วันเสาร์ ที่ 20 ตุลาคม 2550
ไม่ต้องกลัวเบาหวาน
Posted by
สุมาอี๋
,
ผู้อ่าน : 77
, 22:03:42 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ผมขอเชิญชวนท่านอาวุโสที่อยู่ใน oknation โดยเฉพาะท่านที่ปลดเกษียรแล้ว และกำลังตกอยู่ในห้วงความทุกข์ เพราะน้ำตาลในเลือดสูง และเมื่อรักษาได้ในระยะหนึ่งแล้ว ยังลดไม่ได้ อาจเป็นเพราะคุณห้ามใจไม่ได้ยังล่อไอสครีมบ้างกาแฟบ้างกินข้าวมากเกินไป ขนมหลังอาหารก็ยังไม่ลด อยู่มาวันหนึ่งคุณหมอบอกคุณว่า ต้องฉีด อินซูลินแล้วละ วันนั้นทั้งลูก เมีย คนใกล้ชิดต่างตกใจ คิดว่าคุณอาการหนัก หรือใกล้ตาย เพราะเขาสรุปว่า คุณกำลังเป็นเบาหวานขั้นสุดท้าย เพื่อนบางคนโทรศัพท์มาแสดงความเป็นห่วงกลัวว่าจะตายในเร็วๆนี้ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์เช่นที่ว่านี้ แต่ความจริงตรงกันข้ามครับท่านจะเชื่อหรือไม่ผมไม่ว่าท่าน คุณหมอที่รักษาผมเล่าให้ฟังว่าขึ้นเครื่องบินไปไกลๆ ตอนเช้าตื่นขึ้นมาไอ้คนที่นั่งข้างๆ งัดเข็ม(ปากกา) แหวะเสื้อตรงท้อง เอาเข็มเสียบพรืดลงไปแล้วเดินยาหน้าตาเฉย ผมเริ่มฉีดอินซูลินตั้งแต่ปี พศ 2543 ครับ เจ็ดปีมาแล้ว บอกได้ครับว่าสะบายครับ น้ำตาลในเลือดครั้งสุดท้ายที่ตรวจ 80 + เอาละครับท่านผู้รู้หลายท่าน กำลังจะบอกว่านั่นก็อันตรายอีกด้านหนึ่งคือ อาการขาดน้ำตาล คนตายเพราะระดับน้ำตาลต่ำมาก เช่นตำกว่า 50 ชอร์คตายมาแล้วหลายๆคน สมัยก่อนคนยังไม่รู้เรื่องนี้ชอร์คตายมาแล้วเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องเตรียม ท็อปฟี่ พกติดตัวเสมอ ไว้ทานตอนน้ำตาลลด ปัญหาอยู่ที่จะรู้ได้อย่างไรว่าระดับน้ำตาลต่ำ คำตอบไม่ใช่เอาที่วัดน้ำตาลติดตัวไว้วัดกันตลอดเวลาไม่ใช่ครับ แต่ต้องมีความชำนาญกับความรู้สึกว่าน้ำตาลลดนั้นเป็นอย่างไร หิวเหมือนหิวโหย เหงื่อแตก หมดแรงเอาดื้อๆ มีคนฉีดยาเช้ามืดแล้วไปตีกอร์ฟ ไม่ได้ทานอาหารเช้า พอตีไปถึงหลุม 7 - 8 เกือบครบรอบ อาจไม่ได้กลับบ้านนะครับ สำหรับผม ทำวิกฤติ ให้เป็นโอกาศ ซื้อน้ำผึ้งสวนจิตรลดาที่บรรจุอยูในหลอดเหมือนหลอดยาสีฟัน(มีขายที่ร้านโรเยลเพลส) บีบใส่ปากเลยครับ อร่อยดีถือโอกาสทานของหวานเสียเลย ผมว่าดีกว่าทอ็ปฟี่ เพราะท็อปฟี่ละลายช้ากว่า เรื่องพรรค์นี้คนไข้ช่วยกันได้ครับไม่ต้องคอยให้หมอบอก
|