วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม 2550
ถ้าไม่มีวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์
Posted by
ธีร์
,
ผู้อ่าน : 164
, 19:36:23 น.
| หมวดหมู่ :
การลิ้มลองอนาคต
พิมพ์หน้านี้
|

ทันทีที่ทราบข่าวการป่วยหนักของ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ผมได้แต่ตั้งจิตอธิษฐานให้เธอแข็งแรง ๆ และหายจากโรคร้ายในเร็ววัน แต่การพยายามอ้อนวอนร้องขอต่อสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่สามารถโต้ตอบกันได้นั้น มันไม่มีประโยชน์อันใด สุดท้ายเราก็ได้แต่สงบจิตไว้อาลัย ให้ดวงวิญญาณของเธอไปสู่ภพที่สงบสุขที่สุด
ประเด็นแรก คือ การเมืองบนท้องถนน
ทั้งนี้ จากติดตามความเคลื่อนไหวผ่านสื่อและจากการได้ลงไปคลุกคลีในสถานการณ์จริงในฐานะผู้สื่อข่าวของผมเอง ต้องยอมรับว่า ขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านที่คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนปากมูลนับตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปี 2536 นั้น เป็นกระแสหลักที่มีพลังถั่งโถมให้สังคมได้รับรู้เป็นปฐมบทว่า ชาวบ้านมีสิทธิ ที่จะปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและมีสิทธิที่จะรวมกลุ่มชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เพื่อเรียกร้องหรือคัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนของพวกเขา
นอกจากนั้น ขบวนการลุกขึ้นสู้ ตั้งแต่หน้าศาลากลางจังหวัด หน้ารัฐสภา หน้าทำเนียบรัฐบาลยันสันเขื่อนปากมูลของกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านการสร้างเขื่อนปากมูล มันเป็น การประกาศและประจาน ให้ผู้คนในสังคมไทยและสังคมโลกให้รับรู้ว่า อำนาจรัฐ ได้กระทำอย่างไรบ้างกับธรรมชาติและชุมชนริมฝั่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์สายนี้ และเมื่อเวลาผ่านไปก็ยิ่งชัดเจนว่า การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟนั้นเป็นจริงหรือเป็นเพียงมายาคติแห่งการพัฒนาที่รัฐยกขึ้นมาอ้าง และตอบโต้กลับด้วยการสร้างภาพให้ชาวบ้านที่คัดค้านการสร้างเขื่อนว่า เป็นพวกขัดขวางการพัฒนา
ขณะเดียวกัน ขบวนการลุกขึ้นสู้ของชาวบ้านปากมูลก็ได้สาวไส้จริตของผู้คนในสังคมไทยออกมา เราจึงได้เห็นความเกลียดชังของชนชั้นกลางบางส่วน ทั้งชนชั้นกลางในตัวเมืองอุบลราชธานีที่บางครั้ง บางส่วนได้ใช้วิธีเปิดไฟหน้ารถเพื่อต่อต้านการชุมนุมของชาวบ้านปากมูล ทั้งชนชั้นกลางในเมืองหลวงที่ห่วงปัญหาการจราจรจนลืมความทุกข์ร้อนของคนร่วมแผ่นดินเดียวกัน
การเมืองบนท้องถนนของชาวบ้านปากมูลสะท้อนให้เห็นถึง ความจริงใจของรัฐบาล ทุกยุคทุกสมัย และให้บทเรียนว่า ไม่เคยมีโต๊ะเจรจาที่เสมอภาคสำหรับประชาชนกับรัฐ หากไม่ชุมนุมกดดันก็ดูเหมือนว่า รัฐจะไม่เหลียวแล ไม่ใส่ใจ จนชาวบ้านเคยพูดเปรียบเปรยให้ฟังอย่างขำขื่นว่า ไป10 คนก็จะถูก รปภ.หน้าทำเนียบไล่ ไปห้าสิบคนก็จะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์มาเจรจา ไปห้าร้อยคนก็จะมีผู้ช่วยรัฐมนตรีมารับเรื่อง ไปเป็นพันจึงจะมีรัฐมนตรีช่วยมาเจรจา คุณจำได้ไหม รัฐบาลพรรคใด ใช้กำลังสลายการชุมนุมอย่างสงบของชาวบ้าน และปล่อยหมากัดม็อบที่เต็มไปด้วยผู้หญิงและคนแก่ ? คุณจำได้ไหมอดีตผู้ว่า กทม.คนใดสลายการชุมนุมและฉุดกระชากลากถูคนแก่กวาดต้อนขึ้นรถเหมือนไม่ใช่คน ?
ถึงวันนี้ เขื่อนปากมูลสร้างเสร็จแล้ว แต่สังคมไทยต้องไม่ลืมขอบคุณการเมืองบนท้องถนนของชาวบ้านปากมูลที่ทำให้กระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางสังคมของโครงการขนาดยักษ์ถูกขึงพืดตีแผ่มากขึ้นว่า กระบวนการศึกษาผลกระทบของบรรดานักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายนั้น มันเป็นเพียงพิธีกรรมสร้างความชอบธรรมให้นายจ้างเจ้าของโครงการและไม่มีสักครั้งที่กระบวนการดังกล่าวจะยับยั้งโครงการและหันมาให้ความสำคัญกับเสียงเล็กเสียงน้อยของคนในท้องถิ่นให้มากขึ้น
ชาวบ้านปากมูลได้ทำให้ ต้นทุนทางสังคม ทั้งอาชีพ วิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ค่าสูญเสียโอกาส ถูกนับในต้นทุนโครงการพัฒนาของรัฐเป็นครั้งแรก และทำให้รัฐต้องสร้างวาทกรรมและหากลอุบายที่แยบยลมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายต้นทุนเหล่านี้
ประเด็นที่สอง ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในแนวทางของตัวเอง
ขณะที่ขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านปากมูลเคลื่อนไปข้างหน้าทั้งช้าบ้างเร็วบ้าง แต่ดูเหมือนว่า ขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านนั้นมันเป็นเสมือนบันไดก้าวไปสู่ดวงดาวของใครหลาย ๆ คน
มีหลายคนกระโดดเข้าผสมโรงเมื่อสถานการณ์ขึ้นสู่กระแสสูง และกระโดดลงสู่สนามการเมือง ใช้ความปราดเปรื่องสร้างคะแนนนิยมจากชาวบ้านผู้เดือดร้อนจนไปถึงดวงดาว แต่เมื่อไปถึงดวงดาวแล้ว บางคนเลือกจะยืนฝั่งตรงกันข้ามและประกาศกร้าวเอาเป็นเอาตายกับชาวบ้านผู้เดือดร้อน บางคนก็เลือกที่จะนิ่งดูดายต่อปัญหาปากมูล
ยิ่งในสภาวะที่มิตรสหายในสายธารการต่อสู้ภาคประชาชนกำลังสับสนอลหม่านเช่นนี้ เราก็ยิ่งพบว่า อดีตสหายร่วมรบของวนิดาหลายคนได้สละความเด็ดเดี่ยว สลับขั้วสลับข้าง เปลี่ยนจากซ้ายไปขวา บ่ายหน้าสู่เกมธุรกิจการเมือง ไม่เชื่อก็ลองไปสำรวจตรวจรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ทั้งระบบแบ่งเขตและระบบพรรค ดูชื่อให้ประจักษ์ก็จะเห็นว่า มีใครบ้างที่เปลี่ยนขั้วสลับข้าง โดยทำเป็นลืมหรือไม่สนใจว่า แต่ละขั้วแต่ละข้างที่พวกเขาเข้าสังกัดนั้นได้กระทำอย่างไรกับชาวบ้านไว้บาง ?
นั่นเป็นคำตอบที่ยังคลุมเครือครับ!
แต่ถ้ากลับไปมองที่ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ผมรู้จัก ในประเด็นแรกนั้น ผมเชื่อมั่นว่า ช่วงเวลาเกือบทศวรรษที่เธอได้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบ้านปากมูลและสมัชชาคนจนสร้างขบวนการต่อสู้บนท้องถนนของชาวบ้านจะยังคงอยู่ และผมจะพยายามทำใจให้เชื่อมั่นว่ามันจะยังคงความเข้มข้นและมีพลังเหมือนครั้งที่เธอและชาวบ้านปากมูลให้ฝากไว้เป็นอนุสติแห่งการลุกขึ้นสู้ไว้ในอดีต
ที่บอกว่า จะพยายามเชื่อมั่น นั้น ก็เป็นเพราะการเมืองภาคประชาชนทุกวันนี้ถูกแช่แข็งยาวนาน ทั้งผ่านระบอบทักษิณล่วงเลยมาสู่ยุคอำมาตยาธิปไตยในปัจจุบันและในอนาคตก็มีกฎหมายความมั่นคง (ที่มิตรสหายบางคนของวนิดา ไปมีส่วนในกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กฎหมายที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่หน่วยงานรัฐบางหน่วย ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ ถึงแม้พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติที่ไม่เห็นชอบและไม่เข้าประชุมก็ตามทีเถอะ แต่ขอโทษ พวกคุณไม่สามารถปฏิเสธว่า ไม่ได้อยู่ในขบวนการนั้นไม่ได้แน่นอน) คอยจัดการอย่างเข้มงวดกวดขัน จึงทำให้ความเชื่อมั่นของผมเหลือเพียงความพยายามจะเชื่อมั่น
ส่วนประเด็นที่สองนั้น เวลาเกือบยี่สิบปีที่ผมรู้จักเธอ เธอได้แสดงให้เห็นด้วยการกระทำและวิถีปฏิบัติของเธอเองว่า จากวันนั้นจนวันที่เธอสิ้นใจ เธอไม่เคยเปลี่ยนข้าง ไม่เคยห่างหายไปไหนไกลจากชาวบ้านปากมูล จากสมัชชาคนจนเลย
หากไม่มี วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ สิ่งที่ผมเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือ การเมืองบนท้องถนนของภาคประชาชนอันเป็นเรื่องเดียวกันกับอุดมการณ์ของคนที่ทำงานภาคประชาชน หมายเหตุ
- บทความ ตีพิมพ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 811 วันที่ 14 ธันวาคม 2550 หน้า 26 - ภาพจาก www.thaingo.org
|