พิมพ์หน้านี้
|
สมณะเป็นพระหรือไม่?
...วันนี้ขอต่อ จากข่าวการชกหน้าสมณะ อีกครั้ง ที่เมื่อวานได้ค้นพระไตรปิฎกเรื่องสีของจีวร วันนี้มาว่ากันเรื่องประเด็น สมณะเป็นพระหรือไม่? ก็ต้องพาย้อนกลับไปเริ่มต้น ตั้งแต่ต้นตอผู้ให้กำเนิด "สมณะชาวอโศก" นั่นก็คือสมณะโพธิรักษ์ หรือพ่อท่านผู้นำศรัทธาของญาติธรรมอโศกทุกระดับ ...นาย มงคล รักพงษ์ เกิดที่ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ บิดาเสียชีวิต ตั้งแต่ท่านยังเล็ก มารดาได้มาประกอบอาชีพที่ จ.อุบลราชธานี เรียนจบชั้นมัธยมปลายในกรุงเทพฯ ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง แผนกวิจิตรศิลป์ และ ได้เปลี่ยน ชื่อเป็น รักรักพงษ์ ขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่างนี้ เรียนจบแล้ว ท่านได้เข้าทำงาน ที่ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (พ.ศ. ๒๕๐๑) โดยเป็นผู้จัดรายการเด็ก, รายการการศึกษา และรายการวิชาการต่างๆ จนมี ชื่อเสียง ในสมัยนั้น ทั้งยังเป็นครูพิเศษสอนศิลปะตามโรงเรียนต่างๆ ด้วย ..รัก รักพงษ์ มีความสามารถในศิลปการประพันธ์ ทั้งเรื่องสั้น สารคดี บทกวี บทเพลง โดยเฉพาะ เพลง "ผู้แพ้" ได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยนั้น (พ.ศ.๒๔๙๗ - พ.ศ.๒๔๙๘) และเพลงที่ประกอบภาพยนต์ เรื่องโทน เช่น เพลงฟ้าต่ำแผ่นดินสูง เพลงชื่นรัก เพลงกระต่ายเพ้อ (ทำให้วงThe Imposible) มีชื่อเสียงโด่งดัง ) เป็นต้น ..ต่อมาได้อุปสมบทที่ วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ในคณะ ธรรมยุติกนิกาย(พระป่า) เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับฉายาว่า "พระโพธิรักขิโต" มี พระราชวรคุณ เป็นอุปัชฌาย์ ...วันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๖ เข้ารับการสวดญัตติฯ เป็นพระของคณะมหานิกาย(พระบ้าน) อีกคณะหนึ่ง โดยมีพระครูสถิตวุฒิคุณ เป็นอุปัชฌาย์ ..วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ประกาศลาออกจาก มหาเถร สมาคม ซึ่งการกระทำเช่นนี้เรียกว่า "นานาสังวาส" และ มีสิทธิที่จะ ได้รับ ความคุ้มครอง ตามมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ...ปี 2532 มหาเถรสมาคมทำพิธีปัพพาชนียกรรม(ขับคณะอโศกออกจากหมู่สงฆ์ไทย) ..ปี 2538 ถูกดำเนินคดีในศาลยุติธรรม จนศาลพิพากษาถึงที่สุดไม่ให้แต่งกายเหมือนพระสงฆ์ไทย ชุดแต่งกายของพระสงฆ์ในสันติอโศกจึงเป็นเช่นที่เห็นในปัจจุบัน คือไม่ใช่สีเหลืองแต่ออกคล้ำดำ ..ตามมาถึงตอนนี้ ถ้าว่ากันตามกฎหมายไทย นักบวชชาวอโศก ก็ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์ไทย ภายใต้การควบคุมของมหาเถรสมาคม ซึ่งท่านรับรองความเป็นพระตามกฏหมาย ไว้เฉพาะ ๑. มหานิกาย(พระบ้าน) ..ถ้าพิจารณากันอย่างตรงไปตรงมา ไม่เอียงเทเข้าฝ่ายได้ พ่อท่านสมณโพธิรักษ์ ได้บวชในคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย และญัติเข้าในหมู่สงฆ์คณะมหานิกาย ครบ๒หมู่สงฆ์ใหญ่ ในมหาเถรสมาคมไทย ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยันว่าท่านได้ลาสิกขาบท (ลาสึกออกมาเป็นฆราวาส) ต่อให้หมู่สงฆ์จะทำพิธีปัพพาชนียกรรม (โดยไม่ได้เรียกนักบวชชาวอโศกเข้าไปกระทำพิธีต่อหน้า ตามพุทธบัญญัติ) แค่ขับออกจากหมู่สงฆ์ใหญ่ ก็ไม่น่าจะทำให้ความเป็นพระ ของพระรัก โพธิรักขิโต สิ้นสุดยุติลงได้ และวิถีชีวิตที่ผ่านมาของท่านจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่มีนัยใดๆส่อให้เห็นว่า ท่านได้ดำรงชีวิตเยี่ยงฆราวาส ตรงกันข้ามท่านกับมีวิถีชีวิตเยี่ยงนักบวชในสมัยพุทธกาล ที่เคร่งครัดแบบแตะต้องสัมผัสได้ คนจำนวนมากมายจึงยอมรับความเป็นพระพุทธสาวกของท่าน ฉะนั้นหมู่สมณะชาวอโศกทุกองค์ ก็ย่อมเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ของแท้ของจริงเช่นกัน ..และได้ข่าวมาว่า พ่อท่านและคณะนักบวชชาวอโศก อุตส่าห์ถอยออกมาทำบัตรประจำตัวประชาชน เปลี่ยนคำเรียกขานจาก พระ มาเป็นสมณะแล้ว แต่งกายก็ไม่เหมือนหมู่สงฆ์ไทย โดยท่านใช้ผ้าสีออกน้ำตาลเข้ม การครองผ้าก็เห็นชัดว่า แตกต่างไม่สำรวยกระตุ้งกระติ้งเหมือนพระบ้าน และไม่ดูอึม ครึมเคร่งเครียดเหมือนพระป่าแต่อย่างใด? แล้วสงฆ์หมู่ใหญ่ จะไล่จะบี้ขยี้ต้อนนักบวชอโศกท่านไปถึงไหนกันหนอ? ..ในบทสวดบทสังฆคุณ ระบุไว้ชัด ถึงคุณสมบัติของพระสงฆ์สาวกไว้ ๙ ประการคือ ๑. สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ แปลว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว ๒. อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ แปลว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเข้าเป็นผู้ปฏิบัติตรง ๓. ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ แปลว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง ๔. สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ แปลว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติสมควร ๕. อาหุเนยฺโย แปลว่า เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย หรือผู้ควรแก่ของคำนับ ๖. ปาหุเนยฺโย แปลว่า เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ หมายถึง พระสงฆ์สาวกเป็นผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูกทาง และเป็นผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว ๗. ทกฺขิเณยฺโย แปลว่า เป็นผู้ควรแก่ทักษิณาทาน(บริจาคทานอุปถัมภ์) ๘. อญฺชลิกรณีโย แปลว่า เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้ ๙. อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส แปลว่า เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า ..ผู้ที่มีองค์คุณเหล่านี้ ถึงจะถือว่าเป็นพุทธสาวก เป็นพระอริยบุคคล ๔ คู่ ๘ บุคคล ซึ่งท่านเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่ในมรรคผลทั้งสิ้น คือ ..ทั้ง๙ ข้อคุณสมบัติของพระสงฆ์พุทธสาวก ก็ไม่มีคำความใดระบุว่าจะเป็นพระได้ต้องมีมหาเถรสมาคมรับรอง ความเป็นพระจึงขึ้นอยู่กับสภาวะธรรมเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด นักบวชท่านใดมีสังฆคุณทั้ง๙ก็ย่อมเป็นพระสงฆ์ได้เช่นเดียวกัน มิใช่หรือ ..ไม่ใช่ว่าญาปู่เอง ก็ออกจากหมู่สงฆ์ใหญ่(ธรรมยุตินิกาย) โดยไม่ได้กล่าวคำลาสิกขาบท(ลาสึก) มาครองเพศนักบวช ในนามนักพรต ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับชาวอโศก ทั้งๆที่ไม่ใช่ชาวอโศก แล้วมาเขียนบล๊อคเข้าข้างกัน แต่ว่าโดยความเป็นนักบวช โดยวิถีชีวิตที่ดำเนินในเส้นทางของพรหมจรรย์เส้นทางนี้ จะเรียกชื่อนำหน้ากันว่าพระ จะเรียกว่าสมณะ จะเรียกว่านักพรต ก็น่าจะมีความสำคัญน้อยกว่า สภาวะธรรม ข้อวัตรปฏิปทา ที่ท่านพากันปฏิบัติ น่าจะสำคัญกว่าการรับรองของคณะสงฆ์ใหญ่ ในประเทศใดๆหรอกกระมัง .. Taimk |
| ส่งเสด็จสู่สวรรค์สวรรยา | ||
ด้วยระลึกถึงพระกรุณาธิคุณ |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||