
เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน วันนี้สิ้นเดือนอีกแล้ว....
เหมือนเดือนนี้ไม่ค่อยได้เขียนบล็อคเลยค่ะ
คงเป็นเพราะต้องเตรียมตัวสอบตรง เดือนหน้าก็สอบแล้ว
เลยไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อคเป็นประจำเหมือนแต่ก่อน....
พอเดือนตุลานี่สิ คงจะยุ่งน่าดู ถ้าหายหน้าหายตาไปก็อย่าว่ากันนะ
แต่จะไม่ทิ้งเพื่อนๆ พี่ ป้า น้า อา ชาวโอเคเนชั่นแน่นอนค่ะ
วันนี้เอารายงานขององค์การอนามัยโลกมาฝากค่ะ
จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า สถิติผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนทั่วโลกเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอันดับสอง รองจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด และอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้หญิงกว่า 200 ล้านคนทั่วโลกต้องทุกข์ทรมานจากโรคนี้ ในส่วนของเมืองไทยเป็นที่กล่าวถึงกันมานาน และเป็นภัยเงียบที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม โดยข้อมูลที่มีการสำรวจพบก็คือ ผู้หญิงมีโอกาสเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 คน ฝ่ายผู้ชายกลับพบ 1 ใน 5 โดยแต่ละคนต้องสูญเสียค่ารักษาเฉลี่ยปีละ 3 แสนบาท
ศ.เกียรติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์ ผอ.ศูนย์ ฟื้นฟู สภากาชาดไทย และประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุน เผยว่า โรคกระดูกพรุน คือ โรคที่เกิดกับกระดูก เพราะมวลกระดูกมีความหนาแน่นลดลง ทำให้เนื้อกระดูกมีความบางโปร่งจนถึงพรุน และแตกหักได้ง่าย ในวัยเด็กปริมาณเนื้อกระดูกจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 30-35 ปี หลังจากนั้นเนื้อกระดูกจะ ลดลงอย่างช้า ๆ แต่ใน ผู้หญิง เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนปริมาณเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลอดชีวิต ผู้หญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชายถึง 2 - 3 เท่า การสูญเสียมวลกระดูกจะค่อยๆเกิดขึ้นโดยผู้ป่วยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว วิธีเลี่ยงไม่ให้กระดูกพรุนต้องปฏิบัติตั้งแต่เกิด ไปจนตลอดชีวิต โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง
ช่วงแรก คือ แรกเกิด จนอายุ 30 ปี สะสมเนื้อกระดูกให้หนาแน่นสุด ทั้งรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และขยันเอ็กเซอร์ไซส์
เลยวัย 30 อัพก็ต้องป้องกันไม่ให้สูญเสียเนื้อกระดูก รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาร้าสุก กะปิ ปลาป่น กุ้งแห้งป่น พวกผัก งา ออกกำลังกายกลางแดดวันละ 30 นาที ช่วงเช้า 06.00-09.00 น. หรือช่วงเย็น 15.00-18.00 น.
ระยะสุดท้าย คือวัยทอง เป็นช่วงที่ร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ คอยยับยั้งการสลายกระดูก ฉะนั้นเมื่อขาดฮอร์โมนเพศ การสลายกระดูกจึงเพิ่มขึ้น จนทำให้สูญเสียเนื้อกระดูกได้ปีละ 3-5% ช่วงนี้ต้องดูแลเต็มที่ คือ ยับยั้งการสลายกระดูกด้วยการรับประทานอาหารแคลเซียมสูง ออกกำลังกายกลางแจ้งวันละ 30 นาที ถ้าตากแดดไม่พอก็ต้องรับประทานวิตามินดีเสริม พ่วงด้วย วิตามินซี บี 6 และเค 2 ที่จะช่วยในการสร้างกระดูก
แต่ปัญหาที่น่าห่วงก็คือ คนไทยได้รับแคลเซียมจากอาหารเพียงวันละ 361 มิลลิกรัมเท่านั้น ทั้งที่ความต้องการแคลเซียมในแต่ละวันของวัยต่างๆ ไม่เหมือนกัน
โดยเด็กๆ ควรได้รับประมาณ 600 มก./วัน
ขณะที่วัยรุ่นควรได้รับ 1,000-1,500 มก.,
ผู้ใหญ่ 800-1,000 มก.,
หญิงตั้งครรภ์ต้องการแคลเซียม 1,500 มก.,
ช่วงวัยทองยิ่งต้องการมาก เฉลี่ยประมาณ 1,500-2,000 มก.
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค กระดูกพรุน
1. ผู้หญิงหลังจากหมดประจำเดือน สาเหตุสำคัญเชื่อว่าเกิดจาก ภาวะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน
2. การกินอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน เช่น กินอาหารที่มีโปรตีนสูง ( เนื้อสัตว์ )หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง ( รสเค็ม ) แต่กินอาหารที่มีแคลเซี่ยมน้อย ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน
3. กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีคนในครอบครัว เป็นโรคกระดูกพรุน ก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
4. สูบบุหรี่ ดื่มสุรา
5. ขาดการออกกำลังกาย
6. น้ำหนักตัว
7. เป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคขาดวิตามินดี โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคมะเร็งบางชนิด
8. ได้รับยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก ยาขับปัสสาวะซึ่งมักใช้ในโรคความดันโลหิตสูง
9. ผู้สูงอายุ สาเหตุสำคัญเชื่อว่าเกิดจากอายุที่ เพิ่มขึ้นและการขาดแคลเซี่ยมเป็นเวลานาน

