พิมพ์หน้านี้
|
ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์สู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ" ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ศูนย์วิทยบริการกรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนไป นั่งขีด ๆ เขียน ๆ ประเด็น สรุปแล้วเลยฟันธงไปว่า ไทยแลนด์ของเราคงเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติยากครับ เพราะจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่คนในภูมิภาคหรือในโลกจะสนใจเข้ามาเรียน มาศึกษาหรือฝึกอบรม สังคมนั้นต้องมีพื้นฐานที่เป็น "สังคมเรียนรู้" (Knowledge Society) เสียก่อน ซึ่งวันนี้ยังไม่มีวี่แวว!!! ประการแรกเห็นกันง่าย ๆ สังคมไทยยังเป็นสังคมที่เชื่อข่าวลือมากกว่าข่าวจริง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบซุบซิบนินทา ซึ่งเป็นปกติของสังคมมนุษย์ แต่ถ้าประกอบกับความไม่รู้ หรือความที่ไม่ได้ถูกฝึกฝนให้แยกแยะพินิจพิเคราะห์ ก็จะทำให้หลงไปในข้อมูลที่ผิดได้ ในขณะเดียวกัน ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารการโฆษณาชวนเชื่อที่มีมาก และผ่านสื่อทุกชนิด ประชาชนไม่มีเวลากลั่นกรองตรวจสอบ รับเอาสิ่งที่สื่อหยิบยกขึ้นมาพาดหัวและนำเสนอเป็นพิเศษ ว่านั้นคือข้อเท็จจริง บวกกับวัฒนธรรมไทยที่ถูกสอนให้เชื่อฟัง จึงเชื่อง่าย โดยเฉพาะสิ่งที่ปรากฎในจอโทรทัศน์ แถมความงมงายหลาย ๆ เรื่องเข้าไป ทำให้การตัดสินใจไม่ได้ใช้เหตุผล ใช้อารมณ์ความเชื่อเป็นหลัก ซึ่งสื่อสารมวลชนมีส่วนที่ตอกย้ำความงมงาย ดังจะเห็นหนังสือพิมพ์หัวสีที่ใกล้วันหวยออกก็จะนำเสนอข่าว เช่น สัตว์หรือปรากฎการณ์ประหลาดที่สามารถนำมาตีความเป็นตัวเลขได้ ในประเทศที่เจริญแล้ว ข่าวประหลาดเช่นนี้ หากมีการรายงาน คงปรากฎในหน้าวิทยาศาสตร์ พร้อมข้อวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ที่เป็นเหตุเป็นผล อธิบายได้ด้วยหลักวิชาการ จึงไม่น่าแปลกใจที่ประชาชนของประเทศเขาจึงคิดเป็นระบบ มีที่มาที่ไปถึงความคิด ทำให้แก้ปัญหาได้ถูกจุด ที่น่าเศร้าคือผู้ใหญ่ในบ้านเมือง นักการเมือง แม่ทัพนายกองหลายคน ซึ่งควรเป็นตัวอย่างที่ดี กลับงมงายเอง ดังเช่นข่าวอดีตผู้นำ คมช. หารือโหร จนหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเองไทยถูกตัดสินใจบนพื้นฐานคำทำนาย หรือข่าวอดีตนายกฯ บอกว่าวันนั้นวันนี้เหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงดีขึ้น เพราะดวงดาวโยกย้าย ทำให้ในวันดังกล่าวมีแต่การสัมภาษณ์โหรหมอดูการเมืองดัง ๆ ทุกคน จนหน้าจอทีวีหาสาระอะไรไม่ได้ ล้วนแล้วแต่พิสูจน์ว่าประเทศไทยยังห่างไกลการเป็นสังคมเรียนรู้ เมื่อนั่งคิดวิเคราะห์ดูก็น่าแปลกใจอยู่ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมพุทธ และพุทธศาสนา ก็สอนให้คนมีเหตุมีผล ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองก่อนปักใจเชื่อ ไม่น่าที่จะนำไปสู่สังคมที่งมงาย แต่ถ้านึกถึงสถิติที่เคยมีคนวิจัยว่า คนไทยอ่านหนังสือ เพียง 8 บรรทัดต่อปี ก็พอจะเข้าใจได้ ในขณะที่การเรียนการสอนของโรงเรียนไทย ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานมาก วิธีสอนยังเน้นท่องจำไม่ได้สอนวิธีคิด หรือกรอบการวิเคราะห์แก้ปัญหา และในทางวิชาการยังอ่อนสะเปะสะปะ แถมรากฐานทางวิชาการความรู้ยังอ่อนปวกเปียก เมื่อเริ่มมีข่าวกรณีประสาทพระวิหาร ผมไปซื้อหนังสือวิชาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ ป. 1 ถึง ม. 6 มาพลิกดูด้วยความสงสัยว่าเด็กและเยาวชนไทยมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเพียงใด แต่สิ่งที่ค้นพบจึงประจักษ์กับตนเอง และคลายข้อสงสัยทั้งหมดว่าทำไมสังคมไทยจึงสับสนเช่นนี้ เพราะถ้าสอนประวัติศาสตร์อย่างเอาเรื่องสั้นมาต่อกันเป็นหนังยาว และไม่สอนการวิเคราะห์ให้เห็นรากของปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ ก็ไม่แปลกที่คนไทยยังจะต้องถูกสาปให้ทำผิดทำพลาดซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ในวงจรอุบาทว์ทางการเมืองต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด อย่างที่เป็นอยู่ในการพัฒนาระบบประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลาน หรือการที่จะถูกรุกล้ำอธิปไตยของชาติในหลากหลายรูปแบบ เพราะเมื่อรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่มาที่ไปของชนชาติไม่หนักแน่น ประชาชนไม่มีกรอบวิธีคิดแก้ปัญหาที่เป็นระบบ มีเหตุมีผล ไม่มีความรู้เพียงพอเพราะไม่อ่านหนังสือ สังคมไทยจึงเป็นสังคมงมงาย ตัดสินใจด้วยอารมณ์อย่างที่เป็นอยู่ ที่สำคัญที่สุดคือ ถูกหลอกและชักจูงง่าย กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของผู้แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ทั้งที่มาจากต่างประเทศและคนไทยด้วยกันเอง !!! |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||