พิมพ์หน้านี้
|
ชายผู้ฝันถึงผีเสื้อ ... เขามีเพียงเศษกิ่งไม้ในมือ กับบทกวีในใจ ...เขาถูกสาปให้มีเสรีภาพ เหมือนตราบาปมิอาจฝืนขัดขืนได้ จะเลือกจบชีวิตนี้หรือหนีไป หรือเลือกทนนั่งในห้องไฟมัวฯ...[๑]
เขาร่ายบทกวีราวกับมันเป็นบทกวีสุดท้ายแห่งลมหายใจ ทำให้คืนอันเหน็บหนาวใต้แสงดาว กลางแสงจันทร์ ข้างกองไฟริมน้ำชี กรุ่นกลิ่นความฝัน เห็นประกายพลังในแววตาของชายซอมซ่อข้างกองไฟคนนั้น
เมื่อนักเรียนที่เข้าค่ายแยกย้ายกันเข้านอน เราร่วมวงสนทนาและบรรเลงเพลงท่ามกลางหมอกหนา เขาขอให้ผมเล่นเพลง ANNIES SONG ของ John Denver และ LOVERS MOON ของ Glen Frey เขาร่วมร้องเพลงราวกับว่าจะไม่ได้ร้องมันอีกแล้ว
เมื่อเวลาล่วงเลย ผมควบมอเตอร์ไซค์ฝ่าความหนาวเย็นจากมา ปล่อยให้ค่ำคืนแห่งกวีกานต์ เสียงเพลงและเรื่องราวอยู่ข้างหลัง ส่วนเขา เลือกที่จะกางเต็นท์นอนริมน้ำชี มีแสงดาวเดือนและพรมหมอกเป็นเพื่อนยามราตรี ... ผู้สร้างวิมานในอากาศ ... ในห้องพักของเขา มีแต่บทกวีที่เขาเขียนติดแปะไว้เต็มผนังห้อง ทั้งที่เขาเรียนเอกคณิตศาสตร์ ... ชายผู้เป็นเพื่อนลำดับภาพความหลังเมื่อครั้งเขาเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยใจกลางที่ราบสูง ปะติดปะต่อความทรงจำให้แจ่มกระจ่าง
ในยุคที่คนหนุ่มสาวผู้ฝันถึงฟ้าสีทองผ่องอำไพ มีฉากสู้รบสงครามประชาชน และมีชะตากรรมอันแนบสนิทกับความตายของพวกเขารวมอยู่ด้วย
ในคืนที่ฝ่ายขวากวาดล้างนิสิตนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 พุ่มไม้ในมหาวิทยาลัยเป็นที่กำบังกายของผมกับเขาซึ่งเป็นไข้หนักจนหนาวสั่น
แม้มันจะผ่านเลยมาสามสิบเอ็ดปีแล้วก็ตาม ...ในปีที่มีฝนโบกขรพรรษสีแดงเหมือนตีนนกพิราบตกในเมืองทั้งวันทั้งคืน ฝนนั้นใครก็ทำนายว่า มันจะนำความร่มเย็นเป็นสุขมาให้เหมือนกับที่ตกในผะเวสชาดก ห่าเอ๊ย...มันมีแต่ความทุกข์น่ะไม่ว่า ฝนนั้นมันเหมือนกับเลือดข้น ๆ นี่เอง ท่วมเอ่ออยู่กลางท้องสนามหลวง ถนนหนทางเจิ่งนองไปด้วยเลือดสด ๆ บ้านเมืองตกอยู่ในความทุกข์ ความสับสน มีการทำร้ายไล่ล่าไปทุกหัวระแหง...วันหนึ่งมีกลุ่มคนแปลกหน้าพร้อมอาวุธครบมือมากันที่นี่ พวกเขากระโดดลงจากรถแล้วเที่ยวตรวจตราไปทั่ว รื้อค้นบ้านทุกหลัง...[๒] ... ฝันว่างเปล่า ... ที่ระเบียงบ้านสวนของเขา เราคุยเรื่องความฝัน เรื่องการสร้างสรรค์ผลงาน
คนเขียนหนังสือ ไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่า ได้เห็นผลงานของตัวเองถูกตีพิมพ์ เพราะนั่นเท่ากับมันได้รับยอมรับระดับหนึ่ง เราก็อยากอ่านหนังสือเรา อยากเห็นหน้าหนังสือของเรา ว่าจะเป็นอย่างไร
นั่นสิ จะมีอะไรที่เราต้องการมากไปกว่า ได้เห็นความฝันเป็นจริง สัมผัสได้รู้สึกได้ มันไม่ต่างจากคนทำงานเพลงที่อยากฟังเสียงเพลงของตัวเองทางสถานีวิทยุ อยากเห็นผลงานเพลงของตัวเองถูกกล่าวถึง แม้เพียงเศษเสี้ยวหางตาของความใส่ใจก็ตามเถอะ ... เจ็ดปีแล้ว นับแต่ผลงานรวมเรื่องสั้น ร่างแหแห่วิหค[๓] ของเขาถูกตีพิมพ์ เขาเฝ้ารอว่า งานรวมเรื่องสั้นเล่มที่สองของเขาจะเป็นจริงเมื่อใดขณะที่ข่าวคราวจากบรรณาธิการสำนักพิมพ์ก็เงียบหายไปพักใหญ่
มันคล้าย ๆ เป็นพันธะ เป็นภาระทางใจที่ยังไม่ได้รับการชำระสะสาง จนเราไม่สามารถไปที่ไหนได้ เพราะการเริ่มต้นยังไม่เกิดขึ้น
เขามีเรื่องราวมากมายที่พร้อมจะพรั่งพรูออกมาเป็นเรื่องสั้น เป็นบทกวี เป็นนิยาย แต่พลังขับเคลื่อนจากภายในดูจะแผ่วโหยโรยแรงเมื่อเวลายิ่งผ่านไปอย่างเนิ่นช้า ... สายลมบนถนนโบราณ
หนังสือเล่มที่ว่ายังไม่เห็นมาเลยค่ะ ก็ลองมาดูสัปดาห์หน้านะคะ
ก็พี่คนหนึ่งบอกเราว่า ประมาณช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ หนังสือจะออก
งั้นคงเป็นต้นเดือนหน้ากระมังคะ เพราะกว่าจะมาถึงอุบลฯก็ประมาณหนึ่งเดือนได้ ลองมาดูใหม่อีกรอบนะคะเป็นคำตอบซ้ำซากจากร้านหนังสือทั้งท้องถิ่นและยักษ์ใหญ่ข้ามถิ่นที่ทำเอาผมกับเพื่อนหน้าจ๋อยออกมานับครั้งไม่ถ้วน
ปลายเมษายน 2548 วันที่แดดแผดร้อนกว่าทุกวัน ผมกับเขาควบมอเตอร์ไซค์ไปที่ร้านหนังสือด้วยกัน เรากลับพร้อมกับคำตอบเดิมจากคนขาย ใบหน้าเซียว ๆ ของเขาดูซีดเซียวว่างเปล่ากว่าที่เคยเป็น ... ไพวรินทร์ ขาวงามก็บอกว่าออกแล้วนะ และในรายชื่อหนังสือส่งเข้าประกวดซีไรต์ปีนี้ก็มี แต่เขายังไม่มีโอกาสได้ยลโฉมหนังสือที่เป็นดอกผลแห่งสวนความฝันและจินตนาการของตัวเอง ... จนกระทั่งบ่ายปลายเดือนเมษายน ... เมื่อผมวางมันลงตรงกลางวงสนทนา ผองเพื่อนต่างลิงโลดออกนอกหน้าราวกับว่าได้รับของขวัญที่เฝ้ารอมาทั้งชีวิต ... มีเพียงรอยยิ้มและเสียง โอ.! ที่ถั่งท้นออกมาจากปาก เขาพลิกหน้าหนังสืออย่างพินิจพิเคราะห์ราวกับเวลาได้หยุดหมุนไปชั่วขณะ ... ผองเพื่อนต่างแสดงความยินดีกับเขาเป็นถ้อยคำ เป็นลายเซ็นบนหนังสือเล่มนั้น ก่อนที่จะมอบให้เขาผู้เป็นเจ้าของผลงาน อากาศอบอ้าวปลายเมษายนก็ฉ่ำเย็น ... ราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก ได้ปลดเปลื้องพันธนาการที่รัดรึงนานปีไปจากใจ
อย่างน้อยเราก็รู้ว่า ได้เวลาเริ่มต้นสร้างผลงานใหม่ออกมาเสียที
นักเขียนรางวัลรพีพร
มาโนช พรหมสิงห์ เป็นนักเขียนรางวัลรพีพร คนแรกของไทย ซึ่งรางวัล รพีพร รางวัลสำคัญของวงการวรรณกรรมไทย เป็นครั้งแรกของวงการวรรณกรรมไทย ที่เป็นรางวัล ทุนนักเขียน เป็นรางวัลที่ตั้งขึ้นเพื่อมุ่งมั่นในการสนับสนุนนักเขียนอิสระ เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์งานเขียนอย่างเต็มที่ ตามแนวความคิดของ สุวัฒน์ วรดิลก หรือ รพีพร ผู้ล่วงลับ
ล่วงสิบห้าปีแล้วที่ มาโนช พรหมสิงห์ ลาออกจากครูมาเขียนหนังสือ มาปลูกดอกไม้เลี้ยงชีพ ปัจจุบัน เขามีความสุขกับครอบครัวเล็ก ๆ อันอบอุ่น ผมแอบหวังว่า รางวัลนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาและเหล่าผีเสื้อวรรณกรรมทั้งหลายได้ขยับปีกบินว่อนบนสวนอักษรเพื่อสร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการ ตามความฝันอย่างไม่เหนื่อยล้าอีกครั้ง
งานมอบรางวัล รพีพร ครั้งที่ 1 จัดขึ้น ณ สถาบันปรีดี ซอยทองหล่อ วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2551 นี้ งานเริ่มเวลา 16:00 น.
ครอบครัวพรหมสิงห์ - มาโนช กับ เยาวเรศ และ "ธารตะวัน" เด็กหญิงสมัญญา พรหมสิงห์ [๑] มาโนช พรหมสิงห์. ณ ดวงตาเธอ มีดาวประกายพรึก เสรีภาพและความงามในโมงยามไม่จำนน,แด่ผู้ฝันถึงผีเสื้อ,บทกวีนิพนธ์.สำนักพิมพ์คมดาว,๒๕๔๕. [๒] มาโนช พรหมสิงห์. สายลมบนถนนโบราณ,ผ้าผะเวส,รวมเรื่องสั้น.กรุงเทพฯ : แพรวสำนักพิมพ์, ๒๕๔๘, หน้า ๑๔๒ ๑๔๓. [๓] มาโนช พรหมสิงห์.ร่างแหแห่งวิหค,รวมเรื่องสั้น.บุรีรัมย์ : สำนักพิมพ์บ้านทุ่ง, ๒๕๔๐. |