วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551
ดอกดาวของชาวดิน
Posted by
ธีร์
,
ผู้อ่าน : 282
, 22:07:44 น.
| หมวดหมู่ :
บันทึกความทรงจำ
พิมพ์หน้านี้
|
- เพื่อนจากเชียงใหม่ตระเวนถ่ายรูปดอกไม้ส่งมาให้ชมทางจดหมายไฟฟ้า (E-Mail) ทำให้ใจจิตหวนจินตนาการถึงวันเก่า ๆ ที่เคยอยู่เชียงใหม่ว่า สายหมอกกับดอกไม้ปลายหน้าหนาวที่เมืองเหนือนั้นมันงดงามในความทรงจำตลอดมา
- ที่หน้าคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วงใกล้สอบปลายภาคจะมีต้นพะยอมที่ออกดอกบานเต็มต้น ยามเช้าดอกขาวจะเรี่ยรายเกลื่อนกล่นบนผืนดิน เวลาเดินผ่านราวกับเรากำลังอยู่ในวิมานกลีบดอกไม้
- หน้าแล้งที่เชียงใหม่ ถนนหลายสายประดับไปด้วยดอกไม้หลากสี ผมเคยขี่รถเครื่องเลียบคลองชลประทานเพื่อผ่านไปยังห้วยตึงเฒ่า สองข้างทางจะมีดอกไม้รายทางให้ชื่นชม แต่ผมไม่รู้จักชื่อดอกไม้เหล่านั้นเลย
- ผมชอบช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านจากหนาวเข้าหน้าแล้ง เพราะดอกไม้หลากสีที่เชียงใหม่จะเรียงรายกันออกดอก ขณะที่บนดอยสุเทพ ป่าก็จะผลัดใบ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นส้ม เหลือง ก่อนจะที่ลมแล้งจะนำพาไฟป่ามาพรากซากดอกไม้และใบแห้งกรอบ
- เพื่อนถามผมว่า ชอบดอกไม้อะไรมากที่สุด
- นั่นเป็นปัญหาของผมที่ไม่ค่อยนิยมชมชอบที่จะทำความรู้จักกับดอกไม้นานาพรรณ เพราะส่วนใหญ่ได้แต่เพียงชื่นชมความงามของทุ่งหมอกและดอกไม้ โดยไม่คิดว่า ชื่อเรียงเสียงไรนั้นสำคัญ แต่ก็นั่นหละ เมื่อต้องตอบคำถามของเพื่อนสาว เราก็จำต้องทบทวนกระบวนความทรงจำว่า ดอกใดที่เราจดจำมันได้ และไม่เป็นการตอบเพื่อให้เพียงผ่านคำถามนั้นไปเฉย ๆ
- กลับไปที่หน้าแล้งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผมทำงานยันเช้า แล้วก็ต้องหอบสังขารกลับไปอาบน้ำที่หอพักเพื่อจะเดินกลับมาทำงานต่อในเช้าวันนั้น ระหว่างทางผมพบว่า หน้าแล้งที่อีสานบ้านผมนั้นมันช่างแล้งได้สนิทใจ ดอกไม้ดอกไร่ไม่แย้มพรายให้ใครเห็น หญ้ารกชัฏสองข้างทางก็แห้งเกรียมไร้ชีวิตชีวา
- ท่ามกลางความแห้งผากนั้น พลันผมพบดวงดาวสีขาวบรรเจิดจ้า ผมยืนมองแน่นิ่งยาวนานราวกับไม่เคยพบพานสิ่งนั้นมาก่อน
- ผมขอบคุณตัวเองที่เดินกลับหอพักแทนที่จะปั่นจักรยาน เพราะสิ่งที่ผมได้พบพานนั้นมันยืนยันความเชื่อบางอย่างของคนที่มีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ และอยู่เพื่อเอาตัวรอดไปวัน ๆ อย่างผม การเดินช้าทำให้เราได้เห็นว่า ยังมีความงามท่ามกลางความแห้งผากของแผ่นดิน
- ผมเรียกดอกนั้นว่า ดอกดาวของชาวดิน เพราะรูปทรงของดอกไม้มันคล้ายดวงดาว ราวกับว่า ดอกไม้บนดินเป็นเงาสะท้อนของดวงดาวที่บนฟ้า ผมพยายามถามไถ่หลายคนว่าดอกไม้นั้นชื่ออะไร แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้ เพราะเขาบอกไม่มีเวลาแวะดู ครั้นจะเด็ดมาเพื่อยืนย้ำคำตอบ ผมกลับคิดว่า ดอกไม้นั้นควรเป็นความลับของผมต่อไป ผมสามารถชื่นชมดอกไม่ได้โดยไม่ต้องรู้จักชื่อ
- เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ดอกดาวของชาวดินของผม ยังเป็นดอกดาวของชาวดินผู้เอาตัวรอดไปวัน ๆเพียงแต่ผมไม่ได้เดินผ่านและชื่นชมดอกไม้ที่เบ่งบานท่ามกลางความแห้งแล้งนั้นอีกเลย
- ต่อเมื่อเพื่อนได้ไถ่ถามมา ความทรงจำเก่า ๆ ก็ผุดพราย พร้อมกับรอยยิ้มและดวงหน้าของใครบางคน ทำให้ผมลืมความสับสน ลืมความมืดมนในใจหม่นเศร้าไปสนิทใจ พลันผมนึกคำตอบได้ว่า นั่นเขาเรียกว่า ดอกรัก
- คำตอบคุ้มค่าแก่การเฝ้ารอ เพราะมันคู่ควรแก่คำนิยาม
- เพราะดอกรักยังงดงามและเบ่งบานในความแล้งเข็นใช่ไหม ที่ทำให้แผ่นดินแห้งผากแห่งดินแดนที่ราบสูงยังมีความหวัง ก็ดอกรักที่เราต่างฟูมฟักและมอบให้ด้วยใจนี่ใช่ไหม ที่ทำให้เราเป็นอยู่และพร้อมจะสู้กับความทุกข์ยากลำเค็ญ
แล้วประโยชน์อันใดที่เราจะฉุดกระชากพรากดอกไม้ไปจากใจของกันและกัน ? - พรุ่งนี้ ผมจะเขียนจดหมายไฟฟ้าไปบอกเพื่อนที่เชียงใหม่ว่า ผมชอบดอกรักมากที่สุด
- สวัสดี

|