พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อวัดหยุด 29-31 ที่ผ่านมาฉันตัดสินใจไม่กลับบ้านต่างจังหวัด แต่เลือกที่จะไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าน้ำโจนตามคำชวนของพี่ซีเพื่อนร่วมงานที่บริษัทแทน ใครเลยจะคาดคิดว่าในคืนวันที่ 28 ฉันยังเต้นเย้วๆๆ สนุกสนานสุดเหวี่ยงอยู่หน้าเวทีในงานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัท วันรุ่งขึ้นฉันต้องลุกขึ้นมานุ่งขาวห่มขาวถือศีล 8 ปฏิบัติธรรม อยู่ในป่าที่วัดป่าน้ำโจน จ.พิษณุโลก เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ซะแล้ว มันเป็นไปได้หรือ เป็นฉันจริงๆ หรือนี่ ฉันตัดสินใจรับปากพี่ซีไปโดยไม่ได้ทราบข้อมูลอะไรมากมายนัก รู้แต่ว่าฉันอยากจะบวช ประกอบกับว่าฉันกำลังมองหาวัดอยู่แต่ไม่ยักจะถูกใจสักที เพราะฉันไม่ชอบใช้ชีวิตหรือทำอะไรที่อยู่ตาราง ที่ต้องเป๊ะ เป๊ะ มากนัก (แหม..มันช่างพอดี้ ...พอดีเลยค่ะพี่ซี)
พระอาจารย์อังคาร อัคคธัมโม วัดป่าน้ำโจนที่อยู่ติดภูเขาเป็นวัดป่าที่อยู่ในป่าไม่ใช่วัดบ้านที่อยู่ในเมืองอย่างที่ฉันคุ้นเคยวิถีปฎิบัติก็ต่างกันที่นี่จะเน้นไปทางการปฏิบัติธรรม การฝึกจิต การเจริญสมาธิ มากกว่าการรับกิจนิมนต์ตามงานต่างๆ วัดป่าน้ำโจนมีพระจำพรรษาอยู่ 2 รูปคือหลวงพ่ออังคารและครูบาซิ่ว วันแรกที่ไปมีคนบวชอยู่ก่อนแล้ว 3 คน พ่อวันที่ 2 ก็เหลือเพียงแต่ฉันกับพี่ซี 2 คน ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ มีแต่การจุดเทียนเพื่อให้แสงสว่างขณะสวดมนต์ทำวัดเย็นเท่านั้น ภายในบริเวณวัดเป็นป่าที่ร่มรื่นและสงบมาก เป็นป่าล้วนๆ ซึ่งมันจะรู้สึกได้ถึงความเย็นสบายสงบใจอย่างแปลกประหลาด มีแต่เสียงจากธรรมชาติ มีกุฎิให้นอนคนละหลัง แต่ละกุฏิก็จะทำด้วยหลังคามุงแฝก ด้านข้างจะมุงด้วยผ้าดิบ และจะอยู่แยกห่างกันจากกันเป็นโยชน์ ข้างๆกุฎิจะมีที่สำหรับการเดินจงกรมที่เป็นส่วนตัว ในวันแรกฉันนึกปลอบใจตัวเองตลอดว่า ฉันต้องอยู่ให้ได้ ไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว ฉันต้องไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ผีก็ไม่กลัว แต่พอเอาเข้าจริงๆ ฉันกลับกลัวขึ้นมาดื้อๆ ไหนจะเป็นเพราะความมืดสนิทเพราะวันที่ไปมันอยู่ในช่วงเดือนแรม ฉันเองก็เพิ่งเข้าใจเอาตอนนี้เองว่า ไอ้ความ"มืดตึ้ดตื๋อ"มันเป็นยังไง แม้แต่แบบลางๆ ก็ไม่มีให้เห็น พอได้ยินเสียงลมพัดใบไม้ ฉันก็คิดทึกทักไปเองว่าเป็นเสียงใครกำลังเดินมาหรือป่าวว่ะ?? ทั้งๆ ที่ความจริงไม่มีอะไรเลย เมื่อเข้าไปอยู่ในกุฎิฉันตัดสินใจรีบนอนให้หลับโดยเร็ว เพื่อสยบความกลัวให้หมดไป คืนแรกผ่านไปด้วยดี คืนที่ 2 ความกลัวเริ่มที่เคยมีหายไป ความกล้าเข้ามาแทน เพราะฉันรู้แล้วมันไม่มีอะไรจริงๆ จะมีก็แต่สิ่งที่ฉันคิดไปเองจินตนาการไปเองทั้งนั้น จะให้นอนอีกสักกี่คืนฉันก็นอนได้แล้ว ฉันตืนเช้าขึ้นมาพร้อมกับเสียงของไก่ป่าที่พร้อมใจขันรับอรุณ ตอนประมาณตี 5 โดยไม่ต้องมีใครมาคอยปลุกให้ตื่น คุณยาย (โยมอุปถาก) บอกว่า "บางวันก็จะได้ยินเสียงสุนัขจิ้งจอกหอนรับกันตอนดึกๆ นู๋ไม่ต้องตกใจ เพราะเค้าจะหอนอยู่ไกลๆ ไม่เข้ามาภายในเขตวัดหรอก" คุณยายบอกฉันอย่างนั้น แต่นับว่าเป็นโชคดีของฉันเพราะในคืนที่ฉันนอน เจ้าหมาป่าไม่ยักจะมาหอนให้ฉันได้ยิน(ยังไงฉันก็นึกขอบคุณเจ้าหมาป่า) อากาศในตอนเช้าก็ช่างหนาวเหลือเกิน ฉันนอนแบบไม่กล้าพลิกตัว เหมือนราวกับว่าความหนาวมันจะแทรกตัวผ่านแผ่นไม้ที่ฉันนอนขึ้นมาประมาณนั้นเลยแหละ ในช่วงเช้าที่หลวงพ่อไปบิณฑบาตรคือเวลา 6.30 น. ฉันก็ช่วยกันเก็บกวาดใบไม้ที่ลานวัด และไปช่วยพี่จุ๋มทำครัวเพื่อเตรียมอาหารสำหรับฉันเช้า จนถึงเวลา 8.30 น. ก็ได้เวลาฉันอาหารเช้า ฉันก็เพิ่งรู้เดี่ยวนั้นเองว่าธรรมเนียมของพระป่าเค้าจะฉันกันเพียงมื้อเดียวเท่านั้น ภาชนะก็ต้องเป็นภาชนะเดียว วิธีการฉันก็ฉันกับมือ เพราะถ้าฉันกับช้อนปุ๊บถือเป็น 2 ภาชนะทันที แต่ก็ยังพออนุโลมให้คนที่ถือศีล 8 อย่างฉันให้กินกับช้อนได้ ภาชนะที่ใช้กินของฉันก็มีขนาดพอๆกับน้องๆ ของกะละมังเลยหล่ะ โดยมีครูบาซิ่วสอนวิธีการจัดเตรียมอาสนะที่ถูกต้องให้กับฉัน พอประมาณเวลาบ่าย 3 โมงก็ฉันน้ำปานะ หลังจากนั้นก็ทำกิจส่วนตัว จนถึงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ก็จะมารวมกันทำวัตรสวดมนต์เย็น พร้อมกับฟัง-สนทนา ธรรมะจากหลวงพ่อ และการเจริญสมาธิ ในวันนั้นหลวงพ่อถามฉันว่า "เคยนั่งภาวนาบ้างมั้ยอ้อย เป็นเวลานานซักเท่าไหร่หล่ะ" ฉันพนมมือขึ้นไว้ที่หน้าอกพร้อมกับตอบหลวงพ่อว่า "อย่างมากสุดก็แค่ครึ่งชั่วโมงเองค่ะหลวงพ่อ" หลวงพ่อบอก "ก็ยังดี ...ถ้างั้นวันนี้เอาสัก 1ชั่วโมงแล้วกันนะอ้อยนะ" ฉันตอบ ค่ะ..ได้ค่ะ (แต่ในใจฉันก็นึกว่าว่าโห.....ตั้ง 1 ชม.เลยเหรอ..จะไหวมั้ยเนี่ยฉัน) เพียงแค่ 10 นาทีแรกผ่านไป ฉันก็เริ่มจะเปลี่ยนท่าซะแล้ว ขยุกขยิกไม่ได้หยุด หลุกหลิกๆ นั่งผิดท่าบ้างหล่ะ เหน็บมันกินบ้างหล่ะ เดี๋ยวข้างนี้เมื่อย เดี๋ยวข้างโน้นเมื่อย แถมท้องเจ้ากรรมดันมาผูกเอาช่วงนี้อีก เกรงใจคนอื่นก็เกรงใจ ขยับแต่ละที กลืนน้ำลายแต่ละครั้ง บางทีก็มีเสียงท้องร้อง (แต่ฉันมั่นใจน่ะไม่ใช่ท้องฉันที่ร้อง) เอาเป็นว่าได้ยินกันหมดแล้วกัน เพราะนั่งกันอยู่แค่ 6-7 คน ก็มันเงียบซะขนาดนั้นคิดดูเอาเองแล้วกัน เฮ้อ....กว่าจะครบ 1 ชม.ได้ จิตฉันมันฟุ้งซ่านไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้ เดี๋ยวคิดถึง Hi5 คิดถึงที่บ้าน คิดถึงคนนั้น คนนี้บ้างหล่ะ แต่ก็ดีน่ะ มันก็เหมือนการที่เราได้หยุดมองตัวเอง หยุดมองจิตตัวเอง ว่าตัวเราคิดอะไร กังวลอะไร พุทธ..โธ...พุทธ..โธ มันวกไปก็เรียกกลับมาอยู่นั่นแหละ ชักเย่อกันไปชักเย่อกันมา นั่นก็แสดงว่าเรายังมีสติอยู่ หลวงพ่อบอกฉันอย่างนั้น มาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ฉันได้เรียนรู้อะไรจากที่นี่เยอะ (สำหรับฉัน) แต่ดูเหมือนว่าจะน้อย (สำหรับคนอื่น) เพราะฉันคิดว่ามันคือการเริ่มต้นที่ดีสำหรับตัวฉัน ถึงฉันจะไม่เข้าขั้นกับเค้าก็ตามเถอะ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันมีความตั้งใจที่จะหันมาการปฎิบัติต่อเนื่องมากขึ้น พร้อมกับการสัญญากับตัวเองว่าคราวหน้าเวลาฝึกเจริญสมาธิอีก ฉันจะต้องนิ่งให้ได้มากกว่านี้ให้จงได้ ตอนนี้ขอเวลาไปฝึกปรือวิทยายุทธก่อน และจะกลับไปอีกครั้งเมื่อมีโอกาสงามๆ บรรยากาศภายในวัด
ธรรมะกับธรรมชาติ
สภาพภายในกุฎิ
สภาพภายในกุฎิ ทางเดินจงกรมใกล้กุฎิ ป่าล้อมรอบกุฎิ กับน้องม้งเด็กวัดผู้น่ารัก
มีเพียงอุปกรณ์ให้แสงสว่างในกุฎิ พี่ซีเพื่อร่วมงานผู้ซาดิส (อิอิอิ)
หิวก็กินน้ำเท่านั้นค่ะ "เจ้าม้ง"ผู้สวดมนต์ที่เก่งสุดยอด
สำหรับใครที่สนใจพอมีเวลาว่างและคิดอยากจะไปปฏิบัติธรรมเพื่ออยากลองฝึกตนเอง ฝึกจิต ฝึกใจ ฝึกสมาธิ ก็ลองดูน่ะค่ะ"วัดป่าน้ำโจน"อาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับใครหลายคนที่กำลังมองหาสถานที่ปฎิบัติธรรมกันอยู่ ถ้าชอบแบบที่มีแต่ความสงบไม่วุ่นวาย ไม่ชอบชีวิตแบบในตาราง ชอบความเป็นกันเองแบบไม่อึดอัด และชื่นชอบที่จะฟังเสียงธรรมชาติอย่างแท้จริง ก็ลองดูน่ะค่ะ แล้วจะรู้ว่าวีถีปฎิบัติของพระป่ากับพระบ้านที่เราคุ้นเคยกันอยู่นั้นมันแตกต่างกันยังไง แต่ถ้ายังไม่แน่ใจในตัวเองยังกล้าๆ กลัวๆกันอยู่ อายคนรอบข้าง หรือกลัวคนเค้าจะหาว่าเรา"บ้าไปซะแล้ว" บ้างหละ "ใจเป็นของเรา เราเป็นคนกำหนดเอง" ทำดีไม่เห็นต้องคิดกันนานเลย (จริงมั้ยพี่ซี) ก็ลองเข้าไปดูข้อมูลในเวบกันก่อนได้นะค่ะ แล้วจะรู้ว่า "อัศจรรย์แห่งความสุข" มันเป็นกันยังไง ฝากไว้ให้คิดกันเล่นๆน่ะค่ะ"ความสุขที่เรารู้จักกันนั้น แท้จริงแล้ว ก็เป็นเพียงความสุขชั่วครั้งชั่วคราว เป็นความสุขแบบโลก ๆ ที่ปิดบังความจริง คือความทุกข์ เอาไว้เท่านั้นคนในโลกรู้จักแต่ความสุขที่ต้องอิงอาศัยคนอื่น อิงอาศัยสิ่งอื่น เมื่อยังต้องพึ่งคนอื่น พึ่งสิ่งอื่น เราก็ยังต้องตกเป็นทาสของคนนั้น สิ่งนั้นเรื่อยไปแท้จริงแล้ว ความสุขที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งอื่นเลย แต่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เพียงด้วยการมีสติ คอยรู้ทันความจริงที่เกิดขึ้นกับกายกับใจของเราเท่านั้น"
|
| ดอยอินทนนท์ | ||
ไปทำงาน บ่ได้ไปเที่ยวน่ะ |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||