พิมพ์หน้านี้
|
ไหว้พระธาตุพนม ชมภูผาเทิบ (ภาคต่อเบิ่งเมืองลาว) หลังจากข้ามแม่น้ำโขงกลับมาฝั่งไทย ( ตรงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จังหวัดหนองคาย ) เวลาประมาณสัก 16.00 น.น่าจะได้ รถคณะทัวร์ก็พาเรามุ่งหน้าสู่ตลาดท่าเสด็จ เพื่อให้แวะซื้อของฝากจากนานาประเทศ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า นาฬิกา อาหาร เครื่องประดับ เสื้อผ้า ฯลฯ โดยรถบัสเข้าไปจอดที่ วัดศรีเมืองคุณเมือง ซึ่งที่นี้ก็มีตลาดเล็กๆ ขายเสื้อผ้า ผ้าไหม สินค้าพื้นบ้าน หมูยอ แหนมเนือง แต่เราสนใจที่จะกินมากกว่า จึงต่อรถสกายแล็ป มุ่งหน้าสู้ร้านคุณแดงแหนมเนือง ซี่งร้านอยู่ติดแม่น้ำโขงและร้านนี้ถือได้ว่าขึ้นชื่อมาก ใครมาท่าเจด็จไม่ได้ลองแวะมาทานถือว่ามาไม่ถึงน่ะ รสชาดอาหาร โดยเฉพาะแหนมเนืองถือว่าสุดยอดมาก ((อันนี้ไม่ได้โม้และไม่ได้ค่าโฆษณาด้วย)) เรากินซะพุ่งกาง นี่ขนาดมีมือเย็นรออยู่อีกนะเนี๊ยะ ชมบรรยากาศยามเย็นที่ท่าเสด็จกัน........
จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่เตียงนอนนุ่มๆ(ที่โหยหามาแรมเดือน...อะเวอร์ๆไปแล้วแค่คืนเดียวเองนะที่นอนบนรถนะ) ณ โรงแรม ไทย-ลาว ริเวอร์ไซด์ (นึกอยู่ตั้งนานว่าจะใส่ชื่อโรงแรมดีไหม อันเนื่องจากว่า ไม่ค่อยพอใจในบริการสักเท่าไหร่ อันนี้ขอติเพื่อก่อ(เกิดการพัฒนานะคับ) ห้องนอนออกจะเก่าไปนิด และที่สำคัญไฟในห้องไม่ติด กระผมขอให้เปลี่ยนหลอดไฟให้ตอนจะออกไปกินข้าวเย็น กลับมากระผมก็ต้องอยู่ในห้องที่แสนจะโรแมนติก...((เนื่องจากว่าไฟในห้องมันอู้งาน))...........แต่ก้อเอาเหอะเนอะเพราะนอนแค่คืนเดียว ถ้าต้องนอนอีกคืนก็คงต้องขอย้ายโรงแรมคับ.... แต่ถ้าใครเป็นนักท่องราตรีมาพักโรงแรมนี้มีครบคับ ผับ บาร์ และบรรยากาศริมแม่น้ำโขง แต่นายธาราธรชอบบรรยากาศตอนเช้าอ่ะ....เลยขอเก็บรูปริมโขงยามเช้า ที่โรงแรมมาฝากจ้า.........
เช้าวันไหม สดใสสวยงาม ที่หนองคาย (มื้อนี้มื้อที่สองแล้วเด้อที่อยู่หนองคาย....) แวะไปชมเวบไซด์แนะนำหนองคายกันมังดีกว่า ... http://www.moohin.com/053/
โปรแกรมการเดินทางในวันนี้ คือการมุ่งหน้าสุ่บ้านนาข่า จังหวัดอุดรธานี ***ไปชอปปิ้งอีกแล้วคับท่าน *** บ้านนาข่า มีชื่อเสียงมากในเรื่องของผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้ามัดหมี่ หมอนขิด และเสื้อผ้าสำเร็จรูปชาย-หญิงมากมาย ที่สำคัญ ราคาถูก....... หลายคนกระจายรายได้กันจนกระเป๋าเบา (((เหอะๆๆ) หนึ่งในนั้นก็คงเป็นเราด้วยแหละ)) ซึ่งตอนมาตั้งท่าจะไม่ซื้ออะไร แต่กลับขึ้นรถไปที่ไร ต้องโดนทักว่า ไหนว่าไม่ซื้อไรไง (โห..ก็ของเค้าสวย และถูกอะ เห็นแล้วก็อยากซื้อไปฝากคนนั้นคนนี้อะ).....น่า..สนับสนุนคนไทย เงินทองไม่รั่วไหลคับ... เวบไซด์ชาวอุดรธานี http://www.udonthani.com/ และแนะนำ จังหวัดอุดรธานี http://www.moohin.com/054/
ไหนๆๆก็ควักเงินออกจากตัวกันแล้ว...ก็ถึงคราวจะรับเอาบุญ และความเป็นสิริมงคลมาสู่ตัวกันบ้าง เพราะสถานที่ต่อไปที่เราจะไปคือจังหวัดนครพนม ...ไปไหว้พระธาตุพนมกัน.....
มาทำความรู้จักพระธาตุพนม สถานที่เคารพสักการะของชาวไทยและลาว พระธาตุพนมประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุ พนม จังหวัดนครพนม ตามตำนานกล่าวว่าสร้างมานานไม่น้อยกว่า ๒,๓๐๐ ปี ผู้ที่สร้าง คือ พระ มหากัสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ ได้นำพระอุรังคธาตุหรือกระดูกหน้าอก ของสมเด็จพระสัมมนาพุทธเจ้ามาเพื่อบรรจุไว้ในพระธาตุผู้ที่ร่วมช่วยในการสร้างพระ ธาตุนี้คือ ท้ายพระยาเมืองต่าง ๆ พญานันทเสน เมืองศรีโคตรบูรณ์ (เมืองนครพนม เดิม) พญาจุลนีพรหมทัด พระยาอินทรปัตนคร และพญาดำแดง เมืองหนองหารน้อย พากันยกโยธามาช่วยสร้างพระธาตุพนมจนเสร็จและบรรจุอุรังคธาตุพร้อมของมีค่าไว้ ภายในเป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ. 2485 ได้รับการยกฐานะเป็น พระอารามหลวงชั้นเอกขึ้นเป็น "วรมหาวิหาร" ต่อมาในวันที่ 11 สิงหาคม 2518 เวลา 19.38 น. พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงทั้งองค์ เนื่องจากความเก่าแก่ขององค์พระธาตุพนม และประจวบกับระหว่างนั้นฝนตกพายุพัดแรงติดต่อมาหลายวัน ประชาชนทั้ง ประเทศได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์และรัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิม การก่อสร้างนี้เสร็จ สิ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2522 นอกจากพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในองค์พระธาตุแล้ว ยังมีของมีค่ามาก มายนับหมื่นชิ้น โดยเฉพาะฉัตรทองคำบนยอดพระธาตุ มีน้ำหนักถึง งานนมัสการพระธาตุพนมประจำปี ถือเอาวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ของ ทุกปีเป็นวันแรกของงานไปสิ้นสุดเอาวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ ลักษณะสถาปัตยกรรม รูปลักษณะพระธาตุเป็นรูปสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐ มีลวดลายสลักลงบนแผ่นอิฐสวย งามมาก มีซุ้มกั้นด้านและซุ้มซ้อนกันสามชั้น ลดหลั่นกันลงมา แล้วจึงถึงองค์พระสถูป เบื้องบนยอดพระธาตุหุ้มทองคำประดับพลอยสวยงามมาก ..พระเจดีย์ธาตุพนมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง สร้างเป็นสถูปทางพระพุทธ ศาสนาจะสร้างตามลัทธิมหายานหรือหินยาน ไม่มีที่สังเกตเหมือนอย่างที่พิมาย แต่ไม่ มีเค้าศาสนาพราหมณ์เจือปนอยู่เลย บรรดาเจดีย์สถานในพระพุทธศาสนาซึ่งสร้าง ใน สมัยของเขมรที่พบในเมืองไทย ที่สร้างสถูปเป็นประธานมีแต่พระธาตุพนมแห่งเดียว ทั้ง รูปสันฐานลวดลายก็เป็นอย่างอื่นต่างจากแบบช่างขอม ชวนให้เห็นว่าจะสร้างสมัยขอม คือ สร้างในสมัย เมื่อประเทศอันหนึ่งซึ่งเรียกในจดหมายจีนว่า ฟูนัน คล้าย พนม เป็นใหญ่อยู่ต่างหาก รูปทรงพระเจดีย์ธาตุพนมเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนมณฑป มีซุ้มต้น สามซุ้มซ้อนกันเป็นสามชั้น เล็กเป็นหลั่นกันขึ้นไป แล้วถึงองค์พระสถูปอยู่เบื้องบน มณฑปทั้ง ๓ ชั้น ยอดสถูปหุ้มแผ่นทองคำ เช่นเดียวกับพระธาตุเมืองมหาธาตุเมือง นครศรีธรรมราช ขนาดพระสถูปดูจะเท่า ๆ กัน... จากนิทานโบราณคดีเรื่องแม่น้ำโขง สมเด็จพระกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่เล่ามานี้เป็นแค่ เรียกน้ำย่อยคับ ถ้าอยากทราบถึงตำนานพระอุรังคธาตุ ตำนานพระธาตุพนม เข้าชมได้ที่เวบไซด์ http://www.thatphanom.com/his_001.php (รับรองว่าใด้ข้อมูลที่ละเอียดละออและน่าสนใจมากเด้อพี่น้องเด้อ) ................เราไปถึงวัดพระธาตุพนม วรวิหาร ตอนประมาณ เที่ยงวันได้ ......จึงได้เข้าไปนมัสการพระธาตุพนมตอนพระอาทิตย์จรัสแสงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี เพื่อพิสูจน์ศรัทธาอันแรงกล้า (ไม่ต่างจากแสงพระอาทิตย์ยามนี้) เราก็มิได้ท้อถอยในการกล่าวคำบุชา และตั้งจิตอธิษฐานขอพรอันเป็นสิริมงคลแก่ตนและญาติสนิทมิตรสหาย................เก็บบรรยากาศในวัดมาฝาก.......
......เมื่ออิ่มเอม เปรมปรีด์ จากการทำบุญ และอิมหมีพีมันกับมื้อกลางวันกันแล้ว ก็ถึงเวลาเคลื่อนพล มุ่งหน้าสู่ เมืองชายโขงงาม มะขามหวานเลิศ ถิ่นกำเนิดลำพญา ภูผาเทิบพิสดาร กลองโบราณล้ำค่า วัฒนธรรมไทยแปดเผ่า เขามโนรมย์เพลินตา โสภาแก่งกระเบา ....... เพือชื่นชมศิลปะอันเกิดจากศิลปินผู้อดทนสร้างสรรค์โลกให้งดงาม ภูผาเทิบ ณ อุทยานแห่งชาติมุกดาหาร
มาทำความรู้จักกับอุทยานแห่งชาติมุกดาหารกัน... สักหน่อยเด้อหล้า...เด้อ อุทยานแห่งนี้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 59 ของประเทศไทย มีเนื้อที่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาหินทรายประกอบด้วยเทือกเขาน้อยใหญ่หลายลูกติดต่อกัน แบบลูกคลื่นและเป็นส่วนปลายสุดของเทือกเขาภูพาน เทือกเขาเหล่านี้วางตัวในลักษณะแนวเหนือ-ใต้ขนานและห่างจากชายฝั่งแม่น้ำโขงประมาณ ......เรามาถึงที่นี้ประมาณสักบ่ายสอง เกือบบ่ายสามโมงได้ หลายคนไม่ยอมเดินขึ้นไปชม แต่แอบไป ชอปปิ้ง หาซื้อตะกร้าสานพลาสติกกันใหญ่ แต่เรานะเหรอ ไม่พลาดอยู่แล้วกับการเที่ยวชมธรรมชาติ ((ต่อให้ไกลแค่ไหน สู้ลิบลิ่วเราก็จะไป)((เหอะๆๆ ไม่เจียมสังขารเลย)) ก่อนที่จะขึ้นไปเที่ยวชมสถานที่น่าเที่ยวชมภายในอุทยานแห่งชาติมุกดาหารนั้นเราได้ ไกด์เป็นนักเรียนกลุ่มหนึ่งมาร่วมเดินทาง เพื่ออธิบายโน้น นั้น นี้ ให้เราได้เข้าใจ และได้จินตนาการตาม......เสียงแจ้วๆๆ ของพวกเค้า
จุดแรกที่เราได้สัมผัส และอัศจรรย์ใจ คือ กลุ่มหินเทิบ การเกิดกลุ่มหินเทิบจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่มาของประติมากรรม ธรรมชาติ อันถูกสร้างสรรคจากปฎิมากรนามว่าฝน น้ำ ลมและแสงแดด ผ่านกาลเวลามาถึง 120-95 ล้านปี ทำให้กลุ่มหินเหล่านี้มีสภาพแตกต่างกันไปดูคล้ายรูปไอพ่น จานบิน เก๋งจีน มงกุฎ หัวจระเข้และหอยสังข์
มันช่างสวยงามและน่าทึ่งจริงๆๆ ........ขอการันตีด้วยภาพคับ.....
.....มาว่าด้วยเรื่องหินๆ ของนักธรณีกัน ((ปุ๊จัง พิสูจน์ดิ..จริงเปล่า)) ความคงทนของหินที่พบ หินทรายชั้นบนจะคงทนกว่ามีสีเนื้อหินเป็นสีน้ำตาล (ซิลิกาและเม็ดกรวดมาก ) ส่วนหินทรายชั้นต่ำลงมาไม่คงทน มีสีของเนื้อหินเป็นสีขาว(มีคาร์บอเนตมาก) บริเวณกลุ่มหินเทิบ ประกอบด้วย หินชั้นของหมวดหินเสาขัวและกลุ่มหินภู-พานของกลุ่มหินโคราช มีการลำดับชั้นหินอยู่ในมหายุคมีโซโซอิค ประกอบด้วย หินโคลน หินทราย หินทรายแป้ง และหินกรวดมนหนาประมาณ
จุดที่ 2 ที่เราไปชม คือ ลานมุจลินท์ เป็นลานหินเรียบทอดยาวกว้างไกลต่อจากกลุ่มหินเทิบ โดยมีป่าเต็งรังแคระล้อมรอบให้ความงดงามกลมกลืนกับธรรมชาติอีกรูปแบบหนึ่ง และมีพันธุ์ไม้พุ่มจำพวกข่อยหิน นางฟ้าจำแลง อ้นเหลืองและกระโดนดาน เป็นส่วนประกอบ
ตอนแรก ณ จุดนี้ เราไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมากนัก เพราะมองผ่านๆ ก็แค่ลานหินธรรมดาๆๆเท่านั้น เพราะใจอยากจะมุ่งไปยังผาอูฐซึ่งหลายๆคน ชมกันนักหนา ว่าสวยและเหมือนอูฐมาก ๆ แต่ด้วยเวลาอันจำกัด และระยะทางที่ไกล ทำให้ต้องตัดสินใจเดินกลับ เพื่อให้ทันเวลาที่นัดหมาย ก่อนจะเคลือนพลไปยังที่ต่อไป........ ระหว่างทางที่เดินกลับ กลุ่มเราก็มาพบกับความงาม ของกลุ่มดอกหญ้าเล็กๆๆ ซึ่งซ้อนตัวและงอกงามรอบๆลานหินนี้...มองดูแล้วมันคือความอ่อนไหว อ่อนโยน ที่เคียงคู่กับความเข็มแข็งและแข็งแกร่ง...บนลานหินแห่งนี้จริงๆๆ....
.....เมื่อดอกไม้เหล่านี้..ดึงดูดความสนใจเรา ออกจากความสิ้นหวัง ที่ไม่สามารถไปถึงผาอูฐได้ น้องๆที่เป็นไกด์ ก็ช่างน่ารัก รีบจัดลำดับเรียงคิวแนะนำ กลุ่มดอกหญ้าเหล่านั้นทันที .....อันได้แก่ สร้อยสุวรรณา หยาดน้ำค้าง หนาวเดือนห้า ดาวรวมดวง กระดุมเงิน กระดุมทอง หญ้ากงจักร และดุสิตา (จะออกดอกบานสะพรั่งในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ของทุกปี )
....แม้จะรู้ว่าถ่ายภาพมาไม่สวยเท่าที่สัมผัส ...แต่ก็อยากเอามาให้ชม......
การมาครั้งนี้มีความน่าเสียดายอยู่ว่ามีแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานที่น่าสนใจอีกตั้ง 5 แหล่งที่เราไม่ได้ไป..........(แต่ให้เชื่อเถอะว่า แม้ครั้งนี้มิได้ไปทักทาย..แต่สักวันจะหาโอกาสกลับไปเยี่ยมเธอแน่ เจ้าอูฐทะเลทรายเอ๋ย) .......ไหนๆ ไปไม่ถึง แต่ก็อยากให้รู้ไว้ว่า.ฉันรู้จัก((เธอ.))..
1.น้ำตกวังเดือนห้า เป็นน้ำตกขนาดเล็กเกิดจากสายธารที่ไหลผ่านลานหินมุจลินท์ ภายในน้ำตกประกอบไปด้วยแอ่งหิน หุบหิน โขดหิน นักท่องเที่ยวนิยมไปชมทัศนียภาพและเล่นน้ำตกในฤดูแล้ง จะมีบ่อน้ำซับไหลหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์และสัตว์ป่า 2. ผาอูฐ หน้าผาแห่งนี้มีประติมากรรมหินรูปร่างคล้ายอูฐทะเลทรายและเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองเห็นภูถ้ำพระ ผาผักหวานและผาขี้หมู ได้อย่างชัดเจน เบื้องล่างของผาอูฐคือหุบเขากว้างไกลและมีป่าไม้เขียวขจีปกคลุม 3. ภูถ้ำพระ ตามตำนานแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ สมัยโบราณ เคยมีหมู่บ้านขอมอาศัยอยู่มาก่อนที่จะย้ายถิ่นฐานหนีภัยธรรมชาติ จึงนำพระพุทธรูปที่ตนบูชาสักการะไปเก็บไว้ที่ถ้ำแห่งนี้ประกอบไปด้วย พระเงิน พระนาก พระทองคำ พระหยก พระว่านและพระไม้ เป็นจำนวนมาก ปัจจุบัน พระพุทธรูปที่มีค่าสูญหายคงเหลือเฉพาะพระที่แกะสลักด้วยไม้เท่านั้น ณ ตรงนี้ยังมีน้ำตกที่สวยงามคือ น้ำตกภูถ้ำพระ อีกด้วย 4.ผามะนาว เป็นหน้าผาเรียบสูงชันมีน้ำตกไหลจากบนหน้าผาลงสู่เบื้องล่างหล่อเลี้ยงทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้อุดมสมบูรณ์ ด้านบนหน้าผาสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของกลุ่มหินเทิบและแม่น้ำโขงได้กว้างไกล ด้านล่างของหน้าผาจะพบความสวยงามของน้ำตก ป่าไม้และสัตว์ป่า สำหรับที่มาของชื่อผามะนาว เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้มีต้นมะนาวป่าขึ้นเป็นจำนวนมาก 5. ถ้ำฝ่ามือแดง นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าภาพเหล่านี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 5,000 ปีและเป็นของมนุษย์สมัยโบราณ แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้อยู่ที่บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติมุกดาหาร 1(ห้วยสิงห์) ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติมุกดาหารประมาณ แนะนำที่เที่ยว มุกดาหาร http://www.oceansmile.com/E/Mukdahan/Mukdahan1.htm
.......หลังจากเดินมา...เหงื่อท่วมตัว... ก็ถึงเวลามุ่งหน้าสู่การชอปปิ้งกริ๊งกันอีกรอบที่ตลาดอินโดจีน......แต่งานนี้เราขอตัวเนื่องจากไม่ถนัดการช๊อปสักเท่าไหร่((ก็เล่นช๊อปจนหมดตัวแล้ว555)) ไปกินอาหารเวียดนามกันที่ร้านครัว ไซง่อน (อยู่ปากทางเข้าตลาดอินโดจีน) อาหารอร่อยคับ บรรยากาศดี ตกแต่งประดับได้บรรยากาศกลิ่นอายเวียดนาม........ ........ และด้วยการทำเวลาในการกินดีเยื่ยมจึงยังพอมีเวลาเหลือให้เดินสำรวจ เก็บรูปและชอปปิ้งที่ตลาดอีก....................ทริปนี้วิญญาณนักชอปจริงๆๆๆ ...............
ปิดท้ายของทริปนี้ด้วยบรรยากาศริมโขงที่มุกดาหาร.....กับอาหารมื้อเย็นที่แสนอร่อย ใต้สะพานไทย-ลาว (จ.มุกดาหาร) ที่ร้านฉลองชัยปลาเผา ...... กับข้าวทำจากปลาสดๆๆ อร่อยมาก ถูกใจถูกใจคนชอบกินปลาอย่างเรา ((โห๊ะๆๆ.......อ่ะๆๆๆ......................))) ....เช้านี้ที่กรุงเทพฯ(1 ต.ค.2550)....เรามาถึงกรุงเทพฯ ประมาณสักตีห้าครึ่งได้.......ลงรถบัสที่หน้าวัดอรุณฯ แล้วต่อแทกซี่กลับบ้าน ... แอบงีบ ... อาบน้ำ แล้วเข้าออฟฟิค ทำงานต่อไป...(((.เหอะๆๆๆ..))) **...The end *** |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||