|
ภาพจาก wikipedia อ่านต่อที่นี่
สมัคร ...ไม่เห็นต้องแคร์เมื่อคนเลือกผมไม่ใช่ประชาชน สุริยะใส กตะศิลา เหตุการณ์ที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพรรคพลังประชาชน ผู้ซึ่งเสนอตัวเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ได้แสดงอารมณ์ โกรธเกรี้ยวสื่อมวลชน ในระหว่างแถลงข่าวนั้น คงทำให้หลายคนแปลกใจกับท่าทีและท่วงทำนองของนายสมัคร สุนทรเวช ที่เพิ่งเสนอตัวเป็นแคดิเนทนายกรัฐมนตรีคนใหม่ บอกตัดเยื่อใยกับสื่อมวลชนน ด้วยโวหารสารพัดหยาบ ในขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมครั้งนี้ของนายสมัครเพราะเป็นภาพที่ชินตามาไม่น้อยกว่า 3-4 ทศวรรษ บนถนนการเมืองของสมัคร สุนทรเวช
จะว่าไปแล้วแม้นายสมัครจะเป็นบุคคลสาธารณะก็ตาม แต่ก็ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถามของสื่อมวลชน แม้เป็นคำถามที่สังคมอยากรู้ก็ตาม
แต่ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า การย้อนถามกลับไปยังสื่อมวลชน (ที่ตั้งคำถามปกติธรรมดากับนักการเมืองทั่วไป) ทำนองว่าเมื่อคืนไปเสพเมถุนกับใครมา เฮงซวย หยาบคาย เลวทราม สันดาร หอก และประทานโทษครับเหี้ยห่าสวารพัดสัตว์ ทยอยมาเป็นชุด
คำถามคือท่วงทำนองเช่นนี้เป็นแบบอย่างของบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และว่าที่นายกฯ ที่ควรถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาแล้วยอมรับกันว่ามันเป็นธรรมชาติของคุณสมัคร ปล่อยๆ ไปเถอะ อย่างนั้นหรือ?
ผมคิดว่าพฤติกรรมของนายสมัคร สุนทรเวช ครั้งนี้ถือเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนโดยตั้งใจ หากนายสมัคร สุนทรเวช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตามความต้องการก็มีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลโดยพรรคพลังประชาชนจะแทรกแซงครอบงำสื่อมวลชนครั้งใหญ่ หรือกระทั่งสั่งปิดหนังสือพิมพ์เหมือนช่วงเหตุการณ์เดือนตุลา 2519 ในสมัยที่นายสมัคร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ท่วงทำนองซ้ำซากของนายสมัครเช่นนี้เป็นการปิดกั้นความจริงหรือพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ประชาชนควรได้รับรู้ ผ่านการสัมภาษณ์หรือการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน พฤติกรรมครั้งนี้ของนายสมัคร เท่ากับว่าไม่รู้จักหน้าที่ที่ควรจะทำในฐานะผู้เสนอตนเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อให้ประชาชนเลือก ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ และเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ จึงต้องให้ความสำคัญกับการอธิบายและชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองและพรรคของตัวเอง
หรือแม้แต่การหนีเวทีดีเบตกับหัวหน้าพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะการดีเบตหรือการประชันขันแข่งทางนโยบายเป็นโอกาสของประชาชนที่จะได้พิจารณาวิสัยทัศน์ และความรู้ความสามารถของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ และควรเป็นวัฒนธรรมใหม่ทางการเมืองที่หัวหน้าพรรคทุกพรรคต้องให้ความร่วมมือ
ส่วนวิธีคิดของนายสมัครที่ออกมาท้าทายประชาชนว่า หากไม่ชอบก็อย่าเลือกนั้น สะท้อนความคิดแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและสร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทย เช่นเดียวกับวิธิคิดของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยประกาศว่า จะช่วยเหลือพื้นที่ที่ประชาชนเลือกพรรคไทยรักไทย ก่อนพื้นที่อื่นๆ ซึ่งผู้ที่เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิที่จะแบ่งแยกประชาชน และต้องทำให้ประชาชนทุกขั้วทุกข้างหรือทุกฝ่ายเข้าใจและยอมรับการทำหน้าที่ในฐานะนายกฯ ของตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แต่นายสมัคร กลับเป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดความแตกแยกขึ้นเอง
ด้วยเหตุดังนั้นนายสมัคร จึงไม่เหมาะสมที่จะเสนอตัวเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี รวมทั้งการเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง หรือแม้แต่การเป็นผู้สมัคร สส.เองก็ตาม เพราะบนเงื่อนไขที่สังคมมีความแตกแยกเผชิญหน้าเช่นนี้ สังคมต้องการนายกรัฐมนตรีและนักการเมืองที่มีวุฒิภาวะ มีสติสัมปัชชัญญะ ให้เกียรติกับประชาชนทุกกลุ่ม
จึงไม่มีสาระอะไรที่ประชาชนจะไปรับคำท้า ไม่ชอบอย่าเลือก ของนายสมัคร สุนทรเวช เพราะคนที่เลือกนายสมัครและนายสมัครใส่ใจ ให้เกียรติ และอยากให้เลือกที่สุดชื่อ พตท.ทักษิณ ชินวัตร คนเดียวหาใช่ประชาชนทั่วไปไม่ ประการสำคัญในสมัยที่นายสมัครเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทย นายสมัครก็เคยทำให้พรรคประชากรตกต่ำสุดขีดแต่ก็ไม่มีความรับผิดชอบใดๆ ผมจำได้ว่าหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬพรรคประชากรไทยได้รับเลือกเข้ามาเพียง 7 คนจากเดิมมี สส.ถึงกว่า 40 คน ก็ไม่เห็นความรับผิดชอบอะไรจากนายสมัคร และต่อมานายสมัคร ก็ทิ้งพรรคหนีไปดื้อๆ ด้วยซ้ำ
ยังอยากรับคำท้าคนพันธุ์นี้อยู่อีกหรือ เมื่อคนเลือกเขาไม่ใช่พวกเรา...
|