พิมพ์หน้านี้
|
แม้ว่าบ้านและวัดจะเดินไม่ไกลแค่ประมาณ 200 เมตร แต่เมื่อบวชมันคือคนล่ะโลก เพราะการบวชเป็นการสละและตัดกิเลส ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยสำหรับการครองสมณเพศ ผมมองว่าเป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ บ่ายหลังจากเสร็จพิธี จวบถึงเย็นเวลาเดินช้าตามคาด เพราะการใช้ชีวิตมีวิถีที่ต่างออก วัตรปฏิบัติเป็นเรื่องที่ต้องปรับตัว การคุ้นชินกับเรื่องเดิมๆทำให้เรากะเวลา วางแผนได้ทุกอย่าง บางคนจึงกลัวการเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ย้ายที่อยู่ รวมถึงปรับแผนการดำเนินชีวิต เช่นเดียวกับวันแรก แม้ในวันที่สองเวลาจะยังเดินช้า แต่ไวกว่าวันแรกเยอะเพราะผมใจจดจ่ออยู่กับการตื่นแต่ไก่โห่ เพื่อเตรียมตัวบิณฑบาต ซึ่งต้องเดินด้วยเท้าเปล่าระยะทางสั้นยาวแล้วแต่โยมจะนิมนต์ ในวันแรกที่บิณฑบาต ระยะทางเดินไปกลับกว่า 2 กิโลเมตร การเดินบิณฑบาตวันแรกรู้สึกสบายๆไม่เจ็บเท้า ใช่ว่าจะเก่งกาจอะไรแต่เป็นเพราะยังไม่มีใครรู้ว่าจะมีพระใหม่มาบิณฑบาตย่านนั้น เนื่องจากวัดชะแมมีพระแค่ 3 รูป เจ้าอาวหนึ่งรูปและอีกสองรูปซึ่งก็พรรษามากแล้ว ดังนั้นหากคนมีจิตศรัทธาก็จะยกปิ่นโตไปวัด เสร็จจากบิณฑบาต ถึงเวลาฉันท์เช้าประมาณ 07.30 น. เช้ามากสำหรับคนทำงานในกรุงเทพฯอย่างผม เช้านั้นผมฉันท์ข้าวไปหยิบมือเดียวแต่อิ่มแปล้ไปถึงเที่ยง แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันเพราะหากอยู่กรุงเทพฯผมเคยกินข้าวเช้าสองจานมาแล้ว กิจกรรมหลังฉันท์เช้า ทุกอย่างยังคงเดินไปอย่างช้าๆนิ่งๆ ต่างจากชีวิตในกรุงเทพฯที่ตื่นประมาณ 8 หรือไม่ก็ 9 โมงเช้า บางวันถึงขั้น 10 โมง ก่อนจะรีบอาบน้ำรีบแต่งตัว รีบขึ้นรถ เพื่อไปให้ทันงานแถลงข่าวหรือสัมภาษณ์ เสร็จตอนเที่ยว ต้องออกไปหาข้าวเที่ยวกิน แย่งกับบรรดาพนักงานออฟฟิศทั้งหลายที่กรูกันออกมาหาอาหาร เสร็จแล้วรีบไปงานแถลงข่าวตอนบ่ายอีก หรือบางครั้งก็หิ้วท้องไปกินขนมปังกับกาแฟในงานแถลงข่าวตอนบ่าย ในช่วงที่ครองสมณเพศ หลังจากฉันท์เสร็จก็อ่านหนังสือท่องบทสวด หรือบางวันนั่งพูดคุยสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาสวัยกว่า 30 พรรษา แต่ประสบการณ์เหลือล้น ด้วยภาษาและท่วงทำนองการพูดคุยของเจ้าอาวาส หากใครได้ฟังเพียงผ่านอาจเบือนหน้าหนี หรืออาจหมดศรัทธา แต่ตลอดเวลา 7 วันที่บวช ผมเคารพและศรัทธาเจ้าอาวาสรูปนี้ครับ 11.30 น. เป็นเวลาฉันท์เพล หลังจากนั้นต้องล้างบาตรให้เรียบร้อยก่อนบ่ายโมง ช่วงเวลาตั้งแต่บ่ายถึงเย็นเป็นเวลาของการท่องบทสวด สนทนาธรรม และจำวัด ซึ่งตลอดระยะเวลาที่บวชมีวันเดียวเท่านั้นที่ผมได้จำวัดตอนบ่าย ประมาณบ่าย 4-5 โมงเย็น พระใหม่ทั้งสองรูปในวัด (ญาติห่างๆคนหนึ่งของผมบวชล่วงหน้าไปก่อน 3 วัน ) ต้องไปช่วยกันพัฒนาวัด โดยการตัดหญ้าในบริเวณวัด กวาดหญ้า ทำความสะอาดโบสถ์ ซึ่งสำหรับพระแล้วการตัดต้นไม้นับว่าอาบัติ แต่เป็นอาบัติอย่างเบา สามารถแก้ได้ และผมก็เห็นว่าสิ่งที่ผมทำไม่ได้ร้ายแรงแต่อย่างใดเพราะหากไม่ยอมอาบัติ หญ้าอาจท่วมวัด หญ้าล้อมโบสถ์ได้ ตกเย็นมืดค่ำผ่านไป ในสองคืนแรกช่วงเวลากลางคืนไม่เป็นมิตรกับผมมากนัก มีหลายๆเสียงชอบเล่าให้ฟังในคืนแรกของการบวชถึงเหตุการณ์แปลก จินตนาการของผมก็ทำงานดีเลิศ จึงต้องระลึกอยู่เสมอว่าเราเป็นพระ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั้งเข้าคืนที่ 3-4 เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีนักเลงวัยรุ่นข้างวัดเสียชีวิต แต่ที่น่าตื่นเต้นไม่ใช่กลัวว่าเค้าจะมาตั้งศพที่วัด หรือกลัววันเผาศพหรอกครับ เพราะเค้าจัดงานศพที่บ้านและจะเผาหลังจากผมสึกออกไปแล้ว แต่ที่ตื่นเต้นเพราะผมและพระใหม่อีก 1 รูปต้องไปสวดศพด้วยต่างหาก ลองจินตนาการดูครับว่าพระใหม่เพิ่งบวชมา 2-3 วันจะสวดศพได้อย่างไร แต่ก็ต้องไปสวดครับเพราะพระที่วัดมีน้อยและมีพระอีก 1 รูปที่ติดกิจนิมนต์อื่นก่อนแล้ว สวดไม่เป็น ไม่เป็นไร ให้ตั้งสติให้มั่น อุทิศส่วนกุศลให้เค้า ถึงเหมือนกัน เจ้าอาวาสบอกกับผมและพระใหม่รูปนั้น ก่อนสำทับให้เอาหนังสือสวดมนต์ไปด้วย คืนนั้นจึงเป็นคืนแรกและคืนสุดท้ายที่ได้ไปสวดศพ จากคนที่กลัวการบวช แต่หลังเป็นพระแล้วได้มาสวดงานศพ ผมไม่ได้รู้สึกกลัวงานศพหรือสิ่งลี้ลับ หรือวิญญาณอะไรเลยในคืนนั้น กลับรู้สึกดีมากด้วยซ้ำที่ได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่และได้อุทิศส่วนกุศลให้กับคนตาย และเหตุการณ์การไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะในเช้าต่อมาท่านเจ้าอาวาสบอกว่าจะพาผมและพระบวชใหม่อีกรูปไป เที่ยว จะมีนาคจากจังหวัดนครศรีธรรมราช มาทำพิธีอุปสมบทที่วัดท่าคุระ เพราะพ่อแม่ของนาคได้บนเอาไว้ว่าหากลูกชายหายป่วยจะให้มาบวชที่วัดนี้ ในขณะที่คณะพระสงฆ์ที่ทำพิธีในท่าคุระมีน้อย จึงต้องนิมนต์วัดใกล้เคียง ซึ่งก็คือวัดชะแมที่ผมบวชอยู่ เจ้าอาวาสวัดชะแมซึ่งเเป็นหนึ่งในพระคู่สวดในพิธีครั้งนั้น จึงได้พาผมและพระอีกรูปไปเป็นพระหัตถบาตร หากนึกภาพไม่ออก เพราะหัตถบาตรคือพระที่นั่งข้างหลังพระอุปัชฌาย์และพระคู่สวด 2 รูป คือพระที่นั่งล้อมเป็นครึ่งวงกลมอยู่ข้างหลังนั่นแหละครับ และอีกครั้งก่อนผมสึกสองวัน ได้นั่งเป็นพระหัตถบาตรในพิธีบวชญาติ ที่มีสักเป็นน้องซึ่งบวชในวัดเดียวกับผม 1 สวดศพ 2 งานบวช ความรู้สึกเกิดคำบรรยายจริงๆครับ จากที่นึกภาพไม่ออกว่าการดำรงตนในฐานะสมณเพศเป็นอย่างไง แล้วมาพบว่าทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่น่ายินดี น่ายินดีกว่าครั้งไหนๆในชีวิต ยิ่งกว่าเอ็นทรานต์ติด ยิ่งกว่าเรียนจบ ยิ่งกว่ามีงานดีๆทำ ผมรู้สึกว่าการบวชไม่ใช่เราคนเดียวที่บวช แต่เปรียบเสมือนพ่อ แม่ พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย ได้ร่วมเดินทางไปกับผมไปในครั้งนี้ด้วย
|
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||