• สุรนันทน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : suranandv@msn.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-28
  • จำนวนเรื่อง : 38
  • จำนวนผู้ชม : 12611
  • จำนวนผู้โหวต : 43
  • ส่ง msg :
สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
กล้าคิด...เพื่ออนาคตประเทศไทย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/suranand
วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2551
รถเมล์ประชานิยม?
Posted by สุรนันทน์ , ผู้อ่าน : 332 , 11:31:37 น.   | หมวดหมู่ : เสียงบางกอก  
พิมพ์หน้านี้


ปัญหาการจัดระบบขนส่งมวลชนเป็นปัญหาเรื้อรังข้ามยุคข้ามสมัยข้ามรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาในอดีตขาดการพัฒนาอย่างมีระเบียบแบบแผน ใครมีอำนาจชอบโครงการอะไรก็ทำค้าง ๆ กันไว้ แต่เสาเป็นอนุสาวรีย์ก็มีให้เห็น ทุกคนเข้ามาก็ตีเส้นกันใหม่ ผลที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ เมืองหลวงของเราที่ภาคภูมิใจกันนักกันหนาว่าเป็นมหานครระดับโลกกลับมีระบบขนส่งมวลชนที่ไม่เพียงพอ ทั้งที่เมืองอย่างนิวยอร์คหรือมอสโคว์มีรถใต้ดินกว่าร้อยปีแล้ว

เมื่อไม่ได้ลงทุนในเวลาที่เหมาะ มีความล่าช้าทำนอง "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย" ตลอดจนคิดคำนึงกันถึงแต่ผลประโยชน์เปอร์เซ็นต์ที่แบ่งกันไม่ลงตัว จึงทำให้ระบบขนส่งมวลชนที่พัฒนาก่อสร้างขึ้นใหม่ต้องมีการลงทุนสูง ส่งผลให้ค่าโดยสารมีราคาที่แพงตามมาด้วย ระดับราคาของรถไฟฟ้า (BTS) และรถใต้ดิน (MRT) อาจเป็นที่พอรับได้ของชนชั้นกลางที่ทำงานสำนักงานออฟฟิศใจกลางเมือง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องอาศัยรถเมล์ประจำทางที่ถูกกว่า แต่มีความเสี่ยง ความอันตราย และความไม่แน่นอนในการกำหนดเวลาเดินทาง

ในยุคที่ราคาน้ำมันทะยานขึ้นอย่างไม่เห็นเพดาน ความเดือดร้อนนั้นมีต่อคนทุกระดับชั้น แต่คนที่ต้องรับผลกระทบรุนแรงที่สุดเห็นจะเป็นคนหาเช้ากินค่ำ คนที่รับค่าจ้างรายวัน ข้าราชการชั้นผู้น้อย และลูกจ้างระดับล่างของบริษัทห้างร้าน คนเหล่านี้ที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เมืองเทวดา แต่กลับมีทุกข์เป็นสองเท่าเพราะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายการเดินทาง เป็นทั้งค่าใช้จ่ายโดยตรง คือเม็ดเงินที่ต้องจ่ายทุกวัน และค่าใช้จ่ายโดยอ้อม คือค่าเสียเวลาในการเดินทาง

เมื่อมีข่าวว่ารถโดยสารประจำทางทั้งรถร้อน(ลมธรรมชาติ) และรถเย็น(ลมแอร์) จะขึ้นราคา จึงเป็นการสร้างความเจ็บปวดให้กับคนที่ใช้บริการทุกวี่ทุกวันอย่างมาก ซึ่งจะไปโทษเจ้าของรถร่วม หรือขสมก.ก็คงไม่ถูก เพราะทั้งองค์กรของรัฐและบริษัทรถก็ต่างต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นอย่างอ่วมอรทัยเช่นกัน

สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ ในระยะสั้นต้องจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อตรึงราคาค่าโดยสาร อย่าผลักภาระ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ที่ต้องจัดหาระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการให้กับประชาชน โดยเฉพาะสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ด้อยโอกาส และต้องคำนึงว่าคนที่ใช้หยาดเหงื่อแรงกายเหล่านี้ที่ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน อย่าให้เขาต้องเหนื่อยกว่านี้เลย

ในระยะยาวรัฐบาลต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับรถโดยสารประจำทาง ภายใต้ข้อสมมุติฐานว่าน้ำมันจะไม่มีวันถูกลง รัฐควรที่จะอุดหนุนรถเมล์ร้อนสำหรับประชาชนเต็มที่ อาจลดและตรึงราคาไว้ตายตัว 8 บาททุกประเภทรถและเส้นทาง (ปัจจุบัน 7-8.50 บาท อาจขึ้นอีก 1.50 บาท) และรัฐเป็นผู้ดำเนินการ ถือเป็นนโยบายสวัสดิการที่รัฐคืนภาษีให้ประชาชน หยุดหลอกตัวเองและให้รู้กันไปเลยว่าไม่ใช่องค์กรแสวงหากำไร (ในบางประเทศรถโดยสารร้อนให้ขึ้นฟรี) ส่วนรถแอร์ให้เอกชนทำ แล้วปล่อยราคาลอยตัว รัฐคุมแต่คุณภาพการบริการและเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 14
นอกคอก วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 14.59 น.
http://www.oknation.net/blog/temp-gen

นี่เลย ประเทศไทยรวยจะตาย ทำทางเดินเท้าแบบทางเลื่อนเลย คิคค่าผ่านทางเป็นจุด รับรองไม่ต้องวุ่นวายปัญหารถติด อากาศเสีย วันไหนทางเลื่อนเสียก็เดินเอา (ออกกำลังกาย) น่าจะสนุก ไม่งั้นไม่มีทางแก้ได้
ความคิดเห็นที่ 13
ศุนันทวดี วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 11.39 น.
http://www.oknation.net/blog/sunantajoy
ศุนันทวดี 

ปราถนาจะเห็นการปฎิวัติระบบรถเมล์และขนส่งสาธารณะแบบไม่เกรงใจผลประโยชน์ใคร และ คิดถึงคนในกรุงเทพและประเทศไทย เป็นหลัก
ไม่ใช่ปรับราคาตามน้ำมันโลกไปเรื่อยๆโดยไม่พยายามจัดการและปรับตัวให้เหมาะกับความเป็นประเทศจนแต่ยังขายรถได้มาก ขอให้การแก้ปัญหาราคาโดยสารทั้งระบบเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงในชาตินี้ด้วยเถิด


ศุนันทวดี
ความคิดเห็นที่ 12
หัวผักกาด วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 21.47 น.
http://www.oknation.net/blog/bowwy

แหม พี่ปุ้ม เป็นชาวโอเคฯด้วยเหรอ เบื่อๆ เหมือนกันนะคะพี่ รถเมล์ก็ขึ้นราคาทั้งๆ ที่ใช้ก๊าซ ต่อไปคงต้องเดินไปทำงานล่ะมั้งคะ
ความคิดเห็นที่ 11
ภาษาหลากสี วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 21.34 น.
http://www.oknation.net/blog/pasalarksee
นิดนรี

ทำไมรถเมล์ใน กทม. ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ก๊าซ NGV แล้ว เมื่อค่าน้ำมันขึ้น ก็ต้องมาขึ้นค่าโดยสารอีก

ถ้าเป็นสมัยก่อน คงเดินขบวนประท้วงกันใหญ่โต คนสมัยนี้ทำไมทนกันจัง

ป.ตรี สมัยนี้จบมา ไม่ต้องหวังจะมีเงินซื้อบ้านซื้อรถเลยค่ะ แค่กินไปวันๆ ก็ไม่พอแล้ว ไหนล่ะคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของระบบทุนนิยม แค่พอกิน ไม่มีหนี้ ก็บุญแล้ว แต่คนเดี๋ยวนี้ มีหนี้กันเกือบทุกคน
ความคิดเห็นที่ 10
ลุงต้าลี่ วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 20.17 น.
http://www.oknation.net/blog/loongdali

ท่านห่างหายไปนาน กลับมาเลือกข้างเจ้าของรถร่วม และผู้รับสัมปทานผูกขาด ได้โปรด..คิดก่อน...ที่จะเอางบประมาณคนทั้งประเทศมาบำรุงบำเรอที่ กทม. คนต่างจังหวัดล่ะ..ท่านคิดถึงบ้างไหม..??
ความคิดเห็นที่ 9
BlueHill วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 16.47 น.
http://www.oknation.net/blog/charlee
ฟ้าคราม ป่าเขียว กาแฟหอมกรุ่น

เดือดร้อนกันตรงที่เงินเดือนไม่ได้ปรับขึ้นตามราคาสินค้าด้วยนะซิครับ
ความคิดเห็นที่ 8
ป๋าฉัตร_เมืองสมุทร วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 15.09 น.
http://www.oknation.net/blog/chat-il-mare


เข้าครับมาอ่านผม.
ความคิดเห็นที่ 7
LittleWhale วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 14.57 น.

สวัสดีคุณปุ้ม ด้วยความสามารถมากมายรอบด้านของคุณ
เราอยากเห็นคุณช่วยชาติอย่างจริงใจ และยุติธรรม ตามความถูกต้อง
ค่ารถเมล์ขึ้นราคา 1 เท่าตัว ตอนใครเป็นรัฐบาลกันล่ะ???

หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นคุณช่วยชาติอย่างจริงใจ จริงจัง และถูกต้อง
Best Regards
ความคิดเห็นที่ 6
ทนายแต๊ก วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 13.26 น.
http://www.oknation.net/blog/thanyasak
thanyasak

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ต้องสู้กับ “เงา” ของทักษิณ




ผมเกิดและเติบโตที่ปักษ์ใต้ จึงมีสมัครพรรคพวกที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มากหน้าหลายตา บางท่านไม่ได้เป็นสมาชิก แต่ก็เป็นยิ่งกว่าสมาชิกเสียอีก คือเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของพรรคประชาธิปัตย์


นอกจากพรรคพวกเพื่อนแล้ว นายหัวของผม ซึ่งผมได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ฝึกวิชาว่าความให้ผม ก็ยังเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย คือ"ท่านวิทยา แก้วภราดัย" สส.ชื่อดัง อันเป็นที่เคารพรักของคนเมืองคอน


ซึ่งปัจจุบันท่านรองฯวิทยา แก้วภราดัย ทำหน้าที่รัฐมนตรีเงาอยู่ด้วย


ย้อนหลังไปสมัยที่ผมเรียนอยู่ที่รามคำแหง ประมาณ ปี 2526-2530 ผมพร้อมด้วยเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนแห่งรามคำแหง ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมกับพรรค ในนาม "ยุวประชาธิปัยต์" ผมจึงเคยเข้าออกพรรคนี้เป็นว่าเล่น


สมัยนั้น ที่ทำการพรรคยังคับแคบ รั้วที่ทำการอยู่ติดกันกับบ้านอดีตจอมพลท่านหนึ่ง ซึ่งเรืองอำนาจในยุคก่อน 14 ตุลา 16 นั่นแหละ


หากจะว่าไปแล้ว ผมก็เป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของพรรคนี้คนหนึ่งเช่นกัน


ฉะนั้น การแสดงความคิดเห็นของผมดังต่อไปนี้ ย่อมมีหลักประกันได้ว่า ไม่มีทางที่ผมจะ “มีอคติ” กับพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้แฟนพันธุ์แท้ ชนิด "หลับหูหลับตาเชียร์" อย่าได้ใส่ร้ายผม ว่า “มีอคติ” กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างเด็ดขาด


เมื่อผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ย่อมไม่ชื่นชอบ “พรรคไทยรักไทย “ และ “พลังประชาชน” โดยปริยาย (รวมถึงพรรคอื่นๆแทบทุกพรรค)


การที่ผมไม่ชอบพรรคการเมืองอื่นๆ เพราะมีเหตุผลรวมๆหลายประการครับ เช่น พรรคการเมืองอื่นๆ ต่างกับพรรคประชาธิปัตย์ ดังนี้...


1.พรรคเหล่านั้นเป็นพรรคเฉพาะกิจ เกิดมาเพราะบารมีของหัวหน้าพรรค และดับไปพร้อมความเสื่อมถอยของผู้นำพรรค แต่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยล้มหายตายจากไปพร้อมกับหัวหน้าพรรค มีบุคคลากรของพรรค สืบทอดภารกิจมาโดยตลอด


2.พรรคเหล่านั้นเป็นพรรคของ “นายทุน ขุนศึก” กล่าวคือ เกิดมารองรับนายทุน ขุนศึก และศักดินาที่จะมาเล่นการเมือง แต่พรรคประชาธิปัตย์ พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง คือไม่จำเป็นต้องเป็น “นายทุน” หรือ “ขุนศึก” ก็สามารถไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหารพรรคได้ ดูท่านชวน หลีกภัย เป็นตัวอย่าง


พูดง่ายๆ พรรคประชาธิปัตย์ขับเคลื่อนด้วยนักการเมืองอาชีพ ส่วนกลุ่มทุนสนับสนุนพรรค ต้องอยู่ข้างหลัง ห้ามนำพรรคโดยเด็ดขาด หากจะเข้ามาบ้าง ก็ต้องรักษาสัดส่วนนักการเมืองอาชีพเอาไว้ได้อย่างเหมาะสม มิให้ดูน่าเกลียดจนเกินไป


3.พรรคการเมืองอื่นๆ สื่อสารกับประชาชนไม่เก่ง ไม่เคลียร์ และดูเสมือนไม่โปร่งใส แต่พรรคประชาธิปัตย์ สื่อสารทางการเมืองได้ดีกว่า


เมื่อนักการเมืองพูดแล้วสังคมเข้าใจได้ จะผิดจะถูกอย่างไร ก็มิใช่เรื่องสำคัญ เพราะการสื่อสารที่มีเนื้อหาดี แต่ “อู้อี้” อยู่ในลำคอ จนทำให้สังคมสับสน ก็ไม่มีประโยชน์ เช่นกัน ดูตัวอย่าง ท่านพลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ แม้ท่านจะเป็นคนดี มีคุณภาพ มีความคิดที่เป็นเลิศ แต่ท่านพูดกี่ครั้งๆ คนก็ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ผมเอง แม้ชอบแนวคิดของท่าน ก็ยังไม่ชอบฟังท่านพูดเอาเสียเลย ขออ่านเอาจากสื่อที่สรุปมาให้อ่าน ย่อมปวดหัวน้อยกว่า


นอกจาก 3 ประเด็นหลักดังกล่าวแล้ว คงไม่มีอะไรที่จะทำให้ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นขวัญใจของผม และของคนอื่นๆไปได้อีก


แต่ปัจจุบัน สังคมเปลี่ยนไป ผู้คนมีการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ช่องทางการสื่อสารและการรับรู้ของคนมีมากขึ้น ทัศนคติและค่านิยมของประชาชนที่มุ่งหวังต่อนักการเมืองเปลี่ยนไปมาก


ที่สำคัญ.....คู่ต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนไปแล้วครับ


คู่ต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์ มี 2 ประการ


ประการแรก คือพรรคการการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งบัดนี่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แต่เดิมพรรคประชาธิปัตย์ มีคู่ต่อสู้บนเวทีการเมือง เป็นพรรค เฉพาะกิจ ไร้ชั้นเชิงทางการเมือง เพราะเป็นประเภท “พ่อค้า” หรือ “ทหาร” ที่อยากมีอำนาจทางการเมือง ซึ่งบางท่านยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด หรือบางท่านติดยึดกับอำนาจในระบบระบบราชการ กลุ่มคนการเมืองพวกนี้จึงเป็นได้แค่ "เป้า" ให้พลพรรคประชาธิปัตย์ถล่มได้อย่างเมามัน


แต่ปัจจุบัน ...มิใช่อดีต.... บัดนี้ “ทุนทักษิณ” ร่วมหัวจมท้ายกับทุนใหญ่อื่นๆ พวกนี้นอกจากมีเงินทุนหนาแล้ว ยังพูดไทยชัด พูดภาษาอังกฤษคล่อง แถมเข้ายังใจ “ภาษาโลก” อีกด้วย


“ภาษาโลก” ก็คือการบริหารจัดการที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีการตลาดมาประยุคใช้ มีการการประชาสัมพันธ์ที่หวังผลได้ มีการวิจัยทางการเมืองที่เป็นระบบ (ซึ่งมิใช่การวิจารณ์นะครับ)


ประการที่สอง ความต้องการของสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ในอดีต คนไทยส่วนมากถึงร้อยละ 80 ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของตนได้ ผู้มีอำนาจรัฐและผู้ยึดกุมสื่อ จึงตอบสนองประโยชน์ในทุกทางให้เฉพาะชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง (เนื่องจากมีพลังทางการเมืองที่แท้จริง) คนเหล่านี้ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่วนคนชั้นล่าง แม้ได้รับแบ่งปันโภคทรัพย์ ก็ได้ไปอย่างไม่เป็นธรรมมากนัก เพราะผู้มีอำนาจรัฐสามารถใช้ความเหนือกว่าในทุกๆทาง ตบตาให้เห็นว่าได้จัดสรรไปให้อย่างเป็นธรรมแล้ว


แต่ปัจจุบัน....สังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ชนชั้นล่างอันต่ำต้อย..ที่เรียกกันว่า “ชาวรากหญ้า” ผู้ไม่เคยได้รับแบ่งปันโภคทรัพย์อย่างชนชั้นกลาง และชนชั้นสูงมาก่อน


เมื่อทักษิณ ประกาศนโยบายเพื่อคนจน...แม้ในช่วงนั้น จะถูกเย้ยหยันกันว่าทำไม่ได้อย่างที่คุย ส่วนประชาชนชาวรากหญ้า แม้ระยะแรกจะไม่ค่อยเชื่อน้ำยาของทักษิณว่าจะทำได้จริง เพราะเคยถูกนักการเมืองหลอกมาจนชาชิน แต่เมื่อทักษิณทำได้ตามที่ประกาศไว้ แม้ผิดบ้างถูกบ้าง ก็ย่อมได้ใจคนจน


เมื่อได้ใจกัน อย่าว่าแต่เพียงกาบัตรเลือกตั้งให้เลย ตายแทนก็ยังได้ ดูกรณีของลุงไพรวัลย์ นวมทอง แท็กซี่ ผู้พลีชีพนั่นปะไร?


อย่าลืมว่า คนจนทั้งหลาย ที่เขาจนๆกัน เขาขาดแต่เงินและโอกาสเท่านั้นนะครับ แต่สำหรับความคิด เขาก็มีปัญญาล่วงได้ว่า......รัฐบาลในอดีตทุกยุค ได้ใช้เงินงบประมาณไปกับการกลบหนี้เน่าของสถาบันการเงิน ซึ่งคนฉ้อโกงสถาบันการเงิน และพวกได้ประโยชน์ มิใช่ชาวรากหญ้าอย่างแน่นอน


นอกจากนี้ คนจนยังรู้ว่า....รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ได้ใช้เงินไปกับโครงการขนาดใหญ่ ที่ผู้ได้รับประโยชน์ เป็นกลุ่มทุนการเมือง และพวกพ้องในชนชั้นสูง ผู้รับเหมาอะไรทำนองนั้นแหละ ชาวรากหญ้าหาได้รับประโยชน์ใดไม่


เมื่อทักษิณ หยิบยื่น “เครื่องชูชีพ” ให้คนใกล้ตาย แม้จะดีหรือไม่ดีพอ ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ชีวิตของตนต้องอดตายไปต่อหน้าต่อตาเศรษฐี


เมื่อคนจนชอบทักษิณ....ก็ทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ


1.แม้จะมีการยุบพรรคการเมืองที่ชื่อ “ไทยรักไทย” ก็ต้องมีพรรค “พลังประชาชน”เกิดขึ้น จะยุบพรรค “พลังประชาชน” ก็ต้องมีพรรค “พลังราษฎร” จะยุบพรรค “พลังราษฎร” ก็มีพรรค “พลังคนจน” จะยุบพรรคการเมืองไหนซักกี่พรรค กลุ่มการเมืองที่ชาวรากหญ้าเลือก ก็ต้องเป็นพรรคการเมือง ที่อยู่ภายใต้ร่มเงา ทักษิณ หรือ “จะขัง 111 นักการเมือง” ก็ย่อมมีทายาทรุ่น 2 หรือแม้จะฆ่าทายาทรุ่น 2 ให้ตายไป ก็ย่อมมีทายาทรุ่น 3 ขึ้นมาแทน


นี่มิใช่เพราะเหตุอันใดเลย นอกจากการบรรจบกันของ 3 ประสาน คือ 1 มีทุนใหญ่ 2.มีนโยบายต้องใจ และ 3.มีการบริหารจัดการทางการเมืองแบบใหม่(การจัดองค์กรแบบใหม่) คือการเป็น “เจ้าของพรรค”โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เล่น ก็เหมือนกับการเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล โดยไม่จำเป็นต้องเล่นฟุตบอลเป็น


2.ความแตกแยกในสังคม อันมีสาเหตุมาจากชนชั้นสูง และชนชั้นกลาง เริ่มได้รับส่วนแบ่งด้านเศรษฐกิจน้อยลง อีกทั้งชนชั้นสูง และชนชั้นกลาง (ที่อยู่นอกกลุ่มทักษิณ) ได้เสียพื้นที่ทางการเมือง ไร้ที่ยืน ถูกทอนอำนาจ ถูกลดความสำคัญลง ปัญหาความแตกแยกในสังคม จึงเกิดขึ้นให้เห็นอยู่ในปัจจุบันและในอนาคต


สำหรับพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็อย่างรีบด่วนถอดใจ ว่าจะเป็นฝ่ายค้านไปนานแสนนาน อย่าได้กลัวและเบื่อหน่ายการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะการเป็นพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ย่อมมีโอกาสสร้างผลงานให้พรรค แต่ที่ต้องตระหนักคือ ประเด็นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านควรต้องเปลี่ยนไป หากยังหยิบประเด็นหยุมหยิม ไม่ประทับใจปวงชน ย่อมไม่อาจทำลายความ "มหึมา"ของกลุ่มทักษิณลงได้


ประเด็นการค้านจึงต้องอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้อง เป็นจริง เป็นประโยชน์กับประชาชนโดยส่วนรวม


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดึงสถาบันเบื้องสูง อันเป็นที่เคารพบูชาของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งเป็นสถาบันที่ทุกคนในชาติยอมรับโดยพฤตินัยและโดยนิตินัย มาเป็นประโยชน์ทางการเมือง ไม่บังควรอย่างยิ่ง หากมองด้วยสายตาที่เป็นธรรมแล้ว ผมเชื่อว่า ไม่มีคนไทยคนไหนจะคิดร้ายต่อสถาบันหลักของชาติอย่างแน่นนอน


ฉะนั้น ในยุคข้อมูลข่าวสารที่ฉับไว การดึงเอาสถาบันอันเป็นที่เคารพสูงสุดของคนไทย มากล่าวหากันทางการเมือง เป็นเรื่องไม่บังควรอย่างแน่นอน


หากมีความสงสัยกันว่า มีผู้ใดล่วงละเมิดสถาบัน ก็ต้องไปร้องทุกข์กับตำรวจ ให้นำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรม นอกจากเป็นประโยชน์และเกิดเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้ว ยังเป็นหนทางในการปกป้องสถาบันอันสูงส่งอย่างแท้จริงอีกด้วย


ประเด็นหลักในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน จึงควรตรวจสอบในเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการบริหารของรัฐบาล ความไร้ประสิทธิภาพ ที่อาจก่อผลร้ายทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือตรวจสอบนโยบาย ที่อาจก่อให้เกิดความยากลำบากกับประชาชนในอนาคตต่างหาก


ที่สำคัญ ควรเสนอทางออกที่เหนือกว่าวิธีการบริหารจัดของรัฐบาลควบคู่ไปด้วย มิใช่มุ่งให้รัฐมนตรีคนหนึ่งคนใดต้องติดคุก เพราะหน้าที่ดังกล่าวเป็นเรื่องของตำรวจ อัยการ และศาลยุติธรรมอยู่แล้ว


ท่านเชื่อหรือไม่ว่า หากนายจักรภพ เพ็ญแข ต้องตกงาน หรือติดคุก จะมีคนอย่างนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ทักษิณปั้นเสกขึ้นมาใช้งานใหม่ได้อีกหลายร้อย หลายพันคน


การต่อสู้กับพรรคการเมืองภายใต้ร่มเงาของ “ทุนทักษิณ” จึงต้องมียุทธศาสตร์ใหม่


นี่เป็นเพียงการต่อสู้กับ “เงา” ของทักษิณเท่านั้น หากมีการปล่อย “ยักษ์” ออกมาจากขวด “เลขที่ 111” ได้ พรรคประชาธิปัตย์จะเหนื่อยกันขนาดไหน?
ความคิดเห็นที่ 5
มาลีรัตน์ วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 13.00 น.
http://www.oknation.net/blog/maleerat

เห็นด้วยค่ะ ต้อาวงบอกกล่าวป่าวร้องมากๆหน่อยนะคะ เผื่อจะได้ยินไปถึงเจ้ากระทรวงคมนาคม และมหาดไทย
ความคิดเห็นที่ 4
ปลาท่องโก๋ วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 12.06 น.
http://www.oknation.net/blog/Platongo
"油条" ป(ล)าท่องโก๋

เห็นด้วย กับ แนวคิด รัฐสวัสดิการ...
-เพิ่มปั๊ม เอ็นจีวี สิครับ ปั๊มไม่พอเติม เพราะรถเมล์ส่วนใหญ่ก็ใช้ เอ็นจีวีนี่ครับ
-ปั๊มเยอะ รถเอ็นจีวีเยอะ ค่าโดยสารถูก
ปล.คนต่างจังหวัดก็ต้องการระบบขนส่งมวลชนเหมือนกันนะครับ (รถไฟรางคู่เมื่อไรจะเริ่มครับ ฝากถามรัฐบาลที)
ความคิดเห็นที่ 3
Bon วันที่ : 16/05/2008 เวลา : 16.36 น.
http://www.oknation.net/blog/impel

ทุกอย่างขึ้น แต่เงินเดือนไม่ขึ้นเลยนิ เง้อ
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 16/05/2008 เวลา : 11.55 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ถ้าทำดี จะช่วยเรื่องประหยัดพลังงานได้เยอะครับ
เมื่อเช้านั่งดู"ขนส่งมวลชน"ในนิวยอร๕ ลอนดอน ญี่ปุ่น ..เลยคิดว่า ทำไม(รัฐบาล)ไทย ไม่คิดทำขนส่งมวลชนมีคุณภาพ ประเภทรถไฟชานเมือง รถราง อะไรประมาณนี้...
ความคิดเห็นที่ 1
เจเจค่ะ วันที่ : 16/05/2008 เวลา : 11.43 น.
http://www.oknation.net/blog/jj
ยังไม่ได้ฤกษ์อัพบล๊อกอ่ะค่ะ..... 

ถ้ารัฐหน่ายที่จะอุดหนุน

คงต้องเปลี่ยนจากรถเมล์ เป็นรถ"ถีบ"







"ถีบ" ให้เป็นภาระประชาชนซะทั้งหมดเยย
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31