พิมพ์หน้านี้
โรงเรียนบ้านน้ำโฉ เป็นโรงเรียนเล็กๆในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 4 นครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ในหมู่ 6 ต.ท้องเนียน อ.ขนอม มีจำนวนนักเรียนเพียงแค่ 100 คนเศษ ทำการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมปีที่1-6 นักเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานคนในตำบลท้องเนียนและบางส่วนในตำบลควนทองซึ่งอยู่ติดกัน โรงเรียนดังกล่าวมีพระครูไพโรจน์คณาภิบาล หรือพ่อท่านสหัช อดีตเจ้าคณะอำเภอขนอมที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นแกนนำในการจัดสร้างขึ้นร่วมกับประชาชนเพื่อให้ลูกหลานของคนทั้งสองตำบลมีที่เรียนหนังสือใกล้บ้าน เนื่องจากความไม่สะดวกในการเดินทางในอดีต ปัจจุบันโรงเรียนบ้านน้ำโฉ สะดวกสบายมากขึ้นจากถนนลาดยางที่ตัดผ่านหน้าโรงเรียนมานานนับสิบปีแล้ว แต่วันนี้ บรรดาผู้ปกครองนักเรียนกว่า 120 คนกำลังไม่สบายใจกับการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนที่พวกเขาลงทุนลงแรงสร้างขึ้นมากับหยาดเหงื่อแรงกาย
ก่อนหน้านี้ในห้วงปี 2548เคยมีข่าวและการสำรวจความเป็นไปได้ว่าพื้นที่อ่าวเตล็ดใหญ่ซึ่งมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เงียบสงบ สามารถมองเห็นเกาะสมุยได้อย่างชัดเจนจะถูกผลักดันจาก อบจ.นครศรีธรรมราชให้เป็นโครงการท่าจอดเรือยอชท์ระดับอินเตอร์ มีการใช้งบประมาณศึกษาความเป็นไปได้และมีการจัดสัมมนากันในประเด็นดังกล่าวอย่างคึกคักในพื้นที่อำเภอขนอมมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ภาคเอกชนและหน่วยงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างพากันขานรับที่จะเห็นโครงการที่อาจปลุกชีวิตฟื้นฟูการท่องเที่ยวของอำเภอขนอมรอบใหม่แต่จู่ๆก็กลับมามีข่าวการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อก่อสร้างอู่ซ่อมเรือมาแทน
น่าแปลกที่ว่า ในขณะที่ชาวบ้านจับกลุ่มโจษขานกันถึงโครงการดังกล่าวกันลั่นร้านกาแฟ โครงการขนาดใหญ่ระดับนั้นยังไม่มีการขออนุญาตก่อสร้างจาก อบต.ท้องเนียนและอำเภอขนอมเจ้าของพื้นที่แต่อย่างใด ในขณะที่ อบต.เองก็เหมือนไม่รู้ไม่เห็นว่ามีการทำโครงการ ไม่เห็นแม้กระทั่งรถสิบล้อของผู้กว้างขวางคนหนึ่งในอำเภอดอนสักที่วิ่งเข้าวิ่งออกขนดินมาถมพื้นที่ดังกล่าวนับพันรถ ในขณะเดียวกัน ยังมีข่าวหลายกระแสกระเซ็นออกมาจากสภากาแฟว่า มีการเดินทางเข้ามาสำรวจระดับความลึกของน้ำทะเลในบริเวณอ่าวท้องเนียน อ่าวเตล็ดใหญ่โดยผู้มาทำการสำรวจอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทยูโนแคล มีการว่าจ้างเรือสปีดโบ๊ตจากชาวบ้านในบ้านแขวงเภา หมู่ที่ 2 ต.ท้องเนียนออกไปใช้ในการสำรวจร่องน้ำอยู่นานนับเดือน โดยเจ้าของเรือไปทำการเก็บเงินค่าเช่าเรือที่ใช้สำรวจจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม บริษัท ปตท.จำกัดมหาชน และยังมีข่าวแพลมมาอีกว่าโครงการดังกล่าวหาได้เป็น"อู่ซ่อมเรือ"อย่างที่มีการปล่อยข่าวออกไป หากแต่เป็นโครงการย้ายฐานปฏิบัติการ OFFSHORE จากจังหวัดสงขลาของบริษัทยูโนแคลทั้งหมดมาตั้งอยู่ที่ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม โดยว่าจ้างให้บริษัทซีทรานเฟอรี่ออกหน้าเป็นเจ้าของโครงการแทน อ่านแล้วเริ่มเห็นเค้าอะไรลางๆบ้างไหมครับ ย้อนกลับมาที่ผลของการออกมาเคลื่อนไหวผ่านหน้าภูมิภาคของหนังสือพิมพ์มติชนเพียงฉบับเดียวของอดีตที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้รับการขานรับด้วยการลงมาตรวจสอบโครงการดังกล่าวของคนระดับรองนายกอบจ.นครศรีธรรมราชพร้อมกับคำให้สัมภาษณ์ว่าจะติดตามตรวจสอบโครงการดังกล่าวอย่างเข้มข้น และจี้ให้จังหวัดนครศรีธรรมราชชี้มูลความผิดต่อผู้เกี่ยวข้องที่ปล่อยให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีการทำประชาพิจารณ์ลักษณะนี้ได้อย่างไร สวนทางกับกระแสข่าวแบบยังไม่สิ้นควันปืน อำเภอขนอม ร่วมกับอบต.ท้องเนียนและโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมจัดประชุมชาวบ้านเพื่อทำประชาพิจารณ์กรณีดังกล่าวขึ้นที่โรงเรียนบ้านน้ำโฉ ในเดือนพ.ย. 2549 ผลสรุปของชาวบ้านออกมาว่า ชาวบ้านต้องการเห็นโครงการพัฒนาในพื้นที่ดังกล่าว และการกล่าวอ้างว่ามีการบุกทำลายป่าชายเลน ตามข่าวนั้นยังไม่มีหลักฐาน ชัดเจนเพราะที่ดินของบริษัทที่ใช้ทำโครงการมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ส่วนจะมีการบุกรุกเกินกว่าเอกสารสิทธิหรือไม่นั้นคงต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเสียก่อน แต่ไม่มีการพูดถึงรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและโครงการดังกล่าวเป็นโครงการอะไรกันแน่ ระหว่างอู่ซ่อมเรือกับโรงแยกก๊าซหรือฐานปฏิบัติการบนฝั่งของยูโนแคล ธันวาคม 2549 อบจ.นครศรีธรรมราชเดินเกมรุกด้วยการเจรจาขอถ่ายโอนโรงเรียนบ้านน้ำโฉจากสังกัดสำนักงานเขตการศึกษา 4 ไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีการพูดคุยกันเฉพาะในระดับผู้บริหารอบจ.ผู้บริหารเขตการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนซึ่งมีการสอบถามความสมัครใจที่จะอยู่สอนที่โรงเรียนเดิมในสังกัดใหม่คือ อบจ.หรือจะเลือกย้ายไปสอนในโรงเรียนอื่นก็มีการจัดหาตำแหน่งลงให้ ส่วนนักเรียนและผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องดังกล่าวแม้แต่น้อย 9 มกราคม 2550 อบจ.นครศรีธรรมราชรับศักราชใหม่ด้วยการรับถ่ายโอนโรงเรียนบ้านน้ำโฉ(อ่านข่าวประชาสัมพันธ์ อบจ.นครศรีธรรมราชในล้อมกรอบ) หลังการถ่ายโอนมีเพียงผู้อำนวยการโรงเรียนและผู้ช่วยที่ยืนยันอยู่กับโรงเรียนเดิมในสังกัดใหม่ ส่วนครูผู้สอน 4 คนตัดสินใจขอย้ายไปสอนที่โรงเรียนอื่น มีการประกาศรับสมัครงานหลายตำแหน่ง ทั้งครูที่จะมาสอนแทนครูเก่าที่ย้ายออกไป นักการภารโรง ธุรการ แม่ครัว รวมหลายตำแหน่ง โดยผู้บริหารอบจ.ยืนยันจะพิจารณาโดยการคัดเลือกคนในพื้นที่ก่อน ทำให้เกิดความคึกคักในหมู่ชาวบ้านที่รับรู้ข่าว แม้จะยังไม่มั่นใจการถ่ายโอนโรงเรียนของลูกหลานไปสังกัดอบจ.ซึ่งดูจะเป็นฝ่ายการเมืองแต่ด้วยความหวังจะได้ฝากฝังให้พี่น้อง-ลูกหลานเข้าทำงานกับหน่วยราชการ จึงดูเหมือนว่าเวลานั้นไม่มีใครใส่ใจจะสอบถามถึงอนาคตของโรงเรียนบ้านน้ำโฉนอกจากรับรู้เพียงว่าโรงเรียนจะได้งบประมาณมาพัฒนาโรงเรียนตามคำชี้แจงของฝ่ายบริหาร อบจ.ที่บอกว่ามีงบประมาณของตัวเองอยู่เต็มกระเป๋าไม่ต้องรอของบจากหน่วยงานไหน 9 กุมภาพันธ์ 2550 คล้อยหลังไปเพียงเดือนเดียว น้ำตาลที่ว่าหวานกลับพานกลายเป็นขม วิโรจน์ ศรชัย อบต.หมู่6และประสาน ทองใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านหมู่เดียวกันเป็นแกนนำนัดชาวบ้านกว่า100 คนมาชุมนุมที่โรงเรียน ความไม่พอใจพุ่งเป้ามาสู่ตัวผู้บริหารโรงเรียนคือนายกฤษฎา เพ็งจันทร์ ผู้อำนวยการ เมื่อผลการรับครูใหม่มาทำการสอนที่โรงเรียนบ้านน้ำโฉ 4 ตำแหน่งล้วนกลายเป็นคนต่างถิ่น มีเพียงตำแหน่งแม่ครัวที่เป็นภรรยาของผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน กระแสความไม่พอใจของชาวบ้านที่อุตส่าห์ฝากฝังลูกหลาน ญาติพี่น้องแล้วไม่สมหวังเริ่มก่อตัวเหมือนไฟที่กำลังคุกรุ่น ส่วนสาเหตุที่เหมือนกับการเติมเชื้อฟืนลงในกองไฟแห่งความโกรธแค้นของชาวบ้านก็คือวันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ก่อนมาชุมนุมเมื่อผู้ปกครองและคณะกรรมการโรงเรียนขออนุญาตใช้สถานที่และเครื่องเสียงของโรงเรียนเพื่อจัดงานเลี้ยงส่งครูที่ขอย้ายตัวเองไปสอนที่อื่นแต่ปรากฏว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่อนุญาตและยังทำการล็อกกุญแจประตูห้องเก็บเครื่องเสียง ทำให้ชาวบ้านรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงจนมีการเคลื่อนไหวชุมนุมและยื่นคำขาดต้องการให้ย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนออกไปให้พ้นพื้นที่ มิฉะนั้นชาวบ้านจะตอบโต้ด้วยการย้ายลูกหลานทั้งหมดออกไปเรียนที่โรงเรียนอื่น ทว่าการชุมนุมในวันดังกล่าวยังไม่อาจสรุปผลด้วยว่าตัวผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งเป็นต้นเรื่องไม่อยู่ที่โรงเรียน 12 กุมภาพันธ์ ชาวบ้านมารวมตัวกันอีกครั้งในจำนวนที่มากกว่าเดิม ในเงื่อนไขที่เข้มข้นขึ้นก็คือ การเรียกร้องครั้งนี้ชาวบ้านไม่ยอมเสมอ ผลต้องออกมามีเพียงแพ้หรือชนะเท่านั้น หากชาวบ้านแพ้ หมายถึงผู้อำนวยการโรงเรียนยังอยู่สบายดีในตำแหน่งเดิม ชาวบ้านจะย้ายลูกหลานออกจากโรงเรียนบ้านน้ำโฉทั้งหมด แต่หากชาวบ้านชนะ นั่นหมายความว่าอบจ.ต้องย้ายผู้อำนวยการออกไป ส่วนครูคนใหม่ที่มาสอนเด็กถึงจะไม่ใช่คนในพื้นที่ตามที่ อบจ.เคยสัญญากับชาวบ้านก่อนการถ่ายโอน ชาวบ้านก็ไม่ติดใจ แต่ในวันนั้นก็ยังไม่อาจสรุปผลเพราะไม่มีคนจาก อบจ.มาร่วมประชุมด้วย 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก ชาวบ้านที่ยังคาใจนอนไม่หลับกับผลการเรียกร้องนัดรวมตัวกันอีกครั้งในตอนบ่าย โดย อบจ.ส่งนายคมกฤช บุณยเกียรติ รองนายกฯเดินทางมารับเรื่องร้องเรียนกับชาวบ้านที่เวลานั้นต้องการผลสรุปเพียงข้อเดียวก็คือการย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนออกไปจากพื้นที่ ส่วนการเข้ามาสังกัด อบจ.ของโรงเรียนชาวบ้านไม่ติดใจ แต่หากอบจ.ไม่สามารถจัดการย้ายผู้อำนวยการออกไปตามที่ชาวบ้านต้องการได้ ชาวบ้านก็จะตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยเหตุผลที่ว่า ไม่มีอบจ. โรงเรียนบ้านน้ำโฉก็ต้องอยู่ได้ ผลสรุปของการประชุมวันนั้น รองนายกฯคมกฤชแจ้งว่าตนเองไม่มีอำนาจสั่งย้ายใคร แต่จะกลับไปเปิดประชุมฝ่ายบริหารอบจ.เป็นการด่วนเพื่อยืนยันความต้องการของชาวบ้าน แต่จะขอเวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ชาวบ้านตกลงในเงื่อนไขและสลายการชุมนุม ยกเว้นแกนนำอย่างวิโรจน์ ศรชัย สมาชิก อบต.หมู่ 6 ที่ไม่พอใจการ "ซื้อเวลา" ของ อบจ.และวอล์คเอาท์เดินออกจากการประชุมไปก่อนหน้าแล้ว รายงานเรื่องนี้ยังมีภาคต่อในลักษณ์ "สงครามตัวแทน"ครับคุณผู้อ่าน คนปักษ์ใต้เขาพูดกันว่า ก็"หนัง"เพิ่งจะเริ่มฉาย"หัวม้วน"เท่านั้นเองครับ |
| โลมาสีชมพู อ.ขนอม | ||
"กลุ่มเด็กรักษ์โลมา" เฝ้าระวังโลมาสีชมพูหลังมีข่าวฝรั่งจ้องลักตัวไปเลี้ยงในรีสอร์ท |
||
|
View All |
||
| ภาพคนเบียดเสียดยัดเยียดในพิธีศพขุนพันธ์ (ทดลอง) | ||
ชมภาพความหนาแน่นของผู้คนกันเองครับ |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | |||