยละ ๕๐ ปรากฏสถิติเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือเด็กไม่รักการอ่านสูงจนน่าตกใจ  ด้านทักษะอาชีพยิ่งน่าเป็นห่วง เด็กบางแห่งทำอะไรไม่เป็น พึ่งพาตัวเองไม่ได้ ทั้งยังมีนิสัยไม่รักการทำงาน ไม่อดทนต่องานยากงานหนัก  ข้อสำคัญที่สุดเด็กจำนวนมากขาดการปลูกฝังด้านความเป็นมนุษย์ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม  ควรมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ไม่รู้คุณค่าของตนเอง มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง...เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องวิเคราะห์ทบทวนร่วมกันว่า  เกิดอะไรขึ้น ระบบการจัดการศึกษาสอดคล้องกับธรรมชาติความเป็นจริงของชีวิตหรือไม่?  หรือว่ายังยังเน้นเนื้อหาวิชาและคะแนนสอบ? 

            ทุกวันนี้การจัดการศึกษาบ้านเรายังอยู่ในสภาพ “Education for Youth” (ยังไม่ยืนยันว่า “for All” ) เด็กและเยาวชนจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษา  พ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการตั้งต้น  ก่อนที่เข้าสู่ระบบโรงเรียน ที่มีครูและบุคลากรทางการศึกษารับช่วงต่อ และดูเหมือนการศึกษาในระบบนี่เองที่เป็นที่พึ่งที่หวังของสังคมไทยในเวลานี้  ซึ่งเราจัดการศึกษาตามนัยแห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒  มีการใช้หลักสูตรอิงมาตรฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔ และปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๕๑  มีการประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษามาถึงช่วงทศวรรษที่ ๒  แต่กระบวนการจัดการศึกษาก็ยังพายเรือในอ่าง เนื้อแท้ก็ยังเน้นเนื้อหาวิชาและคะแนนสอบ 

           หากจะว่ากันไป  สาเหตุสำคัญที่การปฏิรูปการศึกษาไปไม่ถึงไหน  เพราะนโยบายกับการปฏิบัติสวนทางกัน หาใช่ครูไร้ฝีมือไม่  การถูกครอบงำด้วยหลักการ กระบวนการทางวิชาการมากเกินไป ทำให้ครูขาดอิสระ ขาดความยืดหยุ่นในการออกแบบการสอน ขาดโอกาสพัฒนานวัตกรรมการสอนของตนเอง  ครูที่ผ่านประสบการณ์การสอนมา ย่อมเข้าใจการจัดการเรียนรู้แบบ Child centered  เข้าใจการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง  เข้าใจการสอนแบบโครงงาน  เข้าใจการบูรณาการกิจกรรมในหน่วยการเรียนรู้ เข้าใจเป้าหมายการสอนให้เด็กเก่ง ดี มีความสุขในการเรียน เข้าใจบริบทเหตุปัจจัยนานัปการ ...แต่ช่วงหลังๆ มีนโยบายเร่งเป้าหมายคะแนนสอบO NET ของเด็ก  การเดินทางลัดก็เกิดขึ้นเพื่อทำลายสถิติให้ได้  ค่าเฉลี่ยคะแนนสอบ O NET ถือเป็นตัวเลขแสดงมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ของเขตพื้นที่การศึกษา  ที่มีผลต่อความดีความชอบ สิทธิประโยชน์ในการย้าย การเลื่อนวิทยฐานะของผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษาจึงเกิดกระบวนการจัดการเรียนการสอนทุกวิถีทางเร่งให้เด็กทำข้อสอบให้ได้คะแนนสูงๆ  ครูเปลี่ยนบทบาทเป็นติวเตอร์หรือครูกวดวิชาข้อสอบเก่าๆ  ถูกนำมาวิเคราะห์แนวการสอบ  แม้จะมีการนิเทศให้ใช้ข้อสอบเป็นสื่อการสอน  เป็นเครื่องมือวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการสอน  ก็ใช่ว่าครูทุกคนจะทำได้  หากเป็นครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู  ก็จะหาวิธีการสนุกๆให้เด็กค้นหาคำตอบตามวิธีการของเด็ก เข้าใจบูรณาการกิจกรรมให้สนุกกับการเรียนรู้เพิ่มเติม ลักษณะ “สอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น”  เข้าใจสร้างบรรยากาศ แรงจูงใจ เด็กรายบุคคลที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน... แต่หากเป็นครูที่สอนง่ายๆ ก็ต้องใช้วิธีบังคับเข้มงวดการเรียนของเด็ก ...เด็กๆ ถูกย้ำสอน ให้ท่อง จำ เน้น ซ้ำ ย้ำ ทวน ทุกวัน... ไม่อยากจะนึกภาพถึงความสุขในการเรียนของเด็ก... 

             แนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน “ลดเวลาเรียน (Study) เพิ่มเวลารู้ (Learning)” ผู้เขียนก็เคยใช้ได้ผลมาแล้วเมื่อครั้งเป็นครูเก่า และสอนตามหลักสูตรประถมศึกษา ๒๕๒๑  ถึงไม่มีข้อสอบมาตรฐานมาวัดในสมัยนั้นก็พอประเมินได้อย่างน่าภาคภูมิใจว่า  เด็กที่ผ่านมือออกไป เป็นคนเก่ง คนดี เป็นพลเมืองดี รักครู รักโรงเรียน รักชุมชน มีจิตอาสา ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ... ดังนั้น การจัดการศึกษาในโลกยุคไร้พรมแดน...ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่า การคิดอย่างมีวิสัยทัศน์ การเข้าใจอย่างถ่องแท้ การปฏิบัติอย่างเป็นระบบมั่นใจ การพัฒนาที่มีย่างก้าวยั่งยืน มีเป้าหมายสำคัญที่คุณภาพเด็ก ...ถึงมีภาวะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ปรับประยุกต์ได้ทั้งสิ้น

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
แม่หมี วันที่ : 25/11/2015 เวลา : 11.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

การเปลี่ยนแปลงเพื่อการเรียนรู้ของเด็กๆ เป็นเรื่องที่ดี แรกๆอาจมีทั้งคนเห้นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ทำแล้วมันเหมาะ มันมีประโยชน์ ก็จะมีคนเห็นด้วยเพิ่มขึ้น

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Chaoying วันที่ : 25/11/2015 เวลา : 04.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

สมัยที่เจ้าหญิงยังเด็กๆ สิ่งเหล่านี้ มีสอนในโรงเรียน ทำให้เราเรียนรู้อะไรมากมายจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่า ขับร้อง ดนตรี พละ ปลูกผักทำเกษตร งานช่างไม้ เย็บปักถักร้อย รำ สุขอนามัย กาชาด ทำให้เราเป็นคนมาถึงปัจจุบัน
และเราก็เรียนวิชาการเต็มร้อย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
kheawkhwao วันที่ : 24/11/2015 เวลา : 16.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supporting

ขอบคุณทุกท่านครับที่ร่วมแจมความคิด ความเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlueHill วันที่ : 24/11/2015 เวลา : 14.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมชูสองมือสนับสนุนเต็มที่ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ni_gul วันที่ : 23/11/2015 เวลา : 15.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

เหมือนละครเกาหลีเรื่องนี้จำลองชีวิตครูไทยวันนี้มาไว้เลย

เข้ากับครู 2 คน ของห้องเรียนห้องนี้มากเลย
http://www.oknation.net/blog/ratinath/2015/07/27/entry-1
ครูสอนแนวกวดวิชาเพื่อคะแนนสอบ กับครูสอนแนวเดิม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน