พิมพ์หน้านี้
|
บทสัมภาษณ์โกสต์ไรเตอร์มือทอง (ตอนจบ)
รายได้แบ่งออกเป็นสองแบบคือ แบบจ่ายครั้งเดียว หรือเหมาจ่าย และจ่ายแบบเป็นค่าลิขสิทธิ์หรือเป็นเปอร์เซนต์ ซึ่งก็แล้วแต่เนื้อหาของงาน ความยากง่าย ความสำคัญ ระยะเวลาการทำ โกสต์บางคนรับงานตั้งแต่สองหมื่นบาทต่อเล่มก็มี บางคนก็รับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทเป็นต้นไป แต่สำหรับส่วนตัว มักรับเป็นลิขสิทธิ์เปอร์เซนต์มากกว่า เพราะเราทุ่มเทเต็มที่ และมันท้าทายกว่า (ยิ่งหนังสือขายดี มีพิมพ์ซ้ำเรื่อยๆ เราก็จะได้ส่วนแบ่งเรื่อยๆ) ก็เหมือนงานทั่วๆ ไปคือดูจากประสบการณ์ เพราะว่าคนที่เคยมีปรระสบการณ์มาแล้ว ก็อาจจะรู้วิธีการ รู้ปัญหาและการแก้ปัญหา บางคนเคยเขียนมาแล้วหลายเล่ม จะรู้ว่างานโกสต์ จริงๆ แล้ว ยากกว่างานนักเขียนเสียอีก เพราะเขียนเองจะง่ายกว่า มานั่งเขียนงานให้คนอื่น บางคนพอมีผลงานมากๆ มีประสบการณ์แล้ว ก็ไม่อยากจะรับงานโกสต์แล้ว ก็อาจจะเป็นเหตุผลทำให้ค่าตัวแพงกว่าคนอื่น แต่โกสต์หน้าใหม่ๆ ที่ฝีมือดีๆ ก็มี ขึ้นอยู่กับว่าใครถนัดแนวไหนมากกว่า ที่โกสต์ขาดแคลน เพราะนักเขียนจริงๆ จะไม่ชอบรับงานโกสต์ ส่วนใหญ่จะผลิตงานเป็นของตัวเองมากกว่า เพราะเป็นตัวของตัวเองมากกว่า ค่าลิขสิทธิ์ดีกว่า และได้เครดิตดีกว่า ดูคอนเซ็ปต์ของงานเป็นหลัก ดูวัตถุประสงค์ของหนังสือนั้นๆ ว่าต้องการประชาสัมพันธ์ ต้องการขาย หรือต้องการทำให้เป็นวรรณกรรม หนังสือดีขึ้นหิ้ง เมื่อดูวัตถุประสงค์ที่ต้องการแล้ว ก็มาดูวัตถุดิบที่มี นั่นคือเปรียบเทียบสิ่งที่ต้องการและสิ่งมี กลายเป็นความเป็นไปได้
ก็เหมือนกับหนังสือทั่วไป คือเริ่มจากการกำหนดแนวที่อยากทำ มีการพูดคุยเบื้องต้นของทุกฝ่าย จะได้แนวคร่าวๆ จากนั้นก็เริ่มสัมภาษณ์รอบแรก ทีนี้จะเห็นภาพจริงๆ แล้ว ว่าใช่ตามที่คิดหรือเปล่า แล้วค่อยมาปรับแผนอีกที เมื่อได้ที่แน่นนอนขึ้นก็ถึงเริ่มทำตามนั้น จนเสร็จกระบวนการณ์ คือ สัมภาษณ์ เก็บข้อมูล เรียบเรียง เขียน บรรณาธิการ จัดหน้า ถ่ายภาพประกอบ ทำปก และจัดพิมพ์ จากนั้นเปิดตัว ประชาสัมพันธ์ วางแผงขาย กระตุ้นยอดขาย ทำโปรโมชั่น แท้จริงแล้ว โกสต์ไรเตอร์จะต้องลืมตัวเองไปเลย หัวใจของการเขียนแต่ละเล่ม อยู่ที่ต้องเขียนออกมาให้เป็นคนๆ นั้นมากที่สุด ภาษาของเขา ไสตล์ของเขา คงความเสน่ห์และชีวิตชีวาของคนๆ นั้น โกสต์จึงต้องเขียนได้หลายแบบ หรือจริงๆ แล้ว โกสต์แค่ถ่ายทอดสิ่งที่เจ้าของหนังสือเล่าออกมาให้มาเป็นตัวหนังสือ ให้ตัวเขากับตัวหนังสือออกมาใกล้เคียงกันมากที่สุด ที่พบประจำคือวิธีการนำเสนอ จะเลือกนำเสนออย่างไร โดยส่วนตัวเท่าที่ทำงานมา คิดว่า การทำงานของโกสต์ในงานเชิงชีวประวัติ การเรียบเรียงออกมาเชิงนวนิยายไม่ค่อยเหมาะ เพราะนิยายก็คือนิยาย การนำเสนอเรื่องก็ยังต้องอาศัยลักษณะแบบนิยายอยู่ ซึ่งอย่างนั้นออกไปเขียนนิยายเองเลยดีกว่า จะเจอปัญหาในการเรียบเรียงเยอะ ในที่สุดก็พบว่า การเขียนแบบโกสต์น่าจะเล่าตามความเป็นจริง ด้วยท่วงทำนองของเจ้าของเรื่องดีกว่า เรียบง่าย ตรงประเด็น ใช้ทางสายกลาง และเป็นตัวเขามากที่สุด เพียงแต่โกสต์ต้องทำหน้าที่ให้มากๆ ในเรื่องของการค้นหารายละเอียดให้มากพอ และน่าสนใจ แล้วเค้นมันออกมาให้ชัดเจนจนได้น้ำได้เนื้อ
ระยะเวลาในการทำงานแต่ละเล่ม ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง แน่นอนว่า ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหา แต่จริงๆ แล้ว การทำหนังสือกับคนดัง ปัญหาสำคัญก็ขึ้นอยู่กับคนดังไม่ค่อยมีเวลาเหมือนกัน และอีกอย่าง บางคนก็ไม่ใช่นักเล่า พูดไม่เก่ง ก็มีแต่เราต้องเขียนเป็นเล่ม ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือ โกสต์อยากใช้เวลาอยู่กับเขาให้นานที่สุด สัมภาษณ์ให้มากที่สุด ทุกซอกทุกมุม บางครั้งอาจจะสัมภาษณ์ตามโครงเรื่อง แต่บางครั้งก็ไม่ได้ไปตามโครงเรื่อง เพราะอาจจะมีเรื่องที่นอกเหนือไปจากนั้น ซึ่งต้องอาศัยการเปิดไปเรื่อยๆ ฉะนั้น สิ่งที่ยากสำหรับโกสต์คือ บางครั้งการสัมภาษณ์คนดัง ก็จะมีท่วงทำนองเรื่องราวคล้ายๆ กัน ดังนั้นสิ่งที่โกสต์ต้องมองหาคือ โครงเรื่องและเรื่องราวใหม่ๆ สิ่งที่ลับและน่าสนใจจริงๆ จากคนๆ นั้น ต้องแตกต่างกว่า และใหม่กว่า
ความยากง่าย ความทุ่มเท ความรัก และความพอใจ ไม่มีอะไรตายตัว เหมือนราคาทองคำ โดยทั่วไป โกสต์อาจจะรับเหมาครั้งเดียวไปเลย เพราะถือว่าเป็นการจ้างทำของ ก็มีตั้งแต่เล่มละ 2 หมื่น ไปจนถึงหนึ่งแสนบาท แต่ถ้าคิดเป็นเปอร์เซนต์ก็มีตั้งแต่ 3-5 เปอร์เซนต์ ของยอดพิมพ์ จากปกติค่าลิขสิทธิ์หนังสือคือ 10 เปอร์เซนต์ สมมติ เล่มละ 200 บาท x พิมพ์ 3,000 เล่ม จะได้ตัวเลข 600,000 ฉะนั้น 10% ที่โกสต์จะได้ในการพิมพ์ครั้งนี้คือ 60,000 บาท ส่วนที่คิดแบบรายเหมาครั้งเดียว มักอยู่ที่ประมาณ 20,000-50,000 บาท แน่นอนว่า ต้องพัฒนาไปสู่การเป็นเจ้าของหนังสือของตัวเองในที่สุด หรือสำหรับคนที่เขียนหนังสือของตัวเองอยู่แล้วก็จะผลิตงานคุณภาพออกมาได้มากขึ้น เพราะนี่เป็นกระบวนการพัฒนาตนเองในอีกมิติหนึ่ง นอกจากนี้ก็อาจจะเป็นบรรณาธิการได้ด้วย เพราะเป็นผลจากการที่ได้คลุกคลีอยู่กับการทำหนังสือมากๆ นั่นเอง แนวโน้มของโกสต์ไรเตอร์ในอนาคตจะเป็นไปอย่างไร ถ้าตลาดอิ่มตัวกับหนังสือแนวคนดัง โกสต์ก็จะอิ่มตัวตาม แต่โกสต์จะหันไปผลิตข้อเขียนแบบอื่นมากขึ้น เช่น งานสารคดี งานข้อมูล นอกจากนี้โกสต์เมืองไทยอาจรับเขียนไม่ใช่แค่ชีวประวัติหรือบทความแทนก็ได้ อาจหมายถึงรับเขียนนิยายแทน ถ้าใครมีพล็อตเรื่องดีๆ นอกจากนี้โกสต์ไรเตอร์ก็อาจจะขยับขยาย ไม่ใช่แค่รับงานเขียน อาจรับผลิตและดูแลกระบวนการทำหนังสือทั้งหมด ถ้าลูกค้าต้องการ และทั้งหมดนี้คือคำบอกเล่า จากอดีตโกสต์ไรท์เตอร์มือทอง ที่วันนี้ยังใช้เวลาว่างในการผลิตงานเขียนออกมาเป็นระยะ ตามประสาคนรักการเขียน ในนามสำนักพิมพ์ของตนเอง sun moon three สามารถติดตามข่าวคราวของเธอได้ที่ http://www.octpublishing.com
* * * * * เมื่อพิจารณาลักษณะการทำงานของโกสต์ไรเตอร์แล้ว ทำให้ผู้เขียนนึกไปถึง ลักษณะการเขียนแบบอื่นๆ ที่เคยทำ และทำอยู่ในปัจจุบัน จริงๆ แล้วโกสต์ไรเตอร์อาจเป็นได้ทั้งคนที่ตอบจดหมายแทนคนดัง เขียนคำสุนทรพจน์แทนผู้บริหารในองค์กร หรือเรียบเรียงบทความ ครอบคลุมไปถึงการเขียนหนังสือแทน แล้วจึงให้เจ้าของเรื่อง (ที่มีความสามารถในการเขียนดี แต่ไม่มีเวลา) ดูเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายบทบาทของอาชีพ Copy-Writer นอกจากนี้ยังรวมไปถึง บางครั้งโกสต์ไรเตอร์อาจจะไม่ได้มีหน้าที่เขียนแทน แต่อาจจะอีดิทงานเขียนที่มีผู้เขียนไว้แล้วให้ดียิ่งขึ้น คล้ายกับบทบาทของบรรณาธิการ โดยทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยก่อนส่งต้นฉบับให้บรรณาธิการตัวจริงต่อไป หวังว่าบทความ และบทสัมภาษณ์โกสต์ไรเตอร์ จะเป็นประโยชน์ และสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สนใจในเส้นทางนี้นะครับ * * * * * * * * * * ขอขอบคุณ "หริ่น" เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา เรื่องก่อนหน้านี้: บทสัมภาษณ์โกสต์ไรเตอร์มือทอง (ตอนที่ 1) แรกนั้น ตั้งใจจะจบเรื่องโกสต์ไรเตอร์มือทองเพียงเท่านี้ **โปรดติดตามเอนทรี่หน้าครับ** |