พิมพ์หน้านี้
ตามประสาของเด็กที่เกิดในสิ่งแวดล้อมที่คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เหลือแค่เด็กและคนชราเท่านั้น วันรุ่นหนุ่มสาวส่วนใหญ่พอจบชั้นประถมศึกษาแล้วก็ต้องเข้ามาทำงานที่กรุงเทพ พอกลับมาบ้านที ไม่มีใครที่ไม่มีของฝากติดไม้ติดมือมาให้คนที่บ้านเลย ทำให้มุมมองที่มีต่อคนที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพนั้นช่างสวยงามเหลือเกิน เลยตั้งปณิธานกับตัวเองว่าสักวันผมจะเป็นอย่างนั้นบ้าง ด้วยความโชคดีที่ผมเป็นเด้กที่เรียนดีมาตลอดเลยได้รับการสนับสนุนให้เรียนต่อให้สูงที่สุด ประกอบกับผมมักได้รับทุนการศึกษาอยู่เสมอ ๆ ทำให้ผมมีโอกาสเข้ามาศึกษาต่อที่มหาลัยของรัฐชื่อดัง อันดับต้นๆ ของประเทศที่เอ่ยชื่อไปแล้วทุกคนต้องร้องอ๋อ....(ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก)ประกอบกับคณะที่มีชื่อเสียงอันดับต้นของประเทศเช่นกัน เด็กมากมายเคร่งเครียดเพื่อแย่งกันสอบเข้าที่นี่ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นช่างสะดวกสบายมาก มีอิสระมีกิจกรรมทำในมหาวิทยาลัย มีเพื่อน มีโอกาสท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ มากมายทั่วทิศประเทศไทย และแล้วชีวิตที่สุดแสนจะมีความสุขแบบนั้นก็จบลงพร้อมกับวันที่ผมเรียนจบ บอกก่อนว่าผมเรียนจบ 3 ปีครึ่งด้วยเหตุผลที่อยากช่วยแบ่งเบาภาระของทางบ้านเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องส่งให้ทุกเดือนอย่างเคยและจะได้มีโอกาสตอบแทนคุณพ่อแม่บ้าง ผมตระเวณสมัครงานตั้งแต่ก่อนสอบปลายภาคเทอมสุดท้าย โดยที่ไม่มั่นใจเลยว่าจะจบหรือเปล่าเพราะประโคมลงเรียนซะเต็มพิกัดที่มหาวิทยาลัยสามารถให้ลงได้ ทั้งต้องรอผลสอบอีก 3 เดือนกว่าจะประกาศแต่ก็ต้องลองดูเผื่อมีสักที่ที่รับ ด้วยชื่อมหาลัยและคณะที่เชื่อมั่นว่าต้องมีสักที่ที่จะให้โอกาส ทุก ๆ จันทร์ - ศุกร์ผมต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปกรอกประวัติทิ้งไว้ตามบริษัทที่ประกาศรับสมัครพนักงาน โดยเชื่อว่าเขาน่าจะเรียกเข้าสัมภาษณ์เร็วกว่าส่งใบสมัครทางจดหมายหรือทางเวปไซต์สมัครงานที่มีอยู่มากมาย บางวันต้องเดินด้วยเท้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกันมาก (ประมาณ 2-3 กม. ) เพราะต้องประหยัดสุดๆ ตกเย็นต้องเข้าร้านเน็ตเพื่อหาแหล่งงานใหม่ ๆ เพื่อไปสมัครในเช้าวันใหม่ สุดท้ายผมก็ได้งานหลังจากที่ใช้เวลานานเกือบเดือน หลายครั้งเกิดความท้อในเรื่องงาน เกิดคำถามว่าทำไมเราต้องดิ้นรนขนาดนี้ แต่ทุกครั้งที่ท้อกำลังใจก็กลับเกิดขึ้นอีกครั้งเสมอ ในทุกเช้าและทุกเย็นที่ผมต้องใช้รถเมถ์เพื่อการเดินทางไป-กลับ ทุกครั้งที่มองออกนอกหน้าต่างรถเมถ์สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นอยู่ทุกวัน คือ คนเร่ร่อน นอนข้างถนน คนคุ้ยหาเศาอาหารในถังขยะ เด็กขายพวงมาลัยตามทางแยก ขอทาน แม่ค้า-พ่อค้าที่ขายของข้างบาทวิถี ไม่ว่าสภาพอากาศในวันนี้นฝนจะตก แดดจะแรงแค่ไหน ผู้คนเหล่านี้ก็ยังมีให้ผมได้พบเห็นในทุก ๆ วัน ผมเคยถามว่าตัวเองว่า จะมีสักวันมั้ยที่พวกเขาเหล่านั้นจะมีความสุข และทำไมพวกเขาเหล่านั้นถึงต้องทนกับสภาพที่น่ารันทดและลำบากแบบนี้ ทำไมพวกเขาถึงสามารถทนอยู่ต่อได้ บางครั้งผมเคยคิดว่าถ้าผมเป็นเขาผมคงไปบวช หรือไม่ก็เลือกที่จะตายดีกว่า แต่ภาพ ๆ หนึ่งที่ทำให้แปลกใจคือ พวกเขาเหล่านั้นก็ยังมีโอกาสได้หัวเราะ ยิ้มอย่างมีความสุขตามสภาพที่เขาเป็นอยู่ ผมจึงพยายามหาคำตอบว่าทำไมภาพแบบนั้นจึงเกิดขึ้นได้ หากเป็นเราล่ะ จะยิ้มและหัวเราะได้หรือไม่ และสุดท้ายผมก็เขาใจ เพราะว่าการมีชีวิตที่มีความสุขคือ การที่เราสามารถทนอยู่กับความทุกข์นั้นให้ได้ พวกเขาเหล่านั้นก็เช่นกัน พวกเขาคงยอมรับและเข้าใจกับสภาพที่เขาต้องเผชิญในชีวิตประจำวันและเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจหลีกลี้หนีพ้นได้ ตราบที่เขายังมีชีวิต ดังนั้น จะมัวมานั่งทุกข์ไปทำไม สู้ทำชีวิตในวันนี้ให้มีความสุขที่สุดดีกว่า .....นี่แหละคือกำลังใจของผม ชีวิตที่สอนให้ผมกล้าที่จะก้าวต่อไปแม้ว่าจะมีปัญหามากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ผมยังถือว่าโชคดีกว่าพวกเขามากมายแล้วทำไมผมต้องมานั่งท้อแท้ สู้เอาเวลาไปคิดหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดีกว่า |
| ภาพของพ่อ | ||
เป็นภาพส่วนหนึ่งของความประทับใจในตัวพ่อหลวงที่ปวงชนชาวไทนน่าจะมีโอกาสได้ชมและเก็บไว้ในความทรงจำที่ดี |
||
|
View All |
||
| คืนอันเป็นนิรันดร์ | ||
ข้อคิดดีๆ ที่ได้จากเพลง |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||