• ท่านเจ้าคุณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2007-05-02
  • จำนวนเรื่อง : 931
  • จำนวนผู้ชม : 3969991
  • ส่ง msg :
  • โหวต 3536 คน
หนุ่ม - สุทธิคุณ กองทอง
หนุ่ม - สุทธิคุณ กองทอง http://www.facebook.com/home.php?ref=home,http://sutthikhun.hi5.com,http://innold.blogspot.com/2008/11/inn_24.html
Permalink : http://www.oknation.net/blog/sutku
วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม 2553
Posted by ท่านเจ้าคุณ , ผู้อ่าน : 7240 , 01:28:39 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เรื่อง สุทธิคุณ  กองทอง

ความสุขในร่มกาสาวพัสตร์ ของ...พระมหา ม.ร.ว.นันทวัฒน์ ชยวฑฺฒโน

"คนที่สร้างสมความดีมามากพอจนสำเร็จ ก็จะมีลาภ ยศ และสรรเสริญ ตามฐานะ" ซึ่งเป็นคำนิยามที่ยังเป็นจริงอยู่ โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญ ดังนี้ ๑.รู้จักหาทรัพย์โดยสุจริตและอดทน รู้จักอดออม รู้จักประหยัด รู้จักใช้ รู้จักจ่าย รู้จักเก็บ ก็ย่อมมีลาภ และสรรเสริญ
ตามมาทีหลัง ๒.รู้จักเรียน สร้างเสริมปัญญา และทักษะในการศึกษา และอดทน จนจบการศึกษาสูงๆ หรือประสบความสำเร็จ ก็ย่อมได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ ตามฐานะ
๓.รู้จักแสวงหาความสามารถ ความรู้ ประสบการณ์เพิ่มขึ้น ในการประกอบกิจกรรม พัฒนาการงานและศิลป์ให้ดียิ่งขึ้น ก็ย่อมได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ เพิ่มขึ้นตามฐานะ แต่สิ่งที่ปรากฏชัดให้เห็นในสังคมและในชุมชน กลับกลายเป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ สังคม จึงสร้างค่านิยมขึ้นมาตามความโลภ เอาลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นเกณฑ์วัดความดี ความดีจริงๆ จึงกลายเป็นแค่ฐานรอง เพื่อไปสู่ ลาภ ยศ และสรรเสริญ
แต่นิยามดังกล่าวสวนทางกับความคิดของ พระมหา ม.ร.ว.นันทวัฒน์ พระลูกวัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งท่านกลับมีมุมมองว่า "ลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นสิ่งที่เราไปยึดติดกับมันมากเกินไป พอเรายึดติดมากเท่าใดก็ยิ่งจะกลายเป็นความทุกข์ ดังนั้น การบวชจึงเป็นการลด ละ ในเรื่องของกิเลสไปได้ในระดับหนึ่ง เพราะ ม.ร.ว. เป็นเพียงคำนำหน้าชื่อเท่านั้น" ทั้งนี้ท่านอนุญาตสัมภาษณ์กับ "คม ชัด ลึก" ดังนี้ ...
หลวงพี่บวชด้วยเหตุผลใดครับ?
-จริงๆ อาตมาต้องขอบอกก่อนว่าเริ่มแรกที่เข้ามาบวชเกิดจากเรียนจบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ ม.หอการค้าไทย แล้วกำลังเตรียมเดินทางไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่มาคิดว่าระหว่างรอเดินทางไปเรียน ประกอบกับชีวิตวัยรุ่นเราโลดโผนมาก การไปเรียนเมืองนอกก็เพื่ออยากจะไปเที่ยวดูสิ่งแปลกตา เหมือนได้หนีโยมพ่อโยมแม่สักพักหนึ่ง ชีวิตอาตมาเป็นคนกรุงเทพฯ อยู่ในความดูแลของพ่อแม่ตลอด ความกลัวว่าถ้าเราไปแล้วเราจะอยู่ยังไง ถึงมีญาติอยู่ที่นั่นแต่อาตมาคิดว่าอยากอยู่คนเดียวแบบอิสระมากกว่า ความกลัวมันก็เกิดขึ้นอีกว่า เราจะอยู่ยังไง
ความกลัวตรงนี้มีประโยคหนึ่งแว้บเข้ามาในหัวว่า อยากบวช ซึ่งจริงๆ การบวชเคยคิดตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว พอคิดอยากบวช เราต้องการจะบวช ในใจก็บอกกับตัวเองว่ามันน่าสนใจ โดยคิดว่าเราลองขับรถออกไปไกลๆ พอเจอวัดที่ไหนแล้วเราก็บวชเลย เมื่ออาตมาต้องการแบบนี้จึงบอกโยมพ่อ แต่ท่านตอบว่าถ้าจะบวชต้องบวชนาคหลวง เพราะว่าเราเป็นเชื้อพระวงศ์ จึงต้องมีการกราบทูลขออนุญาต แล้วก็ได้มาบวชที่วัดบวรนิเวศวิหาร ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้จะเข้าวัดน้อยมาก ทำให้ไม่รู้จักว่าวัดบวรฯ อยู่ตรงไหนของกรุงเทพฯ
ตอนที่บอกโยมพ่อว่าอยากบวชท่านรู้สึกอย่างไรครับ?
-โยมพ่อย้ำว่า ถ้าบวชต้องให้ครบพรรษาแล้วค่อยสึก อาตมาฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่า ถ้าคนอื่นทำได้อาตมาก็ต้องทำได้ พอบวชได้ประมาณสองเดือนได้เรียนพระพุทธศาสนา ได้อ่านหนังสือพุทธประวัติที่แต่งโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดบวรฯ ที่เขียนออกมาเป็นแนววิทยาศาสตร์อายุเป็นร้อยกว่าปีแล้ว ทำให้ประทับใจในหนังสือเล่มนี้ ส่งผลให้อาตมารู้เรื่องธรรมะเป็นระบบมากขึ้น จึงคิดว่าอาตมาน่าจะทำอะไรให้พระพุทธศาสนามากกว่านี้ เราน่าจะอยู่ต่อ เพื่อจะได้ศึกษาหลักธรรมะบางอย่างที่เรายังไม่รู้ ถ้าเราสึกออกไปจริงๆ เราคงไม่ได้แตะมันอีกเลยก็ได้
เมื่อไม่ยอมสึกโยมพ่อห้ามอะไรไหมครับ?
-อาตมาถามตัวเองว่าถ้าเราไม่สึก ครอบครัวเราจะเป็นอย่างไร เขาจะเดือดร้อนกันไหม โดยก่อนหน้านี้ขอท่านไว้สองเรื่อง คือ ๑.ถ้าบวชต่อขออย่าห้าม ๒.ถ้าอาตมาอยากสึกก็ขออย่าห้าม เราจะอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ก็เป็นเรื่องของอาตมาเอง แต่โยมพ่อพูดเอาไว้ดีมาก ท่านบอกว่าหน้าที่ของพ่อคือการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี พอเลี้ยงลูกได้ดีแล้ว
ตรงนี้ลูกขอถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเพื่อให้สืบสกุลเพียงอย่างเดียว แต่เราเลี้ยงคนคนนั้นให้เป็นมนุษย์ที่ดี และยังได้บอกโยมแม่ ท่านก็พูดว่า บวชก็ดีนะเพราะเราไม่รู้ว่าเราจะมีหลาน ก็ไม่รู้ว่าหลานจะเป็นคนดีหรือเปล่า หรือแต่งงานไปก็ไม่รู้ว่าภรรยาของลูกจะเป็นคนดีหรือเปล่า เราไม่สามารถรู้อนาคต แต่เรารู้ในสิ่งปัจจุบันว่าลูกเราเป็นคนดี
ก่อนบวชหลวงพี่มีแฟนหรือเปล่าครับ?
-โธ่!... ต้องถามด้วยเหรอ อาตมามีแฟนแล้ว การตัดสินใจตอนนั้นก็ลำบากใจอยู่เหมือนกัน แต่พออาตมากลับมาคิดก็คิดว่าเรายังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว ส่วนโยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ได้ลำบาก ยิ่งเปิดทางให้ และโยมพี่สาวก็ไม่ได้ติดใจอะไร อาตมาคิดว่าโอกาสของความดีที่เปิดกว้างขนาดนี้เราทำไมถึงไม่รีบคว้าเอาไว้ และคงไม่มีเวลาอื่นที่เหมาะสมมากแบบนี้ อาตมาจึงตัดสินใจไม่สึกตั้งแต่บัดนั้น
หลวงพี่รู้สึกอย่างไรกับคำนำหน้านามที่ว่า "ม.ร.ว."?
-จริงๆ แล้ว ความเป็นเชื้อพระวงศ์มันก็เป็นตัวนำหน้าเท่านั้น อาตมาคิดว่าอยู่ที่ความตั้งใจจริงของการบวชมากกว่า ถามว่ามีผลไหม มันก็คงมีผลบ้าง แต่มันก็น้อย เพราะอาตมาไม่ได้ยึดติด การบวชเหมือนเป็นการทดสอบตัวเองมากกว่า อาตมาก็สามารถทำได้ หากมองในเรื่องของกิเลส อย่างน้อยก็ทำให้อาตมาภูมิใจในตัวเอง ระยะเวลานานเข้าอาตมาก็มองว่าความเป็นเชื้อพระวงศ์ไม่ใช่ส่วนสำคัญมากนัก เราต้องมองให้เห็นไตรลักษณ์ เป็นกฎสำคัญแห่งธรรมชาติ ซึ่งมีลักษณะ ๓ อย่าง คือ ๑.อนิจจัง ความไม่เที่ยง ๒.ทุกขัง ความทนอยู่ไม่ได้ ๓.อนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน
เราภูมิใจก็เป็นลักษณะหายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้าอีกครั้งหนึ่งก็ไม่ใช่ลมตัวเดิม เรามีสิทธิคิดในเรื่องของความภูมิใจ เรื่องอาตมา บางเวลาอาตมาก็ลืมคิด จริงๆ มันตัวใหม่ แต่เราไปคิดว่านั่นเป็นลมตัวเดิม เปรียบเทียบเหมือนกับว่า เรามีสิทธิคิดเรื่องความภูมิใจของเรา บางเวลาเราก็ลืมคิด จริงๆ มันตัวใหม่ เรากลับไปคิดว่ามันเป็นตัวเดิม มันก็คือการสะสมกิเลสในตัว
อาตมาบวชนานขึ้นก็กลับมาคิดว่า เราไม่มีภาระ เราต้องประพฤติปฏิบัติตนไว้ให้มั่นคง ภาระนี้เหมือนเราเดินทางขึ้นเขา ถ้าเราเดินตัวเปล่าก็สามารถยืนตัวตั้งตรงแล้วก็เดินขึ้นไปได้อย่างสง่า แต่ถ้าเราต้องแบกเป้หนักๆ ขึ้นเขา แรกๆ เราอาจจะทนได้แต่นานเข้าเราอาจจะเมื่อยล้าจนต้องงอตัวนิดหนึ่ง ก็จะไม่สง่าเหมือนกับคนที่ไม่มีภาระ อาตมามาบวชก็ทำให้ภาระตรงนั้นแทบไม่มีเลย
หลวงพี่เคยคิดสึกบ้างไหม?
-ครั้งหนึ่งอาตมาเคยคิดสึกเหมือนกัน แต่อนาคตอาตมายังไม่รู้ ก็ขอให้เป็นเรื่องของอนาคต คือมีอยู่หนึ่งข้อความของพระท่านหนึ่ง บอกว่า คนเราจะกังวลว่าอนาคตจะสึกหรือเปล่า จริงๆ อาตมาคิดว่าไม่ต้องไปคิดหรอก หากปัจจุบันไม่เสแสร้ง การกระทำเป็นคนตรงและจริงใจ คุณไม่ต้องกลัวอนาคต ตราบใดเป็นคนดีที่จริงทั้งในและนอก อนาคตคุณดีแน่ ถ้าอาตมาอยู่ตรงนี้แล้วมีความสุข อนาคตอาตมาก็อาจอยู่ได้ สาเหตุหลักของการสึกน่าจะมาจากเกิดอุบัติเหตุ หรือป่วยหนัก เพราะความเป็นพระคงอยู่ลำบาก แต่ถ้าป่วยตอน ๘๐ หรือ ๙๐ ก็ปล่อยไปเถอะคงไม่สึกแล้ว
รับนิมนต์ไปบรรยายธรรมบ่อยไหม?
-ไม่ค่อยบ่อยเท่าไร เสียงตอบรับจากญาติโยมก็บอกว่าเป็นการเทศน์ที่ทันสมัย สมัยใหม่ดี แล้วส่วนใหญ่เนื้อหาที่อาตมาเทศน์จะเกี่ยวกับเรื่องศีล ทำอย่างไรถึงไม่ให้ตกนรก และไม่ให้ผิดศีล อาตมาพยายามบอกเขาว่าถ้าเราจะมองธรรมะอะไร อย่าลืมที่จะมองตนเองก่อน โดยไม่ได้มองว่าตัวเองต้องเห็นแก่ตัว เพียงแค่มองตัวเองว่าเรายังขาดจริยธรรมอะไร แล้วก็ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและตนเอง อาตมาก็จะเทศน์คำง่ายที่จะคอยสอนญาติโยม
บางคนบอกว่าไม่คบคนพาล อาตมาคิดว่าตรงนี้ถูก แต่มันด้านเดียว ซึ่งคนคนหนึ่งที่จะเข้ามาหาเรา จึงมีคำพูดที่ว่า ถ้าเราเป็นคนเลว เราจะมีคนรอบตัวอย่างไร ฉะนั้น เริ่มแรกเราจะไม่คบคนพาล เราต้องสร้างอะไรให้เกิดขึ้นกับตัวเราก่อน เพื่อไม่ให้คนพาลเข้ามาหา ดังนั้น เราต้องฝึกจิตใจของเราเอง ๑.ต้องฝึก กาย วาจา ใจ ถามว่าทำยังไง มันก็คือ ศีล ๕ นั่นเอง แต่ของพระต้อง ๒๒๗ ข้อ แล้วถ้าคนเราเข้าใจในเรื่องของศีล ๕ ได้ชัดเจน นั่นแหละก็ทำให้เราไม่คบคนพาลแล้ว เพราะการคบคนพาลก็คือการที่เราประพฤติผิดในศีล จึงไม่สามารถเป็นบัณฑิตได้ คนเรารักษาศีลก็มีบัณฑิตในตัวแล้ว
-บวชมา ๑๑ พรรษา มีมุมมองระหว่างพระเครื่อง พระธรรมอย่างไรครับ?
-อาตมาอ่านในหนังสือของฝรั่งฉบับหนึ่ง เขาเขียนเอาไว้ว่า คนพุทธในประเทศไทยนับถือพระพุทธรูปแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจะนับถือพระพุทธรูปเป็นเหมือนพระเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งสามารถดลบันดาลอะไรให้ตัวเองในบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองปรารถนา ส่วนคนกลุ่มที่สอง คือคนที่นับถือพระพุทธรูปในฐานะเป็นครูบาอาจารย์ เคารพในคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ โดยสร้างองค์พระพุทธรูปขึ้นมาไม่ใช่การดลบันดาล แต่เป็นองค์ที่ใช้ในการเตือนสติ สร้างสติได้ เหมือนกับเราคิดทำอะไรที่ผิด พอคิดถึงคำของครูอาจารย์ เราก็จะงดทำในสิ่งที่ชั่ว หรือทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น
หลวงพี่คิดว่าสองสิ่งนี้อะไรสำคัญกว่ากัน?
-อาตมาอยากอธิบายให้ฟัง ถ้าโยมว่ายน้ำไม่เป็น โยมต้องการห่วงยางไหม ถ้าต้องการเราก็ต้องใช้ทุกครั้งในการว่ายน้ำ แต่ถ้าโยมว่ายน้ำเป็น แล้วโยมยังต้องการห่วงยางอีกหรือเปล่า ห่วงยางคงไม่มีประโยชน์อะไรต่อการว่ายน้ำแล้ว บางคนว่ายน้ำก็ไม่เป็น สะสมห่วงยางเอาไว้เยอะแยะ อาตมามองว่าคนที่สะสมพระเครื่องไว้มากมายก็เหมือนกับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น คนเราถ้าว่ายน้ำไม่เป็นใช้ห่วงยางก็ดี ไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้ามีเยอะๆ เราก็ใช้เพียงอันเดียว หัดว่ายน้ำ หากเรายังใช้ห่วงยางอยู่ตลอด ไม่ฝึกว่าย อาตมาเชื่อว่าชาตินี้ก็ว่ายน้ำไม่เป็น ถ้าเรายังกลัวไม่ยอมเอาห่วงยางออกจากตัว เราก็คงว่ายน้ำไม่เป็นอยู่นั่นเอง
-วางเป้าหมายชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ไว้อย่างไรครับ?
-อาตมาก็คงฝึกตนเองไปเรื่อยๆ แล้วพยายามปฏิบัติตัวในความเป็นพระให้ดีที่สุด แต่สิ่งที่อาตมาทำได้ในปัจจุบันก็คือ อาตมาไม่มีความเครียด ทำจิตใจให้สบาย พยายามไม่อยากได้ของของคนอื่น และพยายามให้ในสิ่งที่ให้ได้ รวมทั้งไม่ผูกพยาบาทผูกโกรธกับใคร
-อยากให้หลวงพี่ฝากธรรมะให้ผู้ที่อ่าน "คม ชัด ลึก" ครับ?
-วันนี้ทำความดีให้มากกว่าความชั่ว จงทำดีเป็นนิสัย เพราะความดีที่เราทำก็ไม่สามารถมีอะไรมาลบล้างได้ อาตมาอยากบอกว่าอย่าไปเชื่อว่า ทำความดีแล้วไปลบความชั่ว สาเหตุที่ลบล้างไม่ได้ ตราบใดที่ผลมันยังไม่เกิดมันก็ไม่ลบ มันไม่จบ แต่เราสามารถทำความดีเพื่อให้ผลแห่งกรรมชั่วมาถึงเราได้ยาก อาตมาเปรียบเทียบเหมือนเราเข้าคิว พอเราทำความดีความดีก็เหมือนเด็กเส้น เราก็สามารถลัดคิวได้ ตอนแรกความชั่วเราเข้าคิวอยู่ที่สอง
ความดีอยู่ที่สามสิบกว่า และถ้าเราขยันทำความดี ความดีก็อาจวิ่งขึ้นมาเข้าคิวอยู่ที่สองหรือที่สามก็ได้ ส่วนความชั่วอาจอยู่รั้งท้ายตามความดีไม่ทัน อาตมาชอบคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ดีจริงๆ ท่านพูดว่า เธอจงลองฟัง ลองประพฤติ ลองฝึกดูก่อน อาตมาคิดว่าคงไม่มีศาสนาใดในโลกทำได้แบบนี้
---------ล้อมกรอบ 1----------
ชาติภูมิ
พระมหา ม.ร.ว.นันทวัฒน์ ชยวฑฺฒโน อายุ ๓๓ ปี พรรษาที่ ๑๑ เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๑๖ เกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ บิดา ม.จ.มงคลเฉลิม ยุคล มารดา หม่อมบงกชปริยา ยุคล มีพี่น้อง ๓ คน คือ ม.ร.ว.ศรีเฉลิม ยุคล (กาญจนภู) ม.ร.ว.อุรรัตนา ยุคล การศึกษาจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และกำลังศึกษาปริญญาโทคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อุปสมบท วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เวลา ๑๔.๓๒ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ โดยมี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมสิริสารเวที เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา ชยวฑฺฒโน
---------ล้อมกรอบ 2-----------
ความรู้สึกโยมพ่อโยมแม่ ม.จ.มงคลเฉลิม-หม่อมบงกชปริยา ยุคล กล่าวว่า ครั้งแรกที่พระ ม.ร.ว.นันทวัฒน์ มาบอกว่าเรียนจบแล้วจะไม่ขอไปเมืองนอก แต่จะขอบวช พอเราได้ฟังคำขอของท่านก็รู้สึกดีใจ ก็ได้ขอท่านว่าถ้าจะบวชก็ขอให้บวชสัก ๑ พรรษา ถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจะขอให้เป็นนาคหลวง ท่านก็ตอบตกลง แล้วก็บวชตามที่เราขอคือ ๑ พรรษา "พอบวชได้ ๑ พรรษา ท่านก็บอกว่า โยมพ่อไม่โกรธนะ ถ้าอาตมาจะอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ต่อไป ผมก็บอกว่า โยมพ่อไม่ว่า ท่านจะอยู่ หรือท่านจะสึกโยมพ่อไม่ว่า แต่ถ้าเป็นพระไม่ดี โยมพ่อจะมาเหยียบพระ พอมาถึงวันนี้ท่านบวชมา ๑๑ พรรษา ผมก็รู้สึกดีกับท่านด้วย เพราะท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมได้เป็นอย่างดี และตอนนี้ท่านก็กำลังศึกษาปริญญาโทอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ" ม.จ.มงคลเฉลิม-หม่อมบงกชปริยา กล่าว

ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ WhO? Magazine ฮู แมกกาซีน 

ทุกวันที่ 1 และวันที่ 16 ของเดือน

http://www.whoweeklymagazine.com/





สมัครสมาชิก WhO? Magazine ฮู แมกกาซีน

วันนี้ รับเหรียญยันต์ 5 แถว หนุนดวง  

มูลค่า 1,000 บาท(ฟรี)


สอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ 

โทร.086-389-5835 

โทรสาร