พิมพ์หน้านี้
|
โดย : ไกรศักดิ์ ศรีพนม (สำนักสุรินทร์สโมสร) ด่านชายแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เช้าวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ บรรยากาศทั่วไปดูคึกคักและผู้คนยังคงพลุกพล่านเหมือนดังเช่นทุกๆ วัน ในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าข้อถกเถียงในกรณีเขาพระวิหาร จะกลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ของประชาชนทั้งสองประเทศ แต่ที่ด่านชายแดนแห่งนี้ ชาวบ้านทั้งไทยและกัมพูชา ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจในเรื่องที่เกิดขึ้นมากนัก การเดินทางข้ามฟากไปมาหาสู่กันเพื่อการค้าขายและท่องเที่ยวก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเช้าของวันนี้ ตัวแทนชาวบ้านและสื่อมวลชนจากจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา กว่า ๓๐ คน นำโดยท่าน อิง วอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย ได้เดินทางข้ามแดนเพื่อมาศึกษาดูงานด้านการเกษตร พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ร่วมกับคณะสื่อมวลชนและตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ในระหว่างวันที่ ๕-๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ภายใต้งานที่มีชื่อว่า โครงการส่งเสริมความสัมพันธ์ความร่วมมือภาคประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ โครงการส่งเสริมความสัมพันธ์ความร่วมมือภาคประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ เป็นกิจกรรมที่เกิดจากการประสานงานและผลักดันร่วมกันระหว่าง สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ สำนักสุรินทร์สโมสร โดยได้รับความร่วมมือประชาชน ส่วนราชการ และเอกชนในจังหวัด มีเป้าหมายสำคัญคือ การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชนในเขตพื้นที่ชายแดน ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้งานพัฒนา การศึกษาเรียนรู้ในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และเพิ่มความใกล้ชิดเพื่อถักทอความสัมพันธ์ที่ดีงามของผู้คนสองฝั่งฟากชายแดนไทย-กัมพูชา ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เวลาราว ๙ โมงเศษ คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัด ชาวบ้าน และสื่อมวลชน จากจังหวัดอุดรมีชัยก็ทยอยกันเดินทางมาถึง โดยมีตัวแทนส่วนราชการและชาวบ้านฝ่ายไทยรอให้การต้อนรับก่อนจะเดินทางต่อไปยังนิคมสร้างตนเองเลี้ยงไหมฯ อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งเป็นการต้อนรับพี่น้องจากกัมพูชาอย่างเป็นทางการ บรรยากาศในช่วงสายวันนั้นเป็นไปอย่างอบอุ่น คล้ายกับว่าญาติพี่น้องจากแดนไกลได้มีโอกาสมาพบหน้าค่าตา ไถ่ถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน สำหรับพี่น้องชาวเขมรที่ร่วมเดินทางเข้ามาในครั้งนี้ เป็นชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ ๔ ตำบลของอำเภอสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ได้แก่ ตำบลโอลเสม็ด ตำบลโกนเกรียน ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากด่านชายแดนช่องจอมราว ๕๐ กิโลเมตร เล่าให้ฟังว่า ตัวเขาพร้อมกับเพื่อนๆ อีก ๓ คนพากันนั่งรถรับจ้างเดินทางล่วงหน้ามาถึงโอลเสม็ดตอนเย็นเมื่อวานนี้ ที่ต้องมาก่อนก็เพราะว่าระยะทางจากหมู่บ้านของเขากว่าจะมาถึงก็ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวันเนื่องจากเส้นทางไม่ค่อยดี ถึงโอลเสม็ดเขาพักค้างคืนที่โรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งร่วมกับชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นๆ ที่ต้องเดินทางมาล่วงหน้าเหมือนกัน พอถึงรุ่งเช้าจึงพากันออกเดินทางข้ามมายังฝั่งไทย
ตลอดเวลาสามวันของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันครั้งนี้ ชาวบ้านสองฝั่งทั้งกัมพูชาและไทยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้ถึงกิจกรรมงานพัฒนาชุมชนในหลายๆ เรื่องทั้งที่เกิดจากการส่งเสริมของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน อย่างเช่น ระบบพลังงานทางเลือก หัตถกรรมพื้นบ้าน การคัดเลือกพันธุ์ข้าว พอถึงช่วงกลางคืนก็มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยเจรียงพื้นบ้านคณะสายรุ้ง-สมหวัง และกันตรึมพื้นบ้านสุรินทร์จากคณะก้องสุรินทร์ คณะบ้านดงมัน ที่มาสร้างความสนุกสนานรื่นเริงให้กับทุกคน เชือน เกา ชาวนาจากบ้านโดนแกน ต.สำโรง จังหวัดอุดรมีชัย บอกเล่าให้ฟังถึงความรู้สึกที่ได้เดินทางข้ามแดนเข้ามายังจังหวัดสุรินทร์เป็นครั้งแรกในชีวิตอย่างอารมณ์ดีว่า เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าตัวเองคิดฝันมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีวาสนาได้มาที่นี่ เนื่องจากขั้นตอนในการทำเรื่องผ่านแดนมีมาก และค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย แต่ทันทีที่รู้ว่าตัวเองจะได้เดินทางมายังจังหวัดสุรินทร์ ทำให้เขารู้สึกดีมากจนพูดอะไรไม่ถูก และพอมาถึงด่านชายแดนช่องจอมก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเหมือนพี่เหมือนน้อง เชือนได้เล่าถึงความรู้สึกของเขาหลังจากที่ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ตามที่ต่างๆ ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำสบู่ และการทำยาสระผมไว้ใช้เองในครอบครัว การเรียนรู้เรื่องวิธีคัดเลือกพันธุ์ข้าว การปั้นเตา แต่ที่เขาสนใจเป็นพิเศษก็คือการผลิตแก๊สจากขี้วัวขี้ควาย เนื่องจากที่บ้านของเขาเลี้ยงวัวไว้หลายตัว เชือนยังบอกอีกด้วยว่าหลังจากนี้พอกลับไปถึงหมู่บ้านเขาจะนำความรู้ที่ได้รับไปบอต่อกับชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาสได้มา และเขาขอขอบคุณทุกๆ คนที่ให้การดูแลและต้อนรับเป็นอย่างดี ทางด้าน ลุงประ เซียม ชาวนาวัย ๖๐ ปี จากบ้านเรือมดูลเวียสนา ตำบลบันซายเรี๊ยะ ซึ่งร่วมเดินทางมาด้วยกัน ก็เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจว่า ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้เดินทางมาที่จังหวัดสุรินทร์ การได้ข้ามแดนมาในครั้งนี้ นอกจากทุกคนจะให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นแล้วยังได้รับความรู้ในหลายๆ เรื่อง ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดี ความสามัคคีของประชาชนทั้งสองประเทศซึ่งพูดภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมประเพณีที่คล้ายๆ กัน เหมือนเป็นพี่น้องหนึ่งเดียวกัน พอคนข้างล่างขึ้นไปข้างบนก็ต้อนรับ ข้างบนลงมาข้างล่างก็ต้อนรับ สุดท้ายลุงประ เซียม บอกว่า ขอขอบคุณทุกๆ คน ที่ดูแลเป็นอย่างดี หลังจากนี้จะเอาความรู้ไปเผยแพร่ต่อในหมู่บ้าน และถ้าเป็นไปไดเอยากจะกลับมาเยือนสุรินทร์อีกครั้ง ในขณะที่คุณ ในเช้าวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกิจกรรมครั้งนี้ ท่าน อิง วอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย ได้กล่าวกับสื่อมวลชนไทย หลังจากได้พาคณะเดินทางไปไหว้พระทำบุญยังวนอุทยานพนมสวายว่า การที่ได้พาตัวแทนชาวบ้านและสื่อมวลมาในครั้งนี้ เป็นการมาในนามจังหวัดอุดรมีชัย นอกจากจะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเหมือนญาติพี่น้องแล้ว ทุกคนยังได้ความรู้กลับไปในหลายเรื่อง เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราคงต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีนี้ไว้ และอีกไม่นานนี้ก็จะมีการลงนามเป็นบ้านพี่เมืองน้องระหว่างจังหวัดอุดรมีชัยกับจังหวัดสุรินทร์ ราวบ่าย ๒ โมงเศษ หลังจากการเดินทางถึงด่านชายแดนช่องจอม บรรยากาศแห่งการจากลาก็เริ่มต้อนขึ้น มีเพียงเสียงอวยชัยให้พร รอยยิ้มและคำล่ำลาทั้งภาษาไทยและเขมร ที่ส่งยื่นให้กันเท่านั้นที่ช่วยยืนยันบอกเล่าถึงบรรยากาศแห่งความอบอุ่นประทับใจในช่วงตอนบ่ายวันนั้นได้ดีที่สุด |
| ห้องภาพ เมืองสุรินทร์ | ||
บ้านเมือง...มีเรื่องราวมากมาย ผ่านกาลเวลา ผ่านความเคลื่อนไหวของทุกชีวิต...บ้านเป็นบ้าน เมืองเป็นเมือง...ก็ด้วยผู้คนหลากหลายกลุ่มก้อน..ห้องภาพเล็กๆ นี้ คงจะบอกเล่าเรื่องราวได้บางส่วน..ในส่วนที่ขาดหายแม |
||
|
View All |
||
| บรรเลงชีวิต บรรเลงเพลงปี่อ้อ | ||
"..ถ้าใจรัก ก็เป็น ใจไม่ดีเป็นดนตรีไม่ได้ดอก.." หนึ่งถ้อยคำ ของ สุพิน เครื่องวิชา ผู้บรรเลงปี่อ้อ แห่งสำนัก "ก้องสุรินทร์ |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||