เป็นหลายอิริยาบถที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อมีรถไฟหนึ่งขบวนเข้าสู่ชานชาลา สถานีงิ้วลาย
เสียงคำรามของเครื่องยนต์กระหึ่มขึ้นอีกครั้ง ตามด้วยเสียงหวูด ก่อนที่ขบวนจะเคลื่อนเอื่อยๆ จากชานชาลา เดือนนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวยาวสีน้ำตาลเข็ม ซึ่งตั้งอยู่ริมสุดทางทิศใต้ของสถานี หันมองข้างโบกี้... ธนบุรี-น้ำตก เธออ่านป้ายด้วยเสียงแผ่วพร่า... แม้สิ้นเสียงแต่ถ้อยคำยังก้องในโสตประสาท หญิงสาวระบายลมหายใจ...ส่ายหน้าช้า แล้วน้ำตาก็รื้นขึ้นมาเอาดื้อๆ... รถไฟขบวนนี้กำลังมุ่งไปยังถิ่นที่เธอคุ้น...
ถัดสถานีนี้ไปสัก 2 ชั่วโมง ก็ถึงสถานีต้นทางที่เธอโดยสารจากมาเมื่อสัปดาห์ก่อน เพราะการตัดสินใจเพียงชั่ววูบ พร้อมเสื้อผ้า 2-3 ชุด เงินติดกระเป๋าอีกสองร้อยบาท เตร็ดเตร่อยู่ในถิ่นที่ไม่เคยคุ้น อาศัยนอนที่โบสถ์เล็กๆ ประจำอำเภอ ซึ่งไม่ใคร่จะสะดวกนัก ครั้นเงินหมดก็หางานรายวันทำ กัดฟันยอมทำงานรับจ้างล้างชามที่ร้านก๋วยเตี๋ยว มีพอใช้ไปวันๆ แต่สามวันมานี้โรคภูมิแพ้กำเริบ จึงไปทำงานไม่ได้ ตอนนี้เธอเหลือเงินติดตัวเพียงเหรียญสิบและเหรียญห้าไม่กี่เหรียญ หญิงสาวแบมือก้มมองเหรียญ ขณะเดียวกับน้ำใสจากสองตาได้ทิ้งตัวลงบนเหรียญนั้น...
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องหลั่งน้ำตา มันคือผลของการตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น ผละจากคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต... จะกี่ครั้งที่หวนคิดถึงเหตุการณ์วันนั้น สำนึกในใจก็บอกเธอเสมอว่าตนเองผิด แต่ด้วยความมีฐิติเป็นที่ตั้ง จึงยอมทนแช่อยู่ในสภาพที่ยากเข็ญเช่นนี้...
นับแต่วันที่จากบ้านมา...เธอไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไม ชานชาลา แห่งนี้จึงดึงดูดเธอให้มานั่งตรงนี้ทุกเย็น...หลายหนความเหน็ดเหนื่อยที่ทนหลังขดหลังแข็ง จากการรับจ้างล้างจานตลอดวัน ชวนให้เธออยากย้อนคืนทางเก่าที่จากมา แต่อีกใจยังคงอยากเอาชนะ และทุกครั้งผลของการต่อสู้ก็ถูกระบายออกมาเป็นน้ำตา ครั้งแล้ว ครั้งเล่า...
ภาพเก่าที่เกิดขึ้นไม่นาน ยังคงฉายซ้ำในความคำนึงของหญิงสาวเสมอ...
"แม่ขอร้องนะเดือน เลิกคบกับเพื่อนกลุ่มนี้เถอะ ท่าทางดูแล้วไม่น่าไว้ใจเลย งานการไม่เห็นมีทำเป็นหลักเป็นแหล่ง เอาแต่บิดมอเตอร์ไซค์กวนชาวบ้านทั้งวันทั้งคืน ลูกไปไหนมาไหนดึกๆ ดื่นๆ กับไอ้หนุ่มพวกนี้แม่ใจไม่ดีเลย"
"โธ่-แม่...ทำไมแม่เป็นคนแบบนี้นะ!" เธอขมวดคิ้วพูดสวนขึ้นมา "แม่น่ะ...ชอบมองคนแง่ร้ายเรื่อยเลย พี่ๆ กลุ่มนี้เขาไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครหรอกน่า"
"แต่จ่าเปลวพ่อหนูรำพึงบอกแม่ว่า วัยรุ่นกลุ่มนี้มีพฤติกรรมน่าสงสัย ตอนนี้ตำรวจก็กำลังจับตา เพราะมีสายบอกว่าอาจจะทำงานไม่สุจริตให้คนมีอิทธิพล แม่ก็ต้องเป็นห่วงสิลูก"
"เอาอีกละ แม่ก็...ฟังแต่คนอื่นนั่นแหละ! เขาไปฟังใครเล่า แล้วเอามาพูดแม่ก็เชื่อหมด แม่เชื่อหนูสิ พวกพี่โก้น่ะ ถึงจะแต่งตัวแปลกๆ แบบนั้น แต่เขาก็จริงใจนะแม่ หน้าตาก็ดี แถมเป็นสุภาพบุรุษ เวลาไปเที่ยวนะ ดึกแค่ไหน เขาก็ดูแลเอาใจใส่มาส่งหนูทุกครั้ง มาทีก็มากันเป็นกลุ่ม เขาดูแลหนูดีขนาดนี้ แม่ยังไปว่าเขาอีก!"
หญิงสาวขึ้นเสียง ยืนยันแข็งขัน ปล่อยให้ผู้เป็นแม่มองด้วยใจสะท้อน ครั้นเดินเข้าหาจะคว้าแขน เธอก็สะบัดหน้าหันหลังแล้วกระทืบเท้าเข้าห้องปิดประตู โครม! ขังตัวเองอยู่ในนั้น โดยไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เชือดเฉือนใจผู้เป็นแม่เหลือคณา...
หาใช่เพียงครั้งแรกที่แม่เตือน และทุกครั้งหลังจากเธอทำต่อแม่เช่นนี้ เธอพบว่า ไฟในห้องของแม่จะยังคงเปิดสว่างจนค่อนคืน ครั้นแง้มประตูแอบดู ภาพที่เห็นคือ แม่คุกเข่าที่ข้างเตียง 2 มือ กุมไว้ที่อก พริ้มตา ปากเผยอพูดพึมพำเบาๆ แสงไฟในห้องสาดต้องกับน้ำใสที่เอ่อท้นลงเคลียแก้ม เธอเห็นภาพนี้คราใด ก็หงุดหงิดใจ เพราะประหนึ่งว่าเธอเป็นเสมือนผู้ทำร้ายจิตใจแม่อย่างสากรรจ์ ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต และแม่เองก็น่าจะรู้ว่าเธออายุ 17 แล้ว ไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่จะต้องมาคอยเพน้าพะนอ จู้จี้ซักไซ้...เธอคิดว่า เธอโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว...
กระทั่งวันหนึ่ง...ที่ในตัวจังหวัดมีงานประจำปี เธอได้ไปเที่ยวกับเขาและเพื่อนๆ ครั้นเกือบจะเที่ยงคืน เขาก็เอ่ยชวนว่าจะพาเธอกลับมาส่งบ้าน เพราะต้องตื่นแต่เช้ามืดช่วยแม่ทำขนมไปขายที่สถานีรถไฟ ทั้งที่ใจเธอนั้นอยากอยู่ใกล้เขาและอยากจะสนุกกับเพื่อนๆ แต่ก็อดที่จะประทับใจในความห่วงใยของเขาไม่ได้ จึงยอมกลับมาก่อน
ระหว่างทางเหลือเพียงไม่ถึง 2 กิโลฯ ก็จะถึงบ้าน หันมองข้างทางมืดมิด เธอใจเต้นแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ แล้วอยู่ๆ เขาก็ชะลอ และจอดที่ไหล่ทาง ชวนเธอลงจากรถ ทันใดนั้นเขาได้หันหน้าเข้ามาจับ 2 แขนเธอไว้แน่น แม้จะในความมืดสลัวแต่เธอก็มองเห็นดวงตาคู่นั้น ไม่ต่างอะไรกับเสือ ที่กำลังจะขย้ำเหยื่อ เธอตกใจไม่ทันจะพูดอะไรเขาก็โถมตัวเข้าปลุกปล้ำ เธอกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตกใจ
"ปล่อยนะ...อย่า!!" พลางพยายามเบี่ยงตัว และผลักเขาออกไป ขณะที่ 2 มือนั้นยิ่งบีบแขนเธอแรงขึ้น พร้อมตะคอกหมดคราบผู้ชายใจดี
"อย่าทำเป็นเล่นตัวไปหน่อยเลยน่ะ...ก็ไหนว่ารักพี่ไง แค่นี่ทำเป็นเรื่องมากไปได้"
"ไม่นะ..ไม่เอา มันไม่ดี เรายังไม่ได้แต่งงานกันนะ"
"เอ๊ะ...ยังไงกันนี่ หยุดดิ้น แล้วหุบปากซะทีได้มั้ย"
"ไม่เอา ไม่นะ ไม่!" หญิงสาวพยายามขัดขืน สะบัดตัวสุดแรง ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอจึงมีแรงต้านมากมายขนาดนี้
"ช่วยด้วย!!" เธอร้องสุดเสียง หวังว่าจะมีใครสักคนได้ยินและมาช่วย...
และแล้วเหมือนเบื้องฟ้ายังปราณี เมื่อมีแสงไฟมาจากด้านหลัง มองจากกระจกมอเตอร์ไซค์ ก็พบว่ากำลังมีรถยนต์วิ่งตามกันมา 2 คัน ชายหนุ่มผู้สวมวิญญาณซาตาน รีบผละจากเธอ แล้วสตาร์ทมอเตอร์ไซค์กระชากออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้คราใด ก็ให้รู้สึกขอบคุณใครสักคน...ใครคนนั้นที่เธอคิดว่าแม่คงรู้จักดี และเป็นคนที่แม่ได้พูดคุยกับเขาทุกคืนค่ำ...และเคยบอกเธอว่าแม่ฝากเขาดูแลเธอเสมอ...อาจจะเป็นใครคนนั้นช่วยเธอไว้ก็เป็นได้...
ถึงกระนั้นเธอก็ยังคงเป็นเธอ เป็นลูกที่เอาแต่ใจตัวเอง ดื้อรั้นไม่มีเปลี่ยน...และที่เธอต้องระเห็จมาถึงต่างอำเภอเช่นนี้ก็เพราะรำคาญที่แม่เตือนเธอหนักข้อ เพราะเขามาขอโทษเธอและคืนดีกับเธอ...และเธอเองก็ยินดีรับไมตรีจากเขา แม้ว่าแม่จะขอร้องเธออีกครั้งแล้วครั้งเล่าให้เลิกคบ แต่หญิงสาวก็ไม่เคยฟัง เพราะใจนั้นทุ่มเทให้เขา โดยมองข้ามในสิ่งที่เขาเคยคิดจะย่ำยีเธอเสียสิ้น
จนครั้งหลังสุด ที่แม่ใช้ไม้แข็ง ขังเธอไว้ในห้อง 3 วัน คอยส่งข้าวส่งน้ำ หมายจะดัดนิสัยให้สำนึก แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ต่อพันธนาการ โยงผ้าปูผูกกับหน้าต่าง หนีออกจากบ้านพร้อมเงินเพียงเล็กน้อย แล้วขึ้นรถไฟมายังอำเภอแห่งนี้...หวังเพียงประชดให้แม่เจ็บปวดกับสิ่งที่แม่ทำกับเธอ ทั้งที่ส่วนลึกรู้ดีว่าได้ทำร้ายใจผู้บังเกิดเกล้าเหลือหลาย รู้ทั้งรู้ว่า นับแต่พ่อจากไป เธอคือผู้เดียวที่แม่มีและรักยิ่งชีวิต หญิงสาวนึกถึงหลากเรื่องราวแต่หนหลัง พร้อมน้ำตาที่เอ่อท้นสองขอบตา แล้วล้นเป็นธารน้ำใสไหลมิขาดสาย
ขณะหนึ่ง เสียงข่าวจากโทรทัศน์ซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าห้องขายตั๋ว ชวนเธอเหลียวหลังไปมอง ครั้นเห็นภาพบุคคลในข่าว หญิงสาวถึงกับเบิกตากว้างใบหน้าร้อนผ่าว!
ข่าวภาคค่ำเสนอการจับกุมวัยรุ่นแก๊งค้ายาบ้ารายใหญ่ของจังหวัด ยึดของกลางได้มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าบุคคลมีชื่อเสียงระดับจังหวัดอยู่เบื้องหลัง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ขยายผลเพื่อตามจับกุมลำดับต่อไป
กลุ่มชายวัยรุ่นกว่า 10 คน นั่งก้มหน้าเรียงหน้ากระดาน กล้องจับภาพชายที่นั่งกลาง ซึ่งคาดว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม หญิงสาวเพ่งมอง แม้จะก้มหน้าแต่เธอก็จำได้และรู้จักเขาดี พี่โก้ เธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ พร้อมความรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง คละความรู้สึกเสียใจที่เหมือนพายุโถมเข้าใส่...
ผิดหวัง...ที่เธอเคยเชื่อมั่นในเขา ไม่เคยมองรอบด้าน แม้เขาเคยเผยตัวตนให้เห็นถึงความร้ายกาจ ให้รู้ว่าการคบหากับเธอมิใช่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
เสียใจ...ที่คำเตือน คำทัดทานของแม่ไร้ความหมาย และเบากว่าถ้อยคำหวานที่เขาเฝ้าประโลมเธอ ไม่รู้ซึ้งถึงแววตาที่เปี่ยมด้วยรักและเมตตาของผู้บังเกิดเกล้า แต่กลับเข้าใจว่าแววตาที่แฝงเล่ห์กลของเขานั้นเปี่ยมด้วยความอาทร
หญิงสาวปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น โดยไม่สนใจว่าใครจะเหลียวมอง ปล่อยลำธารน้ำตาพรากไหลพรั่งพรู คล้ายจะให้ช่วยชำระล้างตำหนิ ริ้วรอยแห่งความผิดให้หมดสิ้น จะทำอย่างไรหนอ...จะต้องร้องไห้นานอีกสักเท่าใด จึงจะลบเลือนความรู้สึกนี้ได้
"ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ท่านที่ประสงค์จะเดินทางไปกับขบวนรถดีเซลราง ธนบุรี-ไทรโยค กรุณาเตรียมสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย ขณะนี้รถกำลังจะเข้าเทียบที่ชานชาลาที่ 1 ครับ"
เสียงประกาศจากเจ้าหน้าที่ ผุดความคิดหนึ่งเธอแล่นขึ้นมา...ขบวนนี้ ปลายทางคือไทรโยค และแน่นนอนมันวิ่งผ่านสถานีที่เธอจากมา...จากถิ่นที่เธอเคยอยู่ หญิงสาวนับเงินในมือทีละเหรียญ...ทีละเหรียญ...35 บาท! มันคือจำนวนเงินพอดีกับที่เธอใช้ซื้อตั๋วชั้น 3 และมาลงที่นี่ เร็วเท่าความคิดเธอตรงรี่ไปที่ช่องจำหน่ายตั๋ว
"โพธาราม ชั้น 3 ที่ 1 ค่ะ" เธอบอกเจ้าหน้าที่อย่างร้อนรน พลางหันมองรถที่กำลังจะเข้าสู่ชานชาลา แว่วเสียงหวูดรถไฟ ดังมาแต่ไกล... เขาเหลือบมองเธอเล็กน้อยก่อนรับเงิน แล้วยื่นตั๋วให้ ครั้นหันกลับก็พอดีกับรถกำลังชะลอเข้าเทียบชานชาลา หญิงสาวตรงไปยังบันได้ขึ้นชั้น 3 ทันที ซึ่งไม่มีผู้โดยสารมากนัก และบนรถยังเหลือที่ว่างอีกมาก เธอทรุดนั่งชิดริมหน้าต่าง เพียงครู่ เสียงระฆังของสถานีก็กังวานขึ้น ขบวนรถเริ่มเคลื่อนออกจากสถานี...เธอหันมองข้างทางในเงาสลัว...ขณะที่ลมเริ่มปะทะเข้ามา เรียกความสดชื่นให้รู้สึกสบายขึ้นมาได้บ้าง... "ได้เวลาแกะน้อยกลับบ้านเสียที"
(โปรดติดตามอ่านตอนจบ)
* * * * * * * * * *