พิมพ์หน้านี้
|
การเห็นธรรมในพุทธศาสนาคืออะไร ??? การเห็นธรรม เป็นผลลัพธ์และอานิสงส์ที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคได้ถูกต้องตรงตามธรรมแล้ว ธรรมดังกล่าวคือสัจจะสภาวะแห่งอริยสัจ ๔ อันประกอบด้วย ทุกข์อริยสัจ ๑ ทุกข์สมุทัยอริยสัจ ๑ ทุกข์นิโรธอริยสัจ ๑ และทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ๑ การกำหนดรู้ หมายถึง การทำความกำหนดเรื่องราวที่ทำการพิจารณาให้ถูกต้องถ่องแท้ตรงตามความเป็นจริง เมื่อมีการกำหนดเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งได้ถูกต้องถ่องแท้ตรงตามความเป็นจริงแล้ว จึงจะได้ชื่อว่ากำหนดรู้เรื่องนั้นแล้ว การเห็นธรรม จึงมีนัยหมายถึงการกำหนดรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ อริยสัจ ๔ ได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ความว่า พิจารณาได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง หมายถึง พิจารณาได้ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขของเรื่องราวนั้น คือ มีการพิจารณาเห็นความนัยแห่ง อริยสัจ ๔ ได้ตรงตามนัยแห่งพระธรรมวินัยของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ความว่า ตรงตามเงื่อนไขที่แท้จริงของหลักคำสอนทางพุทธศาสนา หมายถึง ตรงตามเงื่อนไขของสภาวะที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ ในหลักคำสอนทางพุทธศาสนา คือ เป็นเงื่อนไขที่มีความสอดคล้อง สมนัย และสมจริงกับหลักคำสอน หลักการและเหตุผลแห่งคำสอน หลักการปฏิบัติตนตามคำสอน ผลลัพธ์และอานิสงส์แห่งการปฏิบัติตนตามคำสอนของพระผู้มีพระภาค ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ อริยสัจ ๔ โดยประการทั้งปวง การทำความกำหนดเรื่องราวที่พิจารณาให้ถูกต้องถ่องแท้ตรงตามสภาวะที่แท้จริงตามความเป็นจริงตามนัยดังกล่าวข้างต้นนี้ ในทางพุทธศาสนาหมายถึงการพิจารณาโดยแยบคาย ที่มีชื่อเรียกโดยทับศัพท์ว่า โยนิโสมนสิการ ดังนั้น การเห็นธรรม จึงต้องอาศัย โยนิโสมนสิการ เพื่อทำความกำหนดเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ อริยสัจ ๔ ให้ตรงตามเงื่อนไขที่แท้จริง คือ มีความสอดคล้อง สมนัย และสมจริงกับหลักคำสอนของพระผู้มีพระภาคโดยประการทั้งปวง โดยหลักการ การเห็นสัจธรรม เป็นผลลัพธ์และอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมที่ชื่อ โยนิโสมนสิการ ได้ควรแก่ธรรมแล้ว สัมมาทิฏฐิ เป็นผลลัพธ์และอานิสงส์ของ การเห็นสัจธรรม การปฏิบัติธรรมที่ชื่อ อริยมรรค ๘ เป็นผลลัพธ์และอานิสงส์ของการถึงธรรมที่ชื่อ สัมมาทิฏฐิ แล้ว และ วิชชาและวิมุตติ เป็นผลลัพธ์และอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมที่ชื่อ อริยมรรค ๘ ได้สมควรแก่ธรรมแล้ว ตามลำดับ ดังนั้น การปฏิบัติธรรมที่ชื่อ โยนิโสมนสิการ จึงควรจะเป็นสิ่งแรกที่บุคคลผู้ปฏิบัติพึงศึกษาหาความรู้ เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจแก่นแท้แห่ง โยนิโสมนสิการ ให้ถูกต้องถ่องแท้ เพราะหากไม่สามารถปฏิบัติธรรมที่ชื่อ โยนิโสมนสิการ ได้ควรแก่ธรรมแล้ว ย่อมจะไม่มีเหตุปัจจัยอันควรแก่การบรรลุถึงการมี ธรรมจักษุ ได้ ซึ่งนั่นมีนัยหมายถึง จะไม่มีโอกาสมองเห็นความนัยของสัจจะสภาวะที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ ได้โดยประการทั้งปวง เมื่อไม่สามารถกำหนดรู้เรื่อง อริยสัจ ๔ ก็ย่อมไม่มีเหตุปัจจัยอันควรแก่การเข้าถึงความเห็นที่ถูกต้องในสัจจะสภาวะแห่ง อริยสัจ ๔ นั่นคือ ไม่มีโอกาสเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเป็น สัมมาทิฏฐิ เมื่อไม่ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิก็ย่อมไม่สามารถปฏิบัติธรรมที่ชื่อ อริยมรรค ๘ ได้ควรแก่ธรรม เมื่อไม่สามารถปฏิบัติธรรมชื่อ อริยมรรค ๘ ได้ควรแก่ธรรมก็ย่อมไม่สามารถบรรลุธรรมที่ชื่อ วิชชาและวิมุตติ ได้โดยประการทั้งปวง. สภาพแห่ง การเห็นธรรม มิได้เกิดจากการอ่านคัมภีร์พระไตรปิฎกแล้วสรุปใจความสำคัญได้ครบถ้วน การจดจำสาระสำคัญของพระสูตรต่าง ๆ ในคัมภีร์พระไตรปิฎกได้แม้ทั้งหมด มิใช่การเห็นธรรม เป็นเพียงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการอ่านแล้วทรงจำไว้ ต่อเมื่อสามารถพิจารณาเห็นความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของสภาวะเหล่านั้นได้ครบถ้วนทั้งหมดจึงจะเรียกว่า เห็นธรรม นั้น สภาพแห่ง การเห็นธรรม จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลผู้ศึกษาได้ศึกษาพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาค มีการวิเคราะห์ความนัยต่าง ๆ ได้ตรงตามสภาวะที่แท้จริงตามความเป็นจริง เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างความนัยทั้งหลายได้ เป็นผู้มีการกระทำตนได้ถูกต้องตรงตามนัยแห่งการปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยนี้. องค์ความรู้ที่เกิดจาก การเห็นธรรม เป็นองค์ความรู้ใหม่ในภายในที่เกิดจากการพิจารณาเห็นสัมพัทธภาพระหว่างธรรมทั้งหลายอย่างชัดเจนดีแล้ว จึงมีความแตกต่างไปจากองค์ความรู้ตามความทรงจำที่ได้มาจากการอ่านหรือการรับรู้จากภายนอกอย่างชัดเจน เหมือนสภาพความแตกต่างระหว่างแสงจันทร์กับแสงเทียนย่อมพิจารณาเห็นได้อย่างชัดเจน ฉันใดฉันนั้น. ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นจึงรู้ได้ด้วยตนเองว่าเห็นธรรมนั้นโดยไม่ต้องมีผู้ใดบอกว่าได้เข้าถึงสภาวะที่พิจารณาเห็นสภาวธรรมนั้น ๆ แล้ว ความนัยดังกล่าวนี้ผู้เห็นธรรมย่อมจะประจักษ์แจ้งได้ในโอกาสแห่งการเข้าถึง ธรรมจักษุ นั้น.ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น บุคคลผู้ศึกษาผู้ทำการสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธรรมและสภาวธรรมอันเนื่องด้วย อริยสัจ ๔ ทั้งหลายทั้งปวงที่แสดงอยู่ในพระสูตรต่าง ๆ ในคัมภีร์พระไตรปิฎก แล้วสามารถแทงตลอดความนัยทั้งหลายทั้งปวง ย่อมมีเหตุปัจจัยอันก่อให้เกิดสภาวะที่เรียกว่าการมี ธรรมจักษุ เพราะเห็นธรรมที่ชื่อ อริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง สภาวะที่เรียกว่า ธรรมจักษุ หมายถึง การพิจารณาเห็นความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกันระหว่างหลักคำสอน หลักการและเหตุผลแห่งคำสอน หลักการปฏิบัติตามคำสอน และผลแห่งการปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคว่า มีความสัมพันธ์กับสัจจะสภาวะที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ อย่างไร ๆ เป็นการแทงตลอดความนัยทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับอริยสัจ ๔ ในพระธรรมวินัยของพระองค์ว่า สัจจะสภาวะเหล่านี้มีความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันอย่างไร คือ พิจารณาเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัจจะสภาวะแห่งทุกข์ ทุกข์สมุทัย ทุกข์นิโรธ และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาว่ามีสัมพัทธภาพระหว่างกันและกันอย่างไรนั่นเอง การเห็นสัจธรรม โดยนัยดังกล่าวข้างต้น เป็นสภาวธรรมอันเป็นไปภายในที่รู้แจ้งได้เฉพาะตน ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมรู้ชัดว่าเห็นธรรมนั้น สมจริงดังคำสรรเสริญที่กล่าวว่า พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง ไม่ขึ้นอยู่กับกาล ควรน้อมเข้ามาในตน ควรเรียกให้ผู้อื่นมาดู อันวิญญูชนจะพึงรู้แจ้งได้เฉพาะตน บทสรุปของการเห็นธรรมที่เรียกว่า ธรรมจักษุ คือ การมีองค์ความรู้ในความนัยของสัจจะสภาวะที่เรียกว่า ทุกข์ ทุกข์สมุทัย ทุกข์นิโรธ |