พิมพ์หน้านี้
|
อาสาฬห..วันพระแบบพรต(ไทเซนโพธิสัจ) วันอาสาฬหบูชาปีนี้ ถูกกระแสปราสาทเขาพระวิหาร กลบซะจนกลายเป็นจืด ขนาดปิดเบิ้ลชนเสาร์อาทิตย์นับนิ้วได้วันหยุดตั้ง ๔ วัน ครอบครัวที่มีพี่น้อง คลานจากท้องแม่โดยมีพ่อเป็นผู้ผลิตร่วมกันถึง ๘ คน แตกหน่อไปเป็นหลาน ๒๔ ขยายแฟนไชน์ระดับเหลนอีก ๘ รวม ๓ รุ่นตั้ง๔๐คนนี่ ใช้คำว่าฝูงเบ้อเริ่มได้เลยไม่กระดากปาก ปีนี่พากันแบกหน้า มาให้เห็นไม่ถึง ๕ พระหน่อ ....พี่น้อง,ลูกหลาน,และเหลน ได้ถูกระบบการศึกษาไทยกระทำย่ำยี พรากพี่น้องเครือญาติ ไปไกลจากบ้านเกิด ดุจดั่งแตกกระสานซ่านเซ็น ยิ่งเรียนสูงยิ่งไปอยู่ห่างบ้านถาวรยิ่งขึ้น จนกลายเป็นคนแปลกหน้า ในมาตุภูมิแท้ๆของตน ที่น่าหดหู่ยิ่ง ก็คือคนรุ่นลูกหลานเหลน มันพูดภาษาอีสาน ปั้นข้าวเหนียวแบบน่าตบกระโหลกเอามากๆ เขากลายพันธุ์เป็นคนไทย พูดภาษาไทยกรุงเทพฯ แต่งตัวแบบเด็กสยามพารากอน อย่างเสมือนจริงแนบเนียนสนิทจริงๆ กำพืดความเป็นลูกข้าวเหนียวเสี่ยวอีสาน มีเหลือติดตัวพวกเขาลางเลือนเหลือเกิน แล้วจะกล่าวไปใย..ไกลไปจนถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่น ...ก็ยังดี ที่เช้าวันนี้เขายังพากันแหกขี้ตาตื่น ไปซื้ออาหารคาวหวานถุง ใส่บาตรที่วัดประจำคุ้ม สายหน่อยก็แบกเทียนใหญ่,หิ้วถังสังฆทานหรูๆที่มีตราห้างใหญ่ติด ซึ่งเป็นของฮิตสูงสุด ในการทำบุญเข้าพรรษา ตามที่คนส่วนใหญ่พากันเข้าใจ ถ้าไปที่วัดอื่น หลวงตาก็จะกรุณายะถาสัพพีให้แล้วไล่กลับ แต่ถ้าพลัดหลงเข้ามาในสถานบำเพ็ญพรตมหาญาณโพธิสัจ ที่นี่ อย่าได้หวังว่า ญาปู่จะปล่อยให้ลอยนวลกลับบ้านง่ายๆ มันต้องขัด(ใจ)กันมากหน่อย นานๆเจอกันที.. ..ณ ที่นี่(สวนบุญมูลนิธิมหาญาณโพธิสัจมหาสารคาม)ไม่ว่า จะเป็นวันอะไรไม่เกี่ยว เวลา๑๐.๓๐น. เสียงน๊อตกระแทกแป็บเหล็กจะถูกญาปู่เคาะ ๓ ครั้ง เป็นอันรู้กันว่า หลังเสียงหมาพากันหอนประกอบแล้ว เราจะขึ้นไปสวดมนต์ที่ศาลาฉัน หลังขนาดที่จิ๊กจกพิการวิ่งรอบได้โดยลิ้นไม่ห้อย ญาปู่จะนำสวดมนต์ทำวัตรเช้า แบบภาษาอ่าน(ไม่สวดแบบทำนอง) พร้อมคำแปลทุกบทเป็นคำกลอน (สำนวนแต่งของญาปู่) ใช้เวลาสวดประมาณ ๑๕ นาที แล้วนั่งปราณฌาน(เฝ้ามองลมหายใจเข้า-ออก) ฟังพุทธญาณทัสนะธรรมที่ท่านญาปู่นำแสดง ต่ออีก๑๕ นาที .. ..ประมาณ๑๑.๐๐ น. ก็ถวายผลาหารเจไท(อาหารจากพืชผัก ปราศจากผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ทุกระดับชีวิต) ที่ญาปู่จะจัดรวมลงในบาตรเดียว ..ถวายเสร็จรับพรทั้งภาษาบาลี-ไทย หลังจากนั้นญาปู่ก็จะลงมือฉัน ในขณะที่ธรรมจารีที่มาร่วมบุญ ก็ลงมือรับประทานอาหารไปพร้อมกัน ..ช่วง๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น.โดยประมาณ เป็นช่วงสนทนาไต่ถามข้อสงสัยกันโดยสะดวก ในทุกเรื่องราวของทุกมิติชีวิต วันอาสาฬหบูชาปีนี้ ญาปู่ช่วยขยายความให้พวกเราได้ฟังอย่างไตร่ตรองร่วมกันว่า "..เราต้องเข้าใจร่วมกันก่อนนะว่า แรกเริ่มเดิมที พระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้สนใจวันพระวันเจ้าอะไร? เพราะท่านถือว่าทุกวัน ล้วนเป็นวันสำคัญเสมอเสมือนกันทั้งหมด มาวันหนึ่งพระเจ้าพิมพิสาร ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วกราบทูลว่า "นักบวชในวินัยอื่น เขามีวันประชุมสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรม คำสั่งสอนในศาสดาาของเขา แต่ว่าในธรรมวินัยของพระองค์ยังไม่มี " พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ จึงทรงทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ ประชุมสนทนาและแสดงพระธรรมเทศนา ทั้งแก่หมู่สงฆ์และแก่ศรัทธาประชาชนทั่วๆไป ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยถือเอาวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ค่ำ ทั้งข้างขึ้นข้างแรมเป็นวันพระ หรือวันธรรมสวนะ .. โดยมีจุดมุ่งหมายหลัก เพื่อกำหนดประชุมฟังธรรม ไม่ใช่วันหิ้วอาหารถุงไปรุมใส่บาตรพระ กันจนเหลือล้น หิ้วถังสังฆทานโง่ๆ ไปขายขี้เท่อจนแน่นวัดเหมือน ที่คนยุคใหม่ยุคดิจิตอล เป็นบ้ากันทำอย่างทุกวันนี้.. ลองพากันเปิดดูข้างในถังที่ซื้อกันแพงๆมาดูซิ ผ้าอาบน้ำฝนก็ทั้งบางทั้งสั้น ยิ่งกว่าผ้านุ่งหญิงจ้ำบ๊ะ กระดาษชำระเช็ดก้นแรดก็สะดุ้ง มันหยาบหนาระดับน้องๆกระดาษทราย ถ้ายังคิดอยากจะทำบุญแบบปัญญาอ่อนอย่างนี้อยู่ ก็ควรจะไปหาซื้อแบบแยกชิ้น คัดเลือกสินค้าดีๆสมราคา ใส่ถังมาถวายก็ได้ อย่าไปซื้อถังแบบยาชุดที่พ่อค้าขี้โลภ มันหลอกเราไว้.. ...วันพระที่ตรงกับวันข้างขึ้นหรือข้างแรม๑๔ หรือ๑๕ค่ำ ภาษาพระเขาเรียกว่าวันอุโบสถ ชาวบ้านเรียกว่าวันพระใหญ่ ช่วงบ่ายๆพระไทยทั้ง๒นิกายคือมหานิกาย(พระบ้าน) กับพระธรรมยุติ(พระป่า) จะต้องไปลงอุโบสถ คือไปรวมกันที่วัดศูนย์กลางของชุมชน ที่มีพระสามารถท่องจำพระปาฎิโมกข์ได้ประจำอยู่ เพื่อทำพิธีปลงอาบัติ (สารภาพผิดต่อหน้าพระองค์อื่น โดยไม่ต้องรอให้ถาม) เพื่อพากันฟังพระปาฎิโมกข์(วินัยของสงฆ์)จนจบ แล้วก็แยกย้ายกันกลับวัดใครวัดมัน มันน่าเสียดายที่สงฆ์ไทย ใช้ภาษาบาลีกันเป็นหลัก ในตลอดพิธีลงอุโบสถ มีแต่อุๆอังๆกุๆกะๆ ฟังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร? พิธีทั้งหมดเลยกลายเป็นแค่พิธีกรรม ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไร? หนักๆเข้าสงฆ์ส่วนใหญ่เลยเหมาเข่งคิดเอาว่า การลงอุโบสถ กลายเป็นพิธีล้างบาปแบบชาวคริสต์ไปเลย บาปอะไรที่ตัวเองทำมา มาลงอุโบสถแล้ว บาปก็จะหาย ซึ่งนับว่าเป็นความคิด ที่ผิดพลาดและเป็นบ่อนทำลายศีลวินัยได้อย่างดียิ่ง ทั้งๆที่จุดมุ่งหมายหลัก คือการมาร่วมกันศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมของพระแต่ละองค์ว่า การปฏิบัติตัวของตน ผิดศีล,ผิดวินัยข้อไหน? มีวิธีการจะปรับปรุงแก้ไขตนเองอย่างไร? เพื่อไม่ให้ทำผิดหนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้นไปกว่านี้.. ..วันพระวันนี้ ทางการไทยถือว่าเป็นวันอาสาฬหบูชา อ่านออกเสียงว่า อา+สาน+หะ+บูชา แปลตามพยัญชนะว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๘ ตรงกับภาษาแขกว่า อาฬหปุณณมี ซึ่งผู้รู้โบราณ ได้ คำนวณคาดเดากันมายาวนานแล้วละว่า เป็นวันเดียวกันกับการแสดง "ปฐมเทศนา" ที่พระพุทธองค์แสดงธรรมเป็นครั้งแรก ต่อสาธารณชนกรุ๊ปแรก คือปัญจวัคคีย์ทั้ง๕ (โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ) ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน(สวนกวาง) ใกล้กรุงพาราณสี ..ธรรมะที่ท่านทรงแสดงครั้งแรกนี้ มาตั้งชื่อภายหลังว่า ธรรมจักกัปปวัตนสูตร (พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม) เมื่อทรงแสดงธรรมจบ ได้เกิดปรากฎการณ์ ตามสำนวนภาษาคัมภีร์ว่า.. ..ว่ากันตามภาษาคุ้นลิ้นเราๆท่านๆก็ต้องว่า พอเทศน์จบ สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทราบโดยวาระจิตว่า โกณฑัญญะเข้าใจในธรรมชัดแจ้งแล้ว(ดวงตาเห็นธรรม) จึงทรงเปล่งอุทานว่า อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะโภ โกณฑัญโญ" แปลว่า " โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ" ตรัสรับรองแค่นี้ ท่านโกณฑัญญะ ก็กลายเป็นพระพุทธะอริยะ นามว่า อัญญาโกณฑัญญะ เป็นปฐมภิกษุองค์แรก ตั้งแต่บัดนั้นทันที จึงถือว่าเป็นวันที่พระรัตนตรัยเกิด ครบองค์ 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สมบูรณ์แล้ว.. ไม่ต้องแห่ต้องโห่ ตั้งวงเลี้ยงโต๊ะจีนเหมือนสมัยทุกวันนี้.. (มีต่อ๒) Taimk |
| ส่งเสด็จสู่สวรรค์สวรรยา | ||
ด้วยระลึกถึงพระกรุณาธิคุณ |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||