• ฅนมือซอ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thai-rhythm@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2010-04-04
  • จำนวนเรื่อง : 3
  • จำนวนผู้ชม : 170008
  • จำนวนผู้โหวต : 34
  • ส่ง msg :
  • โหวต 34 คน

<< เมษายน 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 7 เมษายน 2553
Posted by ฅนมือซอ , ผู้อ่าน : 140523 , 22:13:15 น.  
หมวด : ดนตรี

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

              

            2,500ปีก่อน กลองสำริด หรือที่เรียกว่า มโหระทึก แพร่จากดินแดนเวียดนาม (ในปัจจุบัน) ในวัฒนธรรมดองซอนมาสู่ดินแดนในไทย   มีการเขียนภาพบันทึกไว้ในถ้ำ เป็นภาพคล้ายขบวนแห่ มีคนหามฆ้องหรือกลอง (ภาพในถ้ำตาด้วง จังหวัดกาญจนบุรี)

 

 

ภาพกลองสำริด

 

สมัยสุโขทัย (ราว พ.ศ. 1800 - 1900)ในหลักศิลาจารึกสมัยสุโขทัยกล่าวถึงเครื่องดนตรีไทยไว้มากมาย เช่น พิณ (อาจหมายถึงกระจับปี่หรือพิณน้ำเต้า) ฆ้อง ระฆัง กังสดาล มโหระทึก กลองใหญ่ กลองรวม กลองเล็ก ฉิ่ง บัณเฑาะว์ ซอพุงตอ (สันนิษฐานว่าเป็นซอสามสาย) แตร สังข์ ปี่ไฉน เขาสัตว์ ฯลฯ รวมทั้งมีบันทึกว่ามีการถวายเครื่องดนตรีให้แก่วัดด้วย มีเรียกวงดนตรีประเภทหนึ่งว่า “พาทย์” น่าจะเป็นเครื่องตีทำจังหวะและทำนองไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับบทเพลงที่ใช้บรรเลง

 

สมัยทวารวดี (พ.ศ. 1200 - 1600)

-          ปรากฎหลักฐานในภาพปูนปั้นที่เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี เป็นภาพผู้หญิงห้าคน สี่คนมีเครื่องดนตรีประจำตัว ได้แก่ พิณห้าสาย พิณน้ำเต้า กรับ และฉิ่ง อีกคนหนึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นนักร้อง

 

 

ภาพปูนปั้นสมัยทวาราวดี

 

สมัยอยุธยา (พ.ศ. 1893 - 2310)

-          เครื่องดนตรีมีครบถ้วนทั้งดีด สี ตี เป่า ชาวบ้านนิยมเล่นกันมาก จนในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 - 2031) ต้องออกกฎมณเฑียรบาล ห้ามเป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน

-          มีวงปี่พาทย์เครื่องห้า ประกอบด้วยปี่ ระนาด ฆ้องวง ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง ใช้บรรเลงในงานพิธีกรรมทางศาสนา งานบุญพิธี และงานแสดงนาฏกรรม เช่น โขน หนังใหญ่

-          มีวงมโหรีเครื่องสีซึ่งประกอบด้วย ซอสามสาย กระจับปี่ โทน กรับพวง และผู้ขับร้องลำนำ ต่อมาได้เพิ่มรำมะนาและขลุ่ยเข้ามาเป็นวงมโหรีเครื่องหก มีการผูกคำกลอนเป็นบทมโหรีใช้ร้องส่งกัน ในภายหลังได้นำจะเข้มาบรรเลงแทนกระจับปี่

-          บทเพลงมีทั้งเพลงขับร้องและเพลงบรรเลง บทร้องเพลงเป็นกาพย์คล้ายบทกลอนกล่อมเด็ก ต่อมาพัฒนาเป็นบทดอกสร้อย และกลอนแปด มีเพลงเสภาเป็นการเล่านิทานหรือเล่าเรื่องที่เรียกว่าการขับเสภา ส่วนบทเพลงบรรเลงมีทั้งเพลงเกร็ด เพลงเรื่อง เพลงหน้าพาทย์ เพลงภาษา อัตราจังหวะส่วนใหญ่เป็นสองชั้น

สมัยธนบุรี (พ.ศ. 2310 - 2325)

-          เมื่อคราวสมโภชพระแก้วมรกตซึ่งอัญเชิญมาจากเวียงจันทร์ มีการบันทึกว่ามีการบรรเลงวงดนตรีต่างๆ ได้แก่ พิณพาทย์ ไทย พิณพาทย์รามัญ มโหรีไทย มโหรีแขก มโหรีฝรั่ง มโหรีญวน และมโหรีเขมร สลับผลัดเปลี่ยนกันเป็นเวลาถึง 2 เดือน กับ 12 วัน

สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325 – 2352)

-          มีการเพิ่มกลองทัดในวงปี่พาทย์ขึ้นอีกหนึ่งลูก รวมเป็นสองลูก เสียงสูงลูกหนึ่งเรียกว่า “ตัวผู้” เสียงต่ำลูกหนึ่งเรียกว่า “ตัวเมีย”

 

 

กลองทัด

 

รัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352 - 2367)

-          พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเป็นทั้งนักกวีและดุริยกวี ทรงส่งเสริมด้านวรรณคดีและการละคร พระองค์ทรงซอสามสายได้ไพเราะยิ่ง (ซอสามสายของพระองค์ได้มีนามว่า ซอสายฟ้าฟาด) พระองค์ทรงแต่งบทละครให้เข้ากับบทรำและทำนองดนตรี นับเป็นสมัยที่ดนตรีไทยเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมาก

-          สมัยนี้การขับเสภาเล่านิทานเฟื่องฟูมากโดยเฉพาะวรรณคดีพื้นบ้านเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แต่เดิมการขับเสภามีเพียงกรับเสภาคู่หนึ่ง และผู้ขับเสภาต้องใช้เสียงขับและขยับกรับตลอดไม่มีโอกาสพัก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดเกล้าฯให้นำวงปี่พาทย์มาประกอบการขับเสภา เริ่มแรกเป็นการบรรเลง สอดแทรกการขับเล่าเรื่อง ภายหลังลดบทบาทของผู้ขับและการขับเล่าเรื่อง คงเหลือแต่การร้องส่งเป็นบทเพลง แต่เนื่องจากเสียงของตะโพนนั้นดังมาก ไม่เหมาะกับการร้อง จึงมีผู้นำเปิงมางมาถ่วงด้วยขี้เถ้าบดกับข้าวสุกเพื่อให้เสียงต่ำลง เกิดเป็นกลองสองหน้า ใช้ตีหน้าทับแทนตะโพนและกลองทัด วงปี่พาทย์เสภาจึงประกอบด้วย ปี่ใน ระนาด ฆ้องวง กลองสองหน้า และฉิ่ง ถือเป็นพระเพณีต่อมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

   กลองสองหน้า

 

รัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367 - 2394)

-          พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ยกเลิกละครหลวง การละครและดนตรีจึงไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ตามวังของเจ้านาย ซึ่งส่งผลให้ดนตรีไทยแพร่หลายมาถึงปัจจุบัน

-          เกิดเครื่องดนตรีขึ้นอีกสองชนิดในวงปี่พาทย์ คือระนาดทุ้มกับฆ้องวงเล็ก

-          มีการนำปี่นอกซึ่งเดิมใช้ในการแสดงหนังใหญ่ มาประสมในวงปี่พาทย์อีกอย่างหนึ่ง วงปี่พาทย์จึงพัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่

-          ครูมีแขกแต่งเพลงโดยขยายจากเพลงสองชั้น เดิมเป็นอัตราสามชั้นสำหรับใช้ในการบรรเลงและขับร้อง เช่น เพลงแขกมอญ เพลงการเวก เพลงสารถี เป็นต้น แต่ยังไม่เป็นที่นิยม

-          เกิดเพลงสำเนียงภาษาต่างๆมากมายเกิดขึ้น เนื่องจากเริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายมากขึ้น

-          Bass Drum เครื่องดนตรีตะวันตกเข้ามาในเมืองไทยพร้อมกับการฝึกแถวทหารแบบตะวันตก คนไทยเรียกว่า “กลองมะริกัน”

 

รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394 - 2411)

-          พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ยกเลิกพระราชกำหนด ห้ามมิให้ผู้ใดมีละครหญิง นอกจากพระมหากษัตริย์ ทำให้เจ้าของละครต่างฝึกผู้หญิงขึ้นเป็นละคร ประชาชนก็นิยม ละครชายจึงซบเซาลง ตามวังเจ้านายหรือบ้านใดที่มีข้าทาสบริวารที่เป็นผู้ชายก็หันไปฝึกหัดปี่พาทย์กัน ทำให้เกิดวงปี่พาทย์เพิ่มขึ้น

-          เจ้านายชั้นสูง พระราชวงศ์ ตลอดจนขุนนาง ต่างนิยมชมชอบดนตรี และมีวงดนตรีประจำวังของตน มีการประกวดประชันวงกัน เช่น วงปี่พาทย์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว วงกรมหลวงเทเวศรวัชริน วงกรมหลวงสรรพศิลปปรีชา วงกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ฯลฯ

-          พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนการดนตรีทั้งแบบแผนและพื้นบ้านอีสาน  วงปี่พาทย์วังหน้าของพระองค์มีครูแขกเป็นผู้ควบคุมฝึกสอน พระราชทานยศแต่งตั้งครูมีแขกซึ่งเป็นสามัญชน ให้มีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ภายหลัง ครูมีแขกแต่งเพลง “เชิดจีน” ซึ่งถือว่าเป็นเพลงที่มีความงดงามเป็นอย่างมาก และเป็นความก้าวหน้าใหม่ของวงการดนตรี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็น พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร)

-          ครูมีแขกแต่งเพลงอัตราสามชั้นสำหรับให้วงปี่พาทย์วังหน้าบรรเลงไว้จำนวนมาก และเป็นที่แพร่หลาย วงอื่นๆจึงคิดเพลงสามชั้นมาประกวดประชันกัน ทำให้เกิดทำนองที่มีลูกล้อลูกขัดหรือเพลงทยอยขึ้น จนครูมีแขกได้รับสมญานามว่า “เจ้าแห่งเพลงทยอย”

-          ครูมีแขกแต่งเพลงทยอยเดี่ยว ซึ่งถือเป็นต้นตำรับของการประดิษฐ์ทางเดี่ยวสำหรับเครื่องดนตรีต่างๆในสมัยต่อมา

-          ครูเพ็งแต่งเพลงทยอยใน เถา ขึ้น นับเป็นเพลงเถาเพลงแรก

-          เปลี่ยนการบรรเลงเพลงโหมโรงเสภาจากเดิมที่ใช้เพลงสองชั้น มาเป็นเพลงสามชั้น แต่ต้องลงท้ายตอนจบ เหมือนทำนองเพลงวา ซึ่งถือเป็นประเพณีมาจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างเพลงโหมโรงในยุคนี้คือ โหมโรงพม่าวัด

โหมโรงขวัญเมือง โหมโรงครอบจักรวาล

-          พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเพิ่มระนาดเอกเหล็กและระนาดทุ้มเหล็กเข้าประสมเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เพื่อประกอบเสภาและร้องส่ง ส่วนวงปี่พาทย์ประกอบละครยังเป็นวงเครื่องห้าหรือเครื่องคู่

-          เกิดการประสมวงกลองแขกกับวงเครื่องสาย เรียกว่า วงกลองแขกเครื่องใหญ่ ภายหลังเรียกว่า

วงเครื่องสายปี่ชวา

-          เกิดวงบัวลอย ที่ใช้ประโคมศพ

-          วงเครื่องเป่าของดนตรีตะวันตกเข้ามามีบทบาทในการฝึกหัดแถวทหารเพื่อการสวนสนาม มีครูฝึกดนตรีฝรั่งเข้ามาฝึกสอน

ครูมีแขก

 

รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - 2453)

-          เกิดรูปแบบของทำนองที่เรียกว่า “ทางกรอ” หรือ “เพลงบังคับทาง” มีเพลงเขมรไทรโยคเป็นเพลงทางกรอเพลงแรก นับเป็นเพลงที่มีความไพเราะและเป็นเพลงอมตะมาจนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงพระนิพนธ์ทั้งบทร้องและทำนอง

-          มีการนำตัวละครมาแสดงประกอบการขับเสภา เรียกว่า เสภารำ หรือละครเสภา ต่อมากลายเป็นเสภาตลก

-          อิทธิพลของตะวันตกทำให้เกิดละครไทยรูปแบบใหม่ๆ เช่น ละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง ละครร้อง และละครพูด จึงมีการปรับปรุงดนตรีให้สัมพันธ์กันด้วย

-          สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ปรับปรุงวงปี่พาทย์ให้มีเสียงนุ่มนวลขึ้นเพื่อประกอบการแสดงละครรูปแบบใหม่ โดยนำเครื่องดนตรีที่มีเสียงเหมาะสม เช่น ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องหุ่ย 7 ใบ ขลุ่ยอู้ มาแทนเครื่องดนตรีที่มีเสียงดังหรือเสียงเล็กแหลม เรียกวงปี่พาทย์นี้ว่า “วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์”

-         

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์

-          เกิดความนิยมใช้วงปี่พาทย์มอญบรรเลงในงานพระศพเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และมีการประพันธ์เพลงสำเนียงมอญด้วย

-          เริ่มมีการบันทึกแผ่นเสียงครั่ง (Phonograph) เพลงไทย

-          นักดนตรีและดุริยางกวีที่โดดเด่นในรัชกาลนี้ เช่น หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) หรือ ครูมีแขก ถึงแก่กรรมในรัชกาลนี้ พระเสนาะดุริยางค์ (ทองดี ทองพิรุฬห์) ครูช้อย สุนทรวาทิน หลวงกัลยาณมิตาวาส (ทับ พาทยโกศล) ขุนประสานดุริยศัพท์ (แปล ประสานศัพท์) เป็นต้น

-          พ.ศ. 2452 วงดนตรีอังกะลุงออกแสดงครั้งแรกในงานกฐินพระราชทาน ณ วัดราชาธิราช โดยจางวางศร (ภายหลังเป็นหลวงประดิษฐ์ไพเราะ) และ ครู เอื้อน ดิษฐ์เชย เป็นผู้ดัดแปลงเครื่องดนตรีอุงคลุงที่ได้จากเกาะชวามาเป็น “อังกะลุง” ที่คนไทยรู้จักกันในทุกวันนี้

รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453 - 2468)

-          พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการดนตรีและการละคร ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ บทละครชนิดต่างๆ รวมทั้งบทละครแบบตะวันตก ทรงจัดตั้งกรมมหรสพแยกจากกรมโขนหลวง ทรงจัดตั้งกรมพิณพาทย์หลวงดูแลเรื่องของปี่พาทย์ เครื่องสาย และกลองแขก ปี่ชวา เพื่อใช้บรรเลงประกอบพระราชพิธีต่างๆ โดยมีวงปี่พาทย์วงหนึ่งสำหรับตามเสด็จฯ เรียกว่า “วงข้าหลวงเดิม” ต่อมาเรียกว่า “วงตามเสด็จ”

-          เป็นสมัยที่การละครและดนตรีเจริญรุ่งเรืองมาก ถือได้ว่าเป็นยุคทองของดนตรีไทย ตามวังเจ้านายและคหบดี ต่างมีวงปี่พาทย์และครูที่มีภูมิรู้ประจำวง เกิดการพัฒนาด้านวิชาการดนตรีทั้งแนวคิด หลักการ วิธีการ ตลอดจนเทคนิคการประพันธ์ มีการวางระบบการบรรเลงหลากหลายวิธี ทั้งแบบพื้นฐาน การบรรเลงชั้นสูง และการบรรเลงเดี่ยว

-          เกิดรูปแบบการประสมวงดนตรีไทยกับเครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น เครื่องสายประสมขิม เครื่องสายประสมเปียโนของตะวันตก เป็นต้น นับเป็นแบบแผนที่เอื้อให้ดนตรีไทยสามารถปรับตัวและสืบทอดต่อไปโดยไม่เสียเอกลักษณ์

-          เกิดกลุ่มนักดนตรีในราชสำนัก กลุ่มนักดนตรีอาชีพ และกลุ่มนักดนตรีสมัครเล่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำนุบำรุงบรรดาครูดนตรีฝีมือดีให้กินอยู่ดีมีสุข พร้อมทั้งพระราชทานนามสกุล บรรดาศักดิ์ให้ด้วย

-          นักดนตรีและดุริยางกวีที่โดดเด่นในรัชกาลนี้ เช่น สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ทูลกระหม่อมบริพัตร) หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จางวางทั่ว พาทยโกศล พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) เป็นต้น

-          มีการตั้งกองเครื่องสายฝรั่งหลวงซึ่งเป็นวงดนตรีสากล โดยผู้วางรากฐานสำคัญของการพัฒนาดนตรีสากลในราชการนี้ก็คือ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยากร)

 

พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์)

 

ราชการที่ 7 (พ.ศ. 2468 - 2477)

-          พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยดนตรีเป็นพิเศษ ทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้

-          หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่งเพลงไว้เป็นจำนวนร้อยๆเพลง มีชนิดที่ทำแนวทางบรรเลงเปลี่ยนไปจากของเก่า เรียกว่า “ทางเปลี่ยน” ทำให้เกิดความหลากหลายในทำนองเพลงไทย สำหรับนักดนตรีบ้านบาตรของท่านเป็นสถานที่ชุมนุมของนักดนตรีไทยจากทุกสารทิศที่มาศึกษาหาความรู้

-          สำนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอื่นๆในสมัยนี้ เช่น สำนักดนตรีวัดกัลยาณ์ของครูจางวางทั่ว พาทยโกศล สำนักดนตรีของครูจางวางสวน ชิตท้วม พระประแดง สำนักครูพุ่ม โตสง่า บางลำพู สำนักครูหรั่ง พุ่มทองสุข ภาษีเจริญ ประตูน้ำ และสำนักครูเพชร จรรย์นาฎย์ พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

-          พ.ศ. 2472 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงริเริ่มการบันทึกโน๊ตเพลงไทยเป็นโน๊ตสากล โดยบันทึกเป็นทางของวงปี่พาทย์ มีแนวปี่ใน ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ระนาดเอกเหล็ก ตะโพน กลอง และฉิ่ง

-          มีการนำออร์แกนลมมาปรับปรุงให้ได้ระดับเสียงใกล้เคียงกับเครื่องดนตรีไทย รวมทั้งไวโอลิน หีบเพลงชัก และขิม และปรับปรุงวิธีการจัดวงดนตรีเทคนิคการบรรเลง เพื่อแสดงประกอบภาพยนต์เงียบตามโรงภาพยนต์ จนวงเครื่องสายประสมออร์แกนเป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป

-          มีการบันทึกแผ่นเสียงครั่งเพลงไทยฝีมือการบรรเลงของนักดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงขณะนั้นออกมาจำนวนมาก เช่น หลวงกล่อมโกศลศัพท์ (จอน สุนทรเกศ), หลวงเพราะสำเนียง (ศุข ศุขวาที) ,วงพิณพาทย์วังบางขุนพรหม, แผ่นเสียงเศรณี, แผ่นเสียง ต.เง็กชวน ฯลฯ ได้รับความนิยมแพร่หลาย

-          สถานีวิทยุอัมพรสถาน สถานีวิทยุพี.เจ ศาลาแดง พระราชวังพญาไทย เผยแพร่เพลงไทยจากวิทยุสู้ผู้ฟังเพลงไทยทางบ้าน เป็นมหรสพที่มาแทนที่การชมการฟังการแสดงสด

หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

รัชการที่ 8 (พ.ศ. 2477 - 2489)

-          เกิดโรงเรียนสอนดนตรีและนาฏศิลป์ไทยของราชการแห่งแรกคือ โรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ขึ้นกับ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ (ปัจจุบันคือวิทยาลัยนาฏศิลป์) ก่อตั้งโดย พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เมื่อ พ.ศ. 2479

-          กรมศิลปากรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบบทเพลงเพื่อบันทึกโน๊ตเพลงไทยเป็นโน๊ตสากล ต่อจากที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงทำไว้

-          เกิดนโยบายรัฐนิยม ปรับปรุงประเทศไทยไปสู่อารยะ มีการควบคุมการบรรเลงดนตรีไทย และนักดนตรีต้องมีใบสำคัญศิลปิน

รัชกาลที่ 9 (พ.ศ. 2489 – ปัจจุบัน)

-          มีการนำทำนองเพลงพื้นเมืองหรือเพลงไทยสองชั้น ชั้นเดียว มาใส่เนื้อร้องใหม่แบบเนื้อเต็มตามทำนอง เกิดเป็นเพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง

-          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้วงดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงมาบรรเลง บันทึกเสียงออกอากาศผ่านทางสถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิตเป็นประจำ เช่น คณะศรทองของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ

(ศร ศิลปบรรเลง) คณะพาทยโกศล วงของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง และวงของนายมนตรี ตราโมท เป็นต้น บางครั้งพระองค์ทรงบันทึกเสียงกับวงดนตรีไทยด้วย เช่น วงของข้าราชบริพาร และวงเครื่องสายผสมของคณะแพทย์สมาคม (แพทย์อาวุโส) เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรจัดพิมพ์สมุดโน๊ตเพลงไทยออกเผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2505

-          พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัดความถี่ของเสียงดนตรีไทยเพื่อให้เป็นมาตรฐาน

-          การสอนดนตรีไทยได้รับการส่งเสริมเข้าสู่โรงเรียนและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ทั้งในระดับประถมฯ มัธยมฯ จนถึงอุดมศึกษา มีการก่อตั้งชุมนุมดนตรีไทยในสถาบันการศึกษาต่างๆ และมีการจัดประกวดวงดนตรีไทยในระดับต่างๆโดยภาครัฐและเอกชน

-          พ.ศ. 2528 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เริ่มต้นการประกาศยกย่องศิลปินแห่งชาติเป็นปีแรก โดนนายมนตรี ตราโมท ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงดนตรีไทย

-          ศิลปินรุ่นใหม่พัฒนาดนตรีไทยในแนวทางร่วมสมัย เช่น การประสมวงที่มีเครื่องดนตรีไทยกับเครื่องดนตรีตะวันตก การใช้เทคโนโลยีการบันทึกเสียงสร้างมิติเสียงใหม่ๆในดนตรีไทย

-          ดนตรีไทยได้รับการเผยแพร่ผ่านทางสื่อรูปแบบใหม่ ทั้งแถบบันทึกเสียง และซีดี รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และเว็บไซต์

-          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมดนตรีที่สำคัญยิ่ง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในทางการบรรเลงดนตรีไทยและขับร้องตลอดจนพระราชนิพนธ์เนื้อร้องสำหรับนำไปบรรจุเพลงต่างๆ ผลงานเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง เช่น เพลงไทยดำเนินดอย เพลงเต่าเห่ เพลงชื่นชุมนุมกลุ่มดนตรีไทย เป็นต้น เสด็จไปร่วมงานมหกรรมดนตรีไทยต่างๆ งานแสดงดนตรีไทยครั้งสำคัญๆ งานพิธีไหว้ครูดนตรีไทย และงานพระราชทานรางวัลศิลปินแห่งชาติ ให้แก่ศิลปินดนตรีไทยและศิลปินด้านอื่นๆ

คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง

รู้จักดนตรีไทยเบื้องต้น

การประสมวงดนตรีไทย

                การประสมวงดนตรีไทยมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งวงดนตรีแต่ละประเภทจะมีหลักการผสมเครื่องดนตรีที่แตกกันไป บางวงเน้นเครื่องตีและเครื่องเป่ามาก บางวงเน้นเครื่องดีดสีมาก หรือบางวงมีการขับร้องประกอบด้วย

แต่เดิมการประสมวงดนตรีไทยไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนในการระบุจำนวนเครื่องดนตรี ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความสนุกสนานพอใจของผู้เล่นเป็นหลักต่อมาในภายหลังจึงมีการจัดระบบระเบียบถึงชื่อเครื่องดนตรี รายละเอียดเครื่องดนตรี จำนวนเครื่องดนตรี หลักการใช้งาน และการให้ความสำคัญในเชิงสังคมวัฒนธรรม

การประสมวงดนตรีไทย แบบฉบับประเภทต่างๆ และหน้าที่การใช้งาน อาจแบ่งได้ดังนี้

·       วงดนตรีโบราณ เพื่อการขับกล่อม – บันเทิง เช่น วงขับไม้ วงบรรเลงพิณ

·       วงเครื่องประโคม เพื่อกิจกรรมของราชสำนัก เช่น วงแตรสังข์มโหระทึก

·       วงปี่พาทย์ เพื่อประกอบพิธีกรรม การแสดงโขนละคร การขับกล่อมบันเทิง เช่น วงปี่พาทย์เครื่องคู่ เครื่องใหญ่

วงปี่พาทย์มอญ วงปี่พาทย์นางหงส์ ฯลฯ

·       วงเครื่องสาย เพื่อการขับกล่อม – บันเทิง เช่น วงเครื่องสายไทย วงเครื่องสายปี่ชวา ฯลฯ

·       วงมโหรี เพื่อการขับกล่อม – บันเทิง เช่น วงมโหรีเครื่องหก

·       วงที่เกิดจากการผสมผสานพิเศษ เพื่อการขับกล่อม – บันเทิง เช่น วงมหาดุริยางค์ วงอังกะลุง แตรวง

ประเภทของเครื่องดนตรีไทย   แบ่งเป็น 4 ประเภทตามกิริยา

เครื่องเป่า

·       ปี่นอก

·       ปี่ใน

·       ขลุ่ย

·       ปี่ชวา

·       ปี่มอญ

เครื่องดีด

·       จะเข้

·       กระจับปี่

เครื่องสี

·       ซอด้วง

·       ซออู้

·       ซอสามสาย

เครื่องตี

·       ระนาดเอก

·       ระนาดทุ้ม

·       ระนาดเอกเหล็ก

·       ระนาดเอกทุ้ม

·       ฆ้องวงใหญ่

·       ฆ้องวงเล็ก

·       โทน รำมะนา

·       ตะโพน

·       กลองทัด

·       กลองแขก

·       โหม่งสามใบ

·       เปิงมาง

·       ฉิ่ง

·       ฉาบเล็ก

·       ฉาบใหญ่

·       กรับพวง

·       กรับ

·       กรับคู่

วงดนตรีไทย   ประกอบด้วย

·       วงขับไม้

·       วงปี่ชวากลองแขก

·       วงบัวลอย

·       วงประโคมในงานพระราชพิธี

·       วงปี่พาทย์ไม้แข็ง ไม้นวม

·       วงปี่พาทย์เครื่องคู่ เครื่องใหญ่

·       วงปี่พาทย์เสภา

·       วงปี่พาทย์นางหงส์

·       วงปี่พาทย์มอญ

·       วงเครื่องสายไทย

·       วงเครื่องสายปี่ชวา

·       วงเครื่องสายประสม

·       วงมโหรีโบราณ

·       วงมโหรีปัจจุบัน

·       วงอังกะลุง

·       วงมหาดุริยางค์ไทย

·       วงแตรวง – โยธวาทิต

เพลงไทย ประกอบด้วย

·       เพลงโหมโรง

·       เพลงหน้าพาทย์

·       เพลงเรื่อง

·       เพลงเถา

·       เพลงเสภา

·       เพลงตับ

·       เพลงเกร็ด

·       เพลงทยอย / เพลงมีโยน

·       เพลงลา

·       เพลงเดี่ยว

·       เพลงออกภาษา

·       เพลงอาวุธ / เพลงสระหม่า

·       เพลงเพื่อการระบำรำฟ้อน

·       เพลงในพระราชพิธีหลวง

·       เพลงปี่พาทย์มอญ

ดุริยกวีที่มีชื่อเสียง

·       ครูมีแขกหรือพระประดิษฐ์ไพเราะ

·       พระยาประสานดุริยศัพท์

·       พระยาเสนาะดุริยางค์

·       สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

·       จางวางทั่ว พาทยโกศล

·       หลวงประดิษฐ์ไพเราะ

·       ครูมนตรี ตราโมทย์

·       . ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์

·       ครูบุญยงค์ เกตุคง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 09/04/2010 เวลา : 08.32 น.
http://www.oknation.net/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

สวัสดีครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ฅนมือซอ วันที่ : 08/04/2010 เวลา : 15.54 น.
http://www.oknation.net/blog/thai-rhythm

ขอบคุณมากๆค่ะ หนูเชื่อว่ายังมีคนที่สนใจในเรื่องวัฒนธรรมดนตรีไทยอยู่ไม่น้อย เพียงแต่อาจไม่รู้ว่าจะหาข้อมูลได้อย่างไร หรือว่าจะไปหาชมได้จากที่ไหน ต้องsearchว่าอะไร ส่วน
ข้อมูลเพิ่มเติมยังมีอีกมากมาย แต่จะทยอยเอามาลงให้ได้อ่านกันนะคะ ต้องขอขอบคุณผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมด้วย นอกจากบล็อก ทุกๆท่านยังสามารถเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันที่ Facebook ได้อีกด้วยนะคะ เดี๋ยวไว้จะเอาลิงค์มาลงแปะไว้ให้ค่ะ ^____^~

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chailasalle วันที่ : 08/04/2010 เวลา : 12.49 น.
http://www.oknation.net/blog/chailasalle

บทความดีมากเลย ที่จริงดนตรีไทยเป็นศิลปะที่กลั่นกรองมาเป็นพันปี สละสลวยงดงามแต่ซับซ้อนจึงเข้าถึงยากไปนิดนึง สังเกตได้ว่า หากมีการนำมานำเสนอในแง่มุมที่ง่ายต่อคนดูคนฟัง คนจะติดและชอบอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่าง เรื่อง โหมโรง ที่หยิบ ซอ เล่นเพลง คำหวาน ใช้ดนตรี ชิ้น คลอเบาๆ จับช่วงสั้นๆ
กินใจคนดูมากขนาดผมต้องไปหา เพลงนี้ มาฟัง หรืออย่างรายการคุณพระช่วยก็เช่นกัน อยากให้ พยายามนำความงดงามของดนตรีไทยนี้มา ย่อยให้เราาอ่าน อีกนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ชมพู่แก้มแหม่ม วันที่ : 08/04/2010 เวลา : 08.37 น.
http://www.oknation.net/blog/prisanasweetsong
" ที่นี่มีเพลง ที่นี่มีเพื่อน รักเพื่อนไม่ขาดเพลง รักเพลงไม่ขาดพื่อน "  สโลแกนของครูชาลี  อินทรวิจิตร ...บ้านหลังที่ 2 : http://www.oknation.net/blog/prisanasweetsong2

ขอบคุณสำหรับข้อมูลประวัติดนตรีไทยค่ะ

เป็นคนที่ชอบดนตรีไทย นาฏศิลป์ อยู่แล้วค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน