พิมพ์หน้านี้
|
หลายคนคงรู้จักและคุ้นเคยกับกระรอก...กรณ์อุมา พงษ์น้อย กันมาบ้างไม่มากก็น้อยค่ะ.... ปัจจุบันกระรอกเป็นประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก-กุยบุรี... กระรอกเป็นภรรยาของเจริญ วัดอักษร... เจริญ วัดอักษร แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับการคัดค้านโรงไฟฟ้าและทวงคืนที่ดินสาธารณะคลองชายธง ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ 21 มิถุนายน 2547... ในการคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก กระรอกอยู่ในแก่นแกนตั้งแต่ต้นค่ะ เพียงแต่ไม่ได้จับไมค์และออกหน้าสื่อเท่านั้น...แต่หลังจากเจริญจากไป กระรอกก็รับบทบาทในการนำกลุ่มเรื่อยมาค่ะ... 4 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา...ดิฉันได้มีโอกาสไปฟังกระรอกปาฐกถาในหัวข้อ "จากชุมชนสู่นโยบาย: ถ้ารัฐทำไม่ได้ เราจะทำเอง"...จัดโดยศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เป็นการปาฐกถาก่อนที่จะมีการนำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับกรณีความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไปค่ะ... กระรอกใช้เวลาในการปาฐกถาไป 27 นาทีค่ะ...เป็นยี่สิบเจ็ดนาทีแห่งการวิพากษ์และสะท้อนประสบการณ์ในฐานะที่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายโดยตรง... ลองไปฟังเธอดูค่ะ... กระรอกบอกว่าชาวบ้านทั่วไปมักได้ยินคำว่า "นโยบาย" ตามวงสัมมนาและตามข่าวภาคค่ำค่ะ แน่นอนว่าถ้าเรื่องใดมีผู้ไม่เห็นด้วย คาถาที่บรรดาผู้มีอำนาจนำมาใช้ก็คือ "นี่เป็นเรื่องนโยบาย"... คุ้นๆไหมค่ะว่าเราได้ยินกันบ่อยแค่ไหน... เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนในระดับรากหญ้าสุดขีดอย่างเธอ...จึงเลือกที่จะสังฆกรรมกับนโยบายด้วยการใช้ฝ่าเท้าเท่านั้น... อันนี้เธอหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือนโยบายที่แท้จริง จะต้องเริ่มจากตีนเล็กๆของชาวบ้านที่จะเดินร่วมกัน ฝ่าฟันอุปสรรค ล้มลุกคลุกคลานด้วยกัน เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปทีละก้าวค่ะ... ถามว่าทำไมเธอและชาวบ้านในระดับรากหญ้าจึงเลือกเส้นทางนี้...เธอบอกว่าเพราะประสบการณ์ของชาวบ้านเจอมาแต่นโยบาย 2 ประเภทคือ นโยบายปั้นเขวี้ยง และ นโยบายบ่อนทำลายความเข้มแข็งของชุมชน... นโยบายปั้นเขวี้ยง! นโยบายแบบนี้มาพร้อมกับข้ออ้างเรื่องการพัฒนา อ้างว่าผลประโยชน์ของชาติ แต่เอาเข้าจริงเป็นผลประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น... การ "ปั้น" แล้ว "เขวี้ยง" นโยบายไปสู่ชุมชน กระรอกบอกว่ารัฐเองไม่ได้สนใจค่ะว่านโยบายนั้นจะสอดคล้องกับศักยภาพ วิถีชุมชนหรือไม่ พร้อมยกตัวอย่างที่จังหวัดประจวบฯของเธอว่า ชาวบ้านอยู่กันดีๆ แต่แล้ววันหนึ่งรัฐก็ปั้นเขวี้ยงนโยบายพลังงานลงมาโครมเบ้อเร่อ...อนุมัติให้เอกชนเข้ามาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แทนที่จะส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับสภาพธรรมชาติและวิถีชุมชนที่เป็นอยู่ แต่รัฐก็เลือกที่จะไม่ทำ... จนในที่สุดก็นำไปสู่การคัดค้านโรงไฟฟ้าของชาวบ้าน ที่มีขบวนการต่อสู้ที่ยาวนานถึงสิบปี แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่คัดค้านกันสำเร็จ หาไม่แล้ว...วิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนไม่ว่าจะเป็นอาชีพประมง เกษตร การท่องเที่ยวก็จะต้องมลายหายไป... เมื่อรัฐปั้นเขวี้ยงนโยบายไปยังบางชุมชนไม่สำเร็จอย่างเช่นกรณีบ่อนอก-บ้านกรูด ที่คัดค้านโรงไฟฟ้าจนสำเร็จ... รัฐก็เลือกที่จะปั้นเขวี้ยงโรงไฟฟ้าไปสู่ชุมชนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อื่นๆของจังหวัดประจวบฯ เอง รวมทั้งแม่กลอง ราชบุรี ระยองฯลฯ อย่างที่เราได้ยินได้เห็นกันอยู่ในช่วงนี้... กระรอกบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นรัฐทำเหมือนเล่นเตะตะกร้อ...เตะกันอยู่ในวง เตะจากประจวบฯไปลงสระบุรี เตะจากบ้านกรูดไปราชบุรี...ชุมชนไหนอ่อนแอก็ต้องเป็นเหยื่อของนโยบายไป... "คิดดูเถอะ เราค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกันมาสิบปีกว่ารัฐบาลจะยอมรับความผิดพลาดในการตัดสินใจ แต่ถึงที่สุดก็กลับไม่มีผลเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการวางนโยบายด้านพลังงานอยู่ดี วันนี้กระทรวงพลังงานประกาศอย่างไม่อายโลกอายฟ้าดินว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แถมด้วยนิวเคลียร์อีกทั่วประเทศ" กระรอกกล่าว นโยบายบ่อนทำลายความเข้มแข็งของชุมชน! นโยบายอีกลักษณะหนึ่งที่สร้างปัญหาอย่างมากมาย ก็คือนโยบายที่บ่อนทำลายความเข้มแข็งของชุมชนค่ะ... กระรอกบอกว่านโยบายประเภทที่ว่าโยนเงินลงไปยังชุมชน เช่น กองทุนหมู่บ้านละล้าน งบเอสเอ็มแอล ฯลฯ นอกจากเงินจะไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ชุมชนยังเกิดความแตกแยกอีกด้วย... หรือแม้แต่โครงการประเภทชุมชนเป็นสุข สงบ ร่มเย็น หมู่บ้านปลอดยาเสพติด ซึ่งเอาเข้าจริงก็เรื่องของผักชีโรยหน้าเฉพาะเวลาที่ข้าราชการมาตรวจเท่านั้น... เพราะรัฐคิดง่ายๆ ในการสร้างความสุข ลดความทุกข์ให้ปวงชน... ประชาชนเลยเข้าใจเรื่องความสุขความทุกข์เหมือนกับการท่องอาขยานตามอย่างว่าง่ายค่ะ... กระรอกบอกว่าเลิกเหอะกับนโยบายพวกนี้ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่าทำไมรัฐจึงไม่ไปช่วยชาวบ้านที่เขาทำงานกันอย่างจริงจังบ้างหล่ะ? เช่น กรณีของชาวบ้านที่บางสะพาน ที่รักษาป่าพรุมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย หากแต่วันนี้สหวิริยากลับจะมาถมที่ป่าพรุทั้งผืนเพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมถลุงเหล็กครบวงจร... ทุกวันนี้ชาวบ้านต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปเฝ้าระวังดูแลป่า...แต่รัฐกลับไม่ช่วยอะไรพวกเขาเลย... เมื่อเป็นเช่นนี้กระรอกจึงเสนอว่า หากรัฐไม่สามารถที่จะกำหนดนโยบายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ ก็ขออย่าได้ออกนโยบายมาบ่อนทำลายความเข้มแข็งของชุมชนก็พอค่ะ... พร้อมสรุปว่ามันจะไม่ง่ายและตรงประเด็นกว่าหรือ หากนโยบายจะตั้งต้นจากการที่รัฐรู้จักเงี่ยหูฟังว่าปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้านคืออะไร และรัฐกำลังจะไปทำอะไรให้ชาวบ้านเดือดร้อนหรือเปล่า นายทุนกำลังเบียดเบียนชาวบ้านอยู่หรือเปล่า กลไกราชการกำลังกดหัวชาวบ้านอยู่หรือเปล่าฯลฯ แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้มันยากไป ก็มีสิ่งที่ง่ายกว่าค่ะ นั่นก็คือว่าเมื่อเวลาที่ชาวบ้านคัดค้านอะไร ไม่เอาอะไร หรือไม่ต้องการอะไร รัฐก็เอาสิ่งนี้ไปเป็นนโยบาย... เป็นนโยบายจากชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านอย่างแท้จริง... แต่ถ้ารัฐทำไม่ได้ วันหนึ่งชุมชนจะสะเทือนถึงนโยบายด้วยปัญญาและฝ่าตีนของเราเอง... |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||