พิมพ์หน้านี้
|
อ่านข้อเขียนของคนจำนวนมากถึงไอทีวี..ในสถานการณ์ที่เห็นและเป็นอยู่ มีทั้งดอกไม้และก้อนหิน...และส่วนใหญ่ก็เป็นหินก้อนโตๆ บิ๊กเบิ้ม ถ้าโดนเข้าจริงๆเป็นต้องหัวร้างข้างแตก สมองบวมกันกันมั่งแล้ว แต่นี่แค่ หน้าร้อนผ่าว...และหูชาในวันที่ต้องรับโทรศัพท์นับร้อยๆสาย วันทั้งวันของวันที่ 6 มีนาคม 2550 ผมต้องรับโทรศัพท์นับร้อยๆสายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คนรู้จักทั้งที่สนิทสนมและบางคนก็แค่รู้จักเพียงผิวเผินหลายคนพร้อมใจกันโทฯมาถามไถ่ ห่วงใยกันถึงอนาคต หน้าที่การงานว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไรหรือไม่ หากสถานีฯจำต้องปิดตัวเองตามที่รัฐบาลโดย สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียื่นเส้นตายให้ภายในหลัง 24.00 น.คืนนี้ สายแรกสุดมาจากครูคนหนึ่งซึ่งผมเคยช่วยเหลือ หลังจากถูกกลั่นแกล้งจากผู้บังคับบัญชาอย่างไม่เป็นธรรม ครั้งนั้นเรื่องราวของเธอไม่กลายเป็นข่าว เพียงเพราะผู้บังคับบัญชาของเธอทราบว่า เรื่องราวการกระทำของเขารู้ถึงหู "นักข่าวไอทีวี"แล้ว แค่นั้นเอง เขาก็เป็นฝ่ายเสาะหาหมายเลขโทรศัพท์ของผม ติดต่อขอพูดคุยเพื่อ "เคลียร์" ความเข้าใจระหว่างกัน บทสนทนาหลังแก้วกาแฟทำให้ได้รู้ข้อเท็จจริงของความไม่เข้าใจระหว่างกันของสองฝ่าย ทั้งที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน แต่ต่างวิธีการ ผลลงเอยด้วยการที่ผมกลายเป็น "กาวใจ" เชื่อมสัมพันธ์ใหม่ให้กับทั้งคู่ งานนี้จบลงด้วยการที่ "สตริงเกอร์" บ้านนอกอย่างผมไม่ได้รับ "ค่าข่าว" ทั้งๆที่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มบิดกุญแจสตาร์ทรถเดินทางไปหาแหล่งข่าวถึงที่นัดหมายแล้วด้วยซ้ำ ครับ ผู้สื่อข่าวภาคสนามอย่างผม ภาษาอังกฤษใช้คำว่า stringer (สตริงเกอร์) คือคนข่าวที่จะได้รับ "ค่าจ้าง" เมื่อเวลามีข่าว(ส่ง)ให้สถานีฯเท่านั้น และบอกตรงๆ "ค่าข่าว" แต่ละข่าวก็แสนถูก เมื่อเทียบกับค่าความเสี่ยง และ "ต้นทุน"ที่พวกผมต้องจ่ายในการทำข่าวและการต้องดำรงชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี(ซึ่งไม่ได้หมายถึงหรูหรา-ร่ำรวย)ของความเป็น "คนข่าว" ของสถานีโทรทัศน์ที่ถือได้ว่ามีประชาชนเชื่อถือและศรัทธาการทำงานในวิชาชีพสื่ออย่างแท้จริงสถานีหนึ่ง ประสบการณ์กว่า 15 ปี ในสนามข่าวของการเป็น "คนข่าว" รับเงินเดือนจากสำนักพิมพ์ กับ 10 ปีที่ลาออกมาเป็นสตริงเกอร์มันให้ประสบการณ์ที่สวนทางกันอย่างกับหนังคนละเรื่องเดียวกัน...พับผ่าซี ย้อนกลับมาที่การรับโทรศัพท์อีกดีกว่า สายต่อมาเป็นชาวบ้านจากเกาะพะลวย อ.เกาะสมุย ซึ่งเคยมีปัญหาชาวบ้าน 30 กว่าครัวเรือนถูกอุทยานฯเลื่อนหลักเขตอุทยานฯมาทับที่ทำกินซึ่งหาอยู่หากินกับแผ่นดินผืนดังกล่าวนานกว่า 50 ปี ในขณะที่อุทยานฯมีอายุน้อยกว่าเกินครึ่ง จากการเสี่ยงตายนั่งเรือหางยาวลำเล็กฝ่าคลื่นลมไปทำข่าวถึงบนเกาะ เรียกร้องให้อุทยานฯตรวจสอบแนวเขตใหม่จนชาวบ้านได้สิทธิในที่ทำกินคืนมา และผู้ว่าซีอีโอสมัยนั้นเดินทางไปมอบเอกสารสิทธิการเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ให้ชาวบ้าน ผมจึงกลายเป็นที่ปรึกษาทุกครั้งที่คนบนเกาะเขามีเรื่องราวที่ต้องอาศัยคนกลางในการตัดสินใจ สายต่อๆมาเป็นคุณแม่ลุก 2 ซึ่งลูกชายคนโตวัยกำลังน่ารักของเธอแพ้ยาจวนเจียนจะเสียชีวิตด้วยความสะเพร่าของผู้ทำหน้าที่แพทย์รักษาไข้ แต่คุรหมอปฏิเสธความรับผิดชอบ เธอ(คุณแม่)ไม่ยอมและต่อสุ้เรียกร้องความถูกต้อง โดยมีผมเป็นตัวกลาง(อีกแล้ว)ประสานงานและนำเสนอข่าวจนในที่สุดเธอก็ได้รับค่าชดเชยซึ่งแม้เทียบไม่ได้กับความสูญเสียทางจิตใจของเธอและลูกน้อย แต่ก้ถือเป็นเรื่องแอบปลื้มใจของเราเองอยู่บ้างเล็กน้อย... ประปราย ผมยืนยันอยู่เสมอกับภรรยา ซึ่งเป็นคนใกล้ตัวที่สุดว่าในชีวิตผมมี "งาน" ที่ต้องทำมาหาเลี้ยง "ชีพ"ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ที่สุจริต ไม่เบียดเบียนใคร และงานที่ต้องทำเพื่อเลี้ยง "วิญญาณ" ซึ่งอาจมีค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด หรือไม่มีก็ไม่เป็นไร โชคดีที่เธอเข้าใจ โทรศัพท์สายต่อมา สายนี้ทำเอาหูชาไปพักใหญ่ เมื่อเพื่อนรักซึ่งร้อยวันพันปีไม่ค่อยได้โทรหากันเนื่องจากมันทำงานอยู่การบินเทย...เอ้ย..การบินไทย โทรมาโวยวาย ก่นด่า สารพัดว่าไอ้พวกไอทีวีมันจะไปร้องแรกแหกกระเชอทำไมวะ ทีมันโดน"ไอ้เหลี่ยม" ซื้อไปใช้งานประชาสัมพันธ์ครอบครัวมัน ไม่เห็นจะมีใครออกมาแสดงความสำนึกนอกจากพวก "ขบถไอทีวี" 20 กว่าคน ที่พอจะเห็นการแสดงศักดิ์ศรีของความเป็น "สื่อ" ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้อง แถมตอนไอ้เหลี่ยม(สำนวนเพื่อนผม) มันขายทั้งยวงชินคอร์ปให้เทมาเส็ก ของสิงคโปร์ ก็เห็นพวกมัน(คนไอทีวี)ยังก้มหน้าก้มตาทำงานแลกเงินอย่างไม่รู้สึกรู้สาเหมือนกับว่าได้ขายวิญญาณไปหมดสิ้นแล้ว ทีนี้พอรัฐบาลจะยึดเข้ามาหน่อยเพราะตัวดันผิดสัญญาสัมปทาน ก็ทำเป็นแหกปากอ้างประชาชนขึ้นมาทันที....ฯลฯๆๆๆๆๆๆๆ ยืนยันกันตรงนี้ว่า ไม่ว่าไอทีวีจะเปลี่ยนจากนายจ้างเดิมมาเป็นชินคอร์ป จะมีคนหน้าเหลี่ยม หรือหัวทู่เป็นเจ้าของ เป็นผู้บริหารก็ตาม ผมซึ่งเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆในสนามภูธร ไม่เคยได้รับคำสั่งอะไรให้สอดแนม เสาะข่าว หรือนำเสนอข่าวให้ร้ายพรรคการเมืองอื่นใดที่เป็นคู่แข่งกับพรรคไทยรักไทยแม้แต่น้อย...ด้วยความสัตย์จริงอย่างที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งพึงจะการันตีได้ โทรศัพท์สายต่อๆมาและต่อมาๆๆๆๆ ล้วนเป็นแหล่งข่าวและเป็นคนรู้จักที่ผมเคยได้สัมผัสเพราะการเป็นคนข่าวไอทีวีและมีโอกาสหนึ่งในชีวิตได้ทำหน้าที่ "คนกลาง"ในการแก้ปัญหาซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่แก้ไม่ตกจากวิธีการตามระบบหรือตามกฎหมายที่มีอยู่ในบ้านเมือง ความน่าเชื่อถือของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีสำหรับคนต่างจังหวัดแล้วถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่ผมไม่เคยรู้สึกได้จาก "สื่อ"อื่นๆหลายสำนักที่ผมที่เคยมีประสบการณ์ร่วม ผมคิดเอาเองว่านั่นน่าจะเป็นผลพวงมาจากการปูทางเอาไว้อย่างมั่นคงในเบื้องต้นของ "ทีมข่าวเนชั่น" ที่ทำข่าวอย่างฉับไว เจาะลึก ตีแผ่จริงๆอย่างชัดเจนภายใต้การนำของคุณสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งผมถือว่าเขาเป็น "ตัวจริง" คนหนึ่งในสนามข่าวอย่างมิพักต้องสงสัย แม้ผมจะไม่ได้ชื่นชม "ท่าที" ของเนชั่นทั้งหมดก็ตาม และไอทีวีก็ใช้ "ภาพ"ดังกล่าวหากินไปได้ตลอด แม้ว่าระยะหลังข่าววไอทีวีจะดูอ่อนๆ จนคนดูข่าวมืออาชีพรู้สึกได้และคนข่าวอย่างเราๆเริ่มรู้สึกละอายใจตัวเอง หลายข่าวที่เราต้องการนำเสนอถูกตัดทิ้งโดยเหตุผลของเวลาข่าวที่มันน้อยลง แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อถือและศรัทธาไอทีวีอยู่เหมือนเดิม นี่เป็นสิ่งที่เราพบได้ทุกวันในสนามข่าว 23.53 ผมได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้าศูนย์ข่าวภาคใต้ ซึ่งเราไม่เคยได้คุยโทรศัพท์กันเลยตั้งแต่วันที่เรื่องของสถานีฯใกล้จะงวดเหมือนน้ำแกงที่ถูกเคี่ยวทิ้งอยู่บนเตา อาจจะเป็นเพราะแต่ละคนคงยังไม่มีใครรู้ชะตากรรมของตัวเอง จึงได้แต่เฝ้ารอเหมือนนักโทษรอคำตัดสินจากผู้พิพากษา หัวหน้าโทฯมาด้วยเสียงค่อนข้างรีบ มีคำสั่งให้ผมดำเนินการล่าลายเซ็นเอารายชื่อแสดงความต้องการให้สถานีโทรทัศน์ไอทีวีอยู่ต่อไปจากประชาชนเท่าที่จะทำได้ พร้อมถ่ายภาพ สัมภาษณ์ ทำข่าวส่งก่อนเที่ยงวันที่ 7 มีนาคม ผมไม่สอบถามถึงเหตุผลใดๆของคำสั่งนั้น พลางบอกตัวเองว่านี่เป็นเรื่องง่ายๆกล้วยๆเรื่องหนึ่งในรอบปี "หมู" นี่ทีเดียวเชียว 00.23 น. หลังเที่ยงคืนไปแล้ว ผมยังนอนไม่หลับ เฝ้าแต่แวะเวียนอ่านบล็อกโน้นบล็อกนี้ใน OKNATION สลับกับการพูดคุยโทรศัพท์ที่ยังส่งเสียงร้องเรียก เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ เสียงปลายสายเป็นเด็กรุ่นน้องรุ่นลูกที่เรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาโทฯมาถามไถ่ว่าสถานีโทรทัศน์ไอทีวีอยู่ตรงไหน เขาอยากออกไปร่วมรับบรรยากาศการรวมตัวเรียกร้องเพื่อรักษาไอทีวีกับ(ประชาชน)คนอื่นๆที่หน้าสถานีฯกับเขาด้วย เมื่อผมบอกไปเขาก็รีบวางหู แล้วก็น่าจะออกเดินทางจากตลาดพลูที่พักของเขาไปยังตึกชินฯในทันที หลังจากเด็กรุ่นลูกคนนั้นวางหูไปแล้ว ผมอดรนทนอ่านเรื่องเกี่ยวกับไอทีวีในบล็อกของเนชั่นต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงตัดสินใจลงมือเขียนจากมุมมองและสิ่งที่ผมได้พานพบจากการเป็น "คนข่าวไอทีวี"ของผมมั่ง ก่อนที่ผมจะเข้านอนและรอคอย "ปาฎิหารย์" ซึ่งผมรู้ว่ามันไม่เคยมีจริง |
| โลมาสีชมพู อ.ขนอม | ||
"กลุ่มเด็กรักษ์โลมา" เฝ้าระวังโลมาสีชมพูหลังมีข่าวฝรั่งจ้องลักตัวไปเลี้ยงในรีสอร์ท |
||
|
View All |
||
| ภาพคนเบียดเสียดยัดเยียดในพิธีศพขุนพันธ์ (ทดลอง) | ||
ชมภาพความหนาแน่นของผู้คนกันเองครับ |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |