• ธัชชะ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-11-20
  • จำนวนเรื่อง : 28
  • จำนวนผู้ชม : 8029
  • จำนวนผู้โหวต : 53
  • ส่ง msg :
บนเส้นทางแห่งการเรียนรู้
:: เรียนรู้พุทธธรรมใต้แสงเทียน ::
Permalink : http://www.oknation.net/blog/tajji
วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน 2551
การเห็นธรรมในพุทธศาสนาคืออะไร ???
Posted by ธัชชะ , ผู้อ่าน : 285 , 20:24:03 น.   | หมวดหมู่ : เสียงจากสวนธรรม  
พิมพ์หน้านี้


การเห็นธรรมในพุทธศาสนาคืออะไร  ???

          “  การเห็นธรรม  ”   เป็นผลลัพธ์และอานิสงส์ที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคได้ถูกต้องตรงตามธรรมแล้ว    ธรรมดังกล่าวคือสัจจะสภาวะแห่งอริยสัจ      อันประกอบด้วย     ทุกข์อริยสัจ       ทุกข์สมุทัยอริยสัจ      ทุกข์นิโรธอริยสัจ       และทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ      

          “  การกำหนดรู้  ”    หมายถึง    การทำความกำหนดเรื่องราวที่ทำการพิจารณาให้ถูกต้องถ่องแท้ตรงตามความเป็นจริง   เมื่อมีการกำหนดเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งได้ถูกต้องถ่องแท้ตรงตามความเป็นจริงแล้ว   จึงจะได้ชื่อว่ากำหนดรู้เรื่องนั้นแล้ว    “  การเห็นธรรม  ”   จึงมีนัยหมายถึงการกำหนดรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ   “  อริยสัจ    ”   ได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง    

          ความว่า     “  พิจารณาได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง  ”    หมายถึง   พิจารณาได้ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขของเรื่องราวนั้น  คือ  มีการพิจารณาเห็นความนัยแห่ง  “  อริยสัจ    ”  ได้ตรงตามนัยแห่งพระธรรมวินัยของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

          ความว่า   “  ตรงตามเงื่อนไขที่แท้จริงของหลักคำสอนทางพุทธศาสนา  ”   หมายถึง     ตรงตามเงื่อนไขของสภาวะที่เรียกว่า   “  อริยสัจ    ”   ในหลักคำสอนทางพุทธศาสนา     คือ    เป็นเงื่อนไขที่มีความสอดคล้อง   สมนัย   และสมจริงกับหลักคำสอน   หลักการและเหตุผลแห่งคำสอน   หลักการปฏิบัติตนตามคำสอน   ผลลัพธ์และอานิสงส์แห่งการปฏิบัติตนตามคำสอนของพระผู้มีพระภาค   ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ   “  อริยสัจ    ”   โดยประการทั้งปวง

          การทำความกำหนดเรื่องราวที่พิจารณาให้ถูกต้องถ่องแท้ตรงตามสภาวะที่แท้จริงตามความเป็นจริงตามนัยดังกล่าวข้างต้นนี้   ในทางพุทธศาสนาหมายถึงการพิจารณาโดยแยบคาย    ที่มีชื่อเรียกโดยทับศัพท์ว่า  “ โยนิโสมนสิการ ”   ดังนั้น  “  การเห็นธรรม ”  จึงต้องอาศัย  “  โยนิโสมนสิการ  ”   เพื่อทำความกำหนดเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ  “ อริยสัจ   ”   ให้ตรงตามเงื่อนไขที่แท้จริง   คือ   มีความสอดคล้อง  สมนัย  และสมจริงกับหลักคำสอนของพระผู้มีพระภาคโดยประการทั้งปวง

          โดยหลักการ   “  การเห็นสัจธรรม  ”  เป็นผลลัพธ์และอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมที่ชื่อ  “  โยนิโสมนสิการ  ”  ได้ควรแก่ธรรมแล้ว    “  สัมมาทิฏฐิ  ”   เป็นผลลัพธ์และอานิสงส์ของ   “  การเห็นสัจธรรม  ”      การปฏิบัติธรรมที่ชื่อ   “  อริยมรรค    ”  เป็นผลลัพธ์และอานิสงส์ของการถึงธรรมที่ชื่อ  “  สัมมาทิฏฐิ  ”   แล้ว    และ  “  วิชชาและวิมุตติ  ”   เป็นผลลัพธ์และอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมที่ชื่อ   “  อริยมรรค    ”   ได้สมควรแก่ธรรมแล้ว      ตามลำดับ

          ดังนั้น   การปฏิบัติธรรมที่ชื่อ  “ โยนิโสมนสิการ ”  จึงควรจะเป็นสิ่งแรกที่บุคคลผู้ปฏิบัติพึงศึกษาหาความรู้   เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจแก่นแท้แห่ง  “  โยนิโสมนสิการ  ”   ให้ถูกต้องถ่องแท้     เพราะหากไม่สามารถปฏิบัติธรรมที่ชื่อ  “  โยนิโสมนสิการ  ”   ได้ควรแก่ธรรมแล้ว    ย่อมจะไม่มีเหตุปัจจัยอันควรแก่การบรรลุถึงการมี  “  ธรรมจักษุ  ” ได้   ซึ่งนั่นมีนัยหมายถึง   จะไม่มีโอกาสมองเห็นความนัยของสัจจะสภาวะที่เรียกว่า  “  อริยสัจ  ”  ได้โดยประการทั้งปวง   เมื่อไม่สามารถกำหนดรู้เรื่อง  “  อริยสัจ  ”       ก็ย่อมไม่มีเหตุปัจจัยอันควรแก่การเข้าถึงความเห็นที่ถูกต้องในสัจจะสภาวะแห่ง “ อริยสัจ  ”    นั่นคือ   ไม่มีโอกาสเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเป็น   “  สัมมาทิฏฐิ  ”    เมื่อไม่ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิก็ย่อมไม่สามารถปฏิบัติธรรมที่ชื่อ   “  อริยมรรค    ”  ได้ควรแก่ธรรม    เมื่อไม่สามารถปฏิบัติธรรมชื่อ   “  อริยมรรค    ”   ได้ควรแก่ธรรมก็ย่อมไม่สามารถบรรลุธรรมที่ชื่อ   “  วิชชาและวิมุตติ  ”   ได้โดยประการทั้งปวง.

          สภาพแห่ง   “  การเห็นธรรม  ”  มิได้เกิดจากการอ่านคัมภีร์พระไตรปิฎกแล้วสรุปใจความสำคัญได้ครบถ้วน     การจดจำสาระสำคัญของพระสูตรต่าง   ในคัมภีร์พระไตรปิฎกได้แม้ทั้งหมด   “  มิใช่การเห็นธรรม  ”    เป็นเพียงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการอ่านแล้วทรงจำไว้     ต่อเมื่อสามารถพิจารณาเห็นความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของสภาวะเหล่านั้นได้ครบถ้วนทั้งหมดจึงจะเรียกว่า   “  เห็นธรรม  ”   นั้น

          สภาพแห่ง   “  การเห็นธรรม  ”   จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลผู้ศึกษาได้ศึกษาพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาค   มีการวิเคราะห์ความนัยต่าง    ได้ตรงตามสภาวะที่แท้จริงตามความเป็นจริง     เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างความนัยทั้งหลายได้     เป็นผู้มีการกระทำตนได้ถูกต้องตรงตามนัยแห่งการปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยนี้.

                องค์ความรู้ที่เกิดจาก   “  การเห็นธรรม  ”   เป็นองค์ความรู้ใหม่ในภายในที่เกิดจากการพิจารณาเห็นสัมพัทธภาพระหว่างธรรมทั้งหลายอย่างชัดเจนดีแล้ว    จึงมีความแตกต่างไปจากองค์ความรู้ตามความทรงจำที่ได้มาจากการอ่านหรือการรับรู้จากภายนอกอย่างชัดเจน     เหมือนสภาพความแตกต่างระหว่างแสงจันทร์กับแสงเทียนย่อมพิจารณาเห็นได้อย่างชัดเจน   ฉันใดฉันนั้น.   ด้วยเหตุผลดังกล่าว     ผู้ใดเห็นธรรม    ผู้นั้นจึงรู้ได้ด้วยตนเองว่าเห็นธรรมนั้นโดยไม่ต้องมีผู้ใดบอกว่าได้เข้าถึงสภาวะที่พิจารณาเห็นสภาวธรรมนั้น ๆ  แล้ว     ความนัยดังกล่าวนี้ผู้เห็นธรรมย่อมจะประจักษ์แจ้งได้ในโอกาสแห่งการเข้าถึง   “  ธรรมจักษุ  ”   นั้น.

          ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น     บุคคลผู้ศึกษาผู้ทำการสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธรรมและสภาวธรรมอันเนื่องด้วย   “  อริยสัจ    ”   ทั้งหลายทั้งปวงที่แสดงอยู่ในพระสูตรต่าง ๆ  ในคัมภีร์พระไตรปิฎก     แล้วสามารถแทงตลอดความนัยทั้งหลายทั้งปวง    ย่อมมีเหตุปัจจัยอันก่อให้เกิดสภาวะที่เรียกว่าการมี   “  ธรรมจักษุ  ”   เพราะเห็นธรรมที่ชื่อ   “  อริยสัจ    ”   ด้วยตนเอง

          สภาวะที่เรียกว่า    “  ธรรมจักษุ ”   หมายถึง     การพิจารณาเห็นความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกันระหว่างหลักคำสอน     หลักการและเหตุผลแห่งคำสอน     หลักการปฏิบัติตามคำสอน    และผลแห่งการปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคว่า     มีความสัมพันธ์กับสัจจะสภาวะที่เรียกว่า   “  อริยสัจ    ”   อย่างไร     เป็นการแทงตลอดความนัยทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับอริยสัจ     ในพระธรรมวินัยของพระองค์ว่า     สัจจะสภาวะเหล่านี้มีความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันอย่างไร   คือ   พิจารณาเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัจจะสภาวะแห่งทุกข์  ทุกข์สมุทัย     ทุกข์นิโรธ    และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาว่ามีสัมพัทธภาพระหว่างกันและกันอย่างไรนั่นเอง

          “  การเห็นสัจธรรม  ”   โดยนัยดังกล่าวข้างต้น     เป็นสภาวธรรมอันเป็นไปภายในที่รู้แจ้งได้เฉพาะตน     ผู้ใดเห็นธรรม     ผู้นั้นย่อมรู้ชัดว่าเห็นธรรมนั้น     สมจริงดังคำสรรเสริญที่กล่าวว่า   พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง     ไม่ขึ้นอยู่กับกาล     ควรน้อมเข้ามาในตน      ควรเรียกให้ผู้อื่นมาดู     อันวิญญูชนจะพึงรู้แจ้งได้เฉพาะตน 

          บทสรุปของการเห็นธรรมที่เรียกว่า   “  ธรรมจักษุ  ”   คือ     การมีองค์ความรู้ในความนัยของสัจจะสภาวะที่เรียกว่า     ทุกข์     ทุกข์สมุทัย     ทุกข์นิโรธ