พิมพ์หน้านี้
|
8 บรรทัดต่อปีต่อคน เป็นสถิติที่ผมเองก็ไม่อยากเอ่ยถึงมันบ่อยนัก เพราะลำพังตัวผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้สถิติการอ่านของคนไทยดำดิ่งสู่ก้นเหวเช่นนั้น ปัญหาของผมคือ อ่านหนังสือช้ามาก มิหนำซ้ำยังมีปัญหาเรื่องการสร้างสมาธิและบรรยากาศในการอ่านให้ตัวเองได้ยากลำบาก แต่คุณรู้ไหม ตอนนั่งรถเมล์ รถประจำทาง คือ ช่วงเวลาที่ผมอ่านหนังสือได้ดีที่สุด และผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็เพราะรถเมล์นั่นหละที่เป็นห้องอ่านหนังสือชั้นดีของผม มีนักเขียนหน้าใหม่ มีหนังสือเล่มใหม่ออกมาทุกวัน แต่ครั้นสำรวจตู้หนังสือ ชั้นหนังสือของเราเองก็พบว่า มีหลายเล่มที่เรายังไม่ได้หยิบมาพลิกอ่าน ชวนให้คิดถึงเพลงของอารักษ์ อาภากาศที่ว่า หนังสือที่คุณมีอยู่ อ่านหมดแล้วหรือยัง ผมก็ตอบเพลงไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังว่า ยังเลย ยังเลย ยัง... มีหนังสือเล่มไหนบ้างที่ผมอ่านรวดเดียวจบ ตอบได้เลย สิงห์สาโท ของ วัฒน์ วรรลยางกูร และงานของวัฒน์อีกเล่มหนึ่งคือ บนเส้นลวด เป็นหนังสือในดวงใจของผมมานานเกินทศวรรษแล้ว แต่ที่ว่ารวดเดียวจบก็ประมาณ 2 วันเห็นจะได้ เห็นไหมว่าผมมีความสามารถพิเศษเรื่องความช้า (แบบไม่อยากคุยว่า เป็นพวกเสร็จช้าน่ะครับ) ปีที่ผ่านมา ผมได้ไปค้นชั้นหนังสือของตัวเองและหยิบหนังสือหลายเล่มมาอ่าน เพราะต้องการทำสถิติให้กับตัวเอง และลองไล่เรียงหนังสือที่ยังอยู่ในความทรงจำ และหากจะแนะนำใครอ่านผมจะแนะนำ 9 เล่มต่อไปนี้ครับ
1. ที่เกิดเหตุ / วรพจน์ พันธุ์พงศ์ / open books เป็นบันทึก 1 ปีจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการไปทำความเข้าใจ ไปเรียนรู้จากสถานการณ์จริงของอดีตนักข่าวอย่างวรพจน์ ซึ่งวันนี้ถูกยกให้เป็นนักสัมภาษณ์มือหนึ่ง หนังสือแบ่งเป็นตอน ๆ เป็นเรื่องเล่าจากหลายมิติ มุมมอง เป็นการนำเสนอที่พร้อมจะรับฟังและเข้าใจทุกถ้อยสำเนียงในพื้นที่ที่ใครต่างก็มองว่าเป็นแดนแห่งมิคสัญญี แต่วรพจน์กลับนำพาเราไม่ค้นหาความงดงามท่ามกลางความเหี้ยมโหด อ่านแล้วก็อยากมอบรางวัลสันติภาพให้กับคนเขียน มอบรางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยมให้กับช่างภาพประจำเล่มนี้ด้วยนะครับ ชอบทั้งเรื่องและภาพเลย
เป็นหนังสือเล่มหนาที่ผมได้มาตั้งแต่ปี 2547 ต้องขอบคุณสามัญชนที่พิมพ์มันออกมา แม้จะเป็นเล่มหนาแต่ความเข้มข้นของเนื้อหาก็นำพาผมให้อ่านมันจนจบเล่มจนได้ เป็นการเล่าเรื่องผ่านชีวิตของคนในครอบครัว บูเอนติยา หกชั่วคนในเมือง มาคอนโด เป็นแนวอติสัจนิยม หรือสัจนิยมมหัศจรรย์ [magical realism] ที่อ่านแล้วเพลิดเพลินเจริญใจเหลือหลาย ได้ทั้งความบันเทิง ได้ทั้งแง่คิดมุมมองต่อชีวิต ต่อบทบาทของผู้คนในสังคมในครอบครัว บทบาทของชาย หญิงในการเปลี่ยนแปลงโลกเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ต้องยอมรับว่า ลีลาการเล่าเรื่องช่างโลดโผนโจนทะยานและไม่ลืมที่จะให้รายละเอียด ว่าแล้วก็อยากอ่านอีกรอบ
นับจากลูกอีสานแล้ว คนโซ เป็นงานวรรณกรรมที่ทำให้ผมอ่านไป หิวข้าวไป บางทีคิดว่าตัวเองเป็นตัวละครในเรื่องนั้นซะเอง (ทั้งเป็นบักคูนและเป็นคนโซในเรื่องนี้) นึกถึงตอนเรามีเงินแค่สามบาทหลังเลิกงานแต่ต้องกลับที่พักหลังสุด ขณะที่เพื่อน ๆ กลับกันหมดแล้ว และค่ารถเมล์มัน 3.50 บาท มันเป็นสถานการณ์จนมุมของนักเขียนไส้แห้ง และผมก็คิดไปเองว่า คำว่านักเขียนไส้แห้งนั้น มันต้องมาจากงานเขียนอันสุดวิเศษของคนุท แฮมซุน นี้เป็นแน่แท้ และต้องชื่นชมสำนวนของแดนอรัญ แสงทอง ที่แปลได้ราวกับว่าไปสรวมชีพเป็นแฮมซุน ซะเอง ทำให้คิดถึงงานแปลของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่เขาแปลได้อรรถรสราวกับว่า เป็นตัวละครตัวนั้น ๆ ไม่เชื่อลองไปหา แม่ ของแมกซิม กอร์กี้ หรือไม่ก็ คนขี่เสือ ของภาวณี ปัฏฏาจารย์ ที่จิตรแปลมาอ่านดูจะรู้ว่า จิตร ภูมิศักดิ์ นั้นเป็นนักแปลชั้นครูที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง (อยากให้นักแปลใหญ่แห่งสำนักพิมพ์คมบาง บางคนลดอัตตาแล้วหันมาสื่อสารกับคนอ่านอย่างคนต่อคนจะดีกว่านะครับ)
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กลับสู่ความเป็นสามัญชนคนเข้าใจชีวิตที่น่าคารวะ โดยเฉพาะงานเขียนของเขาเล่มนี้ ลดความเกรี้ยวกราดสาดใส่สังคม เป็นการค้นพบบางอย่างจากข้างในของตัวเขาเอง อ่านแล้วก็เข้าใจชีวิตมากขึ้น ต้องบอกว่า ในบรรดานักคิด นักเขียนไทยทั้งหลาย สำหรับผมแล้ว เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยึดแถวหน้าในใจผมไปครองมานานแล้ว แต่ ผ่านพบไม่ผูกพัน มันทำให้เสกสรรค์ น่ารักมากกว่าที่ผ่านมาเยอะ
ผมชอบวิธการเล่าจากตัวเองสู่โลกภายนอก หยอกล้อ หยอกเอินกับตัวเองแล้วยั่วล้อสังคมได้อย่างเจ็บแสบ ไม่เชื่อลองผ่านบทกวีที่ชื่อ มนต์รักเอ็มเอสเอ็น ก็ได้ นี่มันเป็นบทกวีที่เป็นภาพตัวแทนของยุคสมัยอย่างร้ายกาจทีเดียว สมควรแล้วที่ได้รางวัล
อ่านจบก็พบว่า อันตัวเรานี้ เขลา เบาปัญญาในเรื่องดนตรีเสียเหลือเกิน ไม่ได้แม้เพียงกระผีกของอาจารย์วีระ ท่านเลย หยิบเล่มนี้มาอ่านรับรองโลกดนตรีของคุณจะเปิดกว้างกว่าที่เคย จากที่เล่นเพลงสามสี่คอร์ดแล้ววางมาดโก้เก๋ จะต้องทบทวนตัวเองใหม่แล้วหละเรา
เป็นการสืบค้นตำนานการเซ็นเซอร์ในสังคมไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ไล่เรียงมาจนถึง กงจักรปิศาจ ยัน the king never smile อ่านแล้วก็เห็นลายแทงไปสู่หนังสือต้องห้ามหลาย ๆ เล่ม
นี่เป็นหนังสือประเภทต้องห้ามที่ยังมีลมหายใจและพยายามแสดงให้เห็นว่า freedom of the press นั้นไม่ใช่แค่บรรจุไว้ในพาน ในกฎหมาย แต่ต้องปฏิบัติได้จริง ก็ซื้อมาอ่านทุกเล่ม อ่านแล้วก็อยากให้กำลังใจคนทำต่อไป ทำให้ความจริงบางอย่างมันปรากฏ อย่าให้มันถูกกด ถูกเก็บงำเป็นความมืดดำอำพรางสร้างภาพให้คนกราบกรานนานเกินไป เป็นหนังสือเก้าเล่มที่ผมอ่านในรอบปีที่ผ่านมาแล้วจำได้ว่า เราชอบและอยากชวนคุณไปอ่าน หากใครได้อ่านแล้ว ชอบ ไม่ชอบอย่างไร เชิญใส่ได้เต็มที่เลยครับ |
| แสง เงา | ||
มีเวลาไปล่องเรือ สาละวิน อยากเอาบางภาพ ที่เราถ่ายเอง มาฝากก่อน เรื่องจะตามมาทีหลัง คุณอ้อย กับ คุณแอน สาวเชียงใหม่ เป็นนางแบบให้เจ้า เจิญหาความสำราญ |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||