พิมพ์หน้านี้
|
ความล่มสลายของสองสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ แฟนนี่เมย์กับแฟรดดี่แม็ค ซึ่งเป็นเสาหลักในการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่คนอเมริกัน เป็นสัญญาณภัยต่อเนื่อง ว่าเศรษฐกิจที่จุดพลุจากกรณีซับไพรม์ยังเพิ่งเริ่มต้น เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินทั้งสองไว้ด้วยเงินที่สูง เพราะทั้งสองแห่งมีหนี้หรือรับประกันหนี้ไว้สูงถึง 5.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ความมั่นใจผู้ฝาก และกู้ยืมเงินโดยทั่วไปยังอ่อนไหวมาก ในขณะที่ซับไพรม์มีผลกระทบโดยตรงกับผู้มีรายได้น้อย แฟนนี่เมย์กับแฟรดดี่แม็คจะกระทบชนชั้นกลางทั่วไป เพราะทั้งสองแห่งเป็นยักษ์ใหญ่วงการปล่อยกู้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยิ่งเมื่อตามมาด้วยการล้มของธนาคารอินดี้แม็ค ซึ่งมีสินทรัพย์ถึง 32 พันล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้การล้มของธนาคารนี้ใหญ่เป็นที่สองในประวัติศาสตร์ของวงการธนาคารสหรัฐ ระบบการเงินที่มีปัญหา ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เงินเฟ้อทะยานข้าวของแพง จะทำให้สหรัฐอเมริกาอาจต้องตกอย่ในสภาวะเงินเฟ้อและถดถอยในเวลาเดียวกัน (Stagflation) เมื่อความมั่นใจของผู้บริโภคลดน้อยลง ตลาดหด การค้าโลกก็ถดถอยด้วย สัญญาณอันตรายดังกล่าวเริ่มมีให้เห็น ลามข้ามทวีปมายังยุโรปและญี่ปุ่น สองยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจทุนนิยม วันก่อนชาวประมงณี่ปุ่นหยุดนัดประท้วงราคาน้ำมันที่แพงหนึ่งวัน ขณะที่ยุโรปการประท้วงแต่ละครั้งจะรุนแรงกว่า ไม่นับทางการเมืองที่จะมีความเปลี่ยนแปลงทางผู้นำของสหรัฐอเมริกาในการเลือตั้งปลายปี หรือความไม่มั่นใจในตัวนายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ตลอดจนการเผชิญหน้าในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่าน ดูจะทำให้โลกตกอยู่ในภาวะผันผวนไม่แน่นอนไปถึงปลายปี นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สัญญาณที่เห็นเป็นการบ่งบอกถึงสถานะของสหรัฐอเมริกาที่กำลังเปลี่ยนแปลง และถดถอยลงในอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากที่ผงาดเป็นเจ้าโลกคนเดียวภายหลังการล่มสลายของโลกคอมมิวนิสต์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 แต่อย่าลืมว่า สหรัฐอเมรกายังคงความเป็นมหาอำนาจทางการทหารอยู่ ซึ่งก็ขึ้นกับว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไร เพราะถ้าใช้กำลังเพื่อให้ได้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ดังเช่นที่ทำสงครามในอิรัก ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีผู้สนับสนุน ในวิกฤตินั้นมีโอกาส คำทำนายที่ว่าศตวรรษนี้จะเป็นศตวรรษของเอเชียแปซิฟิก โดยการเติบโตของจีนและอินเดียจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไปนั้น ดูจะเป็นจริงมากขึ้น ถึงแม้ปัญหาการเมืองและการบริหารในจีนและอินเดียยังมีปัญหาพื้นฐานที่ต้องแก้ไข แต่ก็น่าจะเดินหน้าต่อได้ ตราบใดยังคงสร้างความหวังความฝันให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง การสร้างความสมดุลในโลกทางเศรษฐกิจจึงเห็นการสะสมทุนของประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เห็นความพยายามผงาดกลับมาของรัสเซียโดยใช้น้ำมันที่ยังมีสำรองไว้จำนวนมากเป็นตัวนำทาง ในความเป็นจริง ประเทศไทยเองเป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ เป้นอู่ข้าวอู่น้ำ อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก วางนโยบายให้ดีก็สามารถเก็บเกี่ยวจากความผันแปรเหล่านี้ได้ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่รู้ว่าจะมีผู้นำไทยคนไหนคิดถึงอยู่บ้างหรือเปล่า พายุตั้งเค้า เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าได้ยินมาแต่ไกล ไม่ได้เตรียมตัวที่จะรับวิกฤติ ไม่ได้คิดจะฉกฉวยโอกาสของภาวะโลกที่กำลังผันเปลี่ยน ปล่อยกันไปตามยถากรรม ทะเลาะกับเพื่อนบ้านเรื่องปราสาทอายุเป็นร้อยปี ตบตีกันเองเพื่อช่วงชิงอำนาจ พอกันทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายประท้วง พอกันทั้งเสื้อแดงเสื้อเหลือง เพราะทุกฝ่ายใช้การเมืองเป็นตัวทำลายกันและกัน เพื่อประโยชน์ทางการเมืองอย่างเดียว จุดสุดท้ายขอให้มีอำนาจมีตำแหน่งเป็นพอ เสร็จแล้วแบ่งปันผลประโยชน์ ฝ่ายแพ้ก็ร่ายมนต์คาถาสร้างอำนาจการทำลายล้างระลอกใหม่ ไม่รับรู้กติกา ไม่ยอมรู้จบ ประชาชนได้แต่มอง ไม่มีโอกาสในวิกฤติ และไม่มีโอกาสในโอกาสที่เปิดขึ้น เพราะคนไทยมัวแต่ทะเลาะกัน กระดานความคิด คมชัดลึก 24 กรกฎาคม 2551
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||