วันเสาร์ ที่ 15 ธันวาคม 2550
เอดส์...เรื่องเล่าของอคติ
Posted by
ธนานุช
,
ผู้อ่าน : 304
, 19:53:40 น.
พิมพ์หน้านี้
|
...แม้ไม่ใช่ยอดดอย แต่ฤดูหนาวที่กิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ก็หนาวเหน็บจับใจทีเดียว...
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งของกิ่ง อ.แม่ออน ดิฉันได้พบกับคิม คิม เด็กชายวัยประมาณ 6 ขวบ...คิม คิม เป็นเด็กชายคนหนึ่ง ที่ดิฉันได้พบก่อนหน้านี้เมื่อสองปีที่แล้ว ตอนนั้นคิม คิม อาศัยอยู่กับแม่...
วันนี้ดิฉันได้พบคิม คิม เล่นว่าวอยู่คนเดียวตามถนน เส้นทางเข้าหมู่บ้าน...
ย้อนกลับไปเมื่อดิฉันได้พบแม่ของคิม คิม ดิฉันถามฟองจันทร์ หรือแดง แม่ของคิม คิม เป็นคำถามสุดท้ายว่าเธอ อยากจะพูดอะไร?
นี่คือคำกล่าวของฟองจันทร์ มูลฝุ่น ก่อนที่เธอจะจากโลกนี้ไปด้วยโรคเอดส์...
"อยากให้เห็นใจผู้ติดเชื้อให้มากๆกว่านี้ อยากจะฝากว่า อยากจะฝากศูนย์เด็กเล็ก ถ้ามีละอ่อนที่มาจากพ่อแม่ติดเชื้ออยากให้เขาเปิดใจกว้าง ยอมรับเขาด้วย ไม่อยากให้สภาพของพ่อแม่คนนั้น เหมือนสภาพของแดงเองที่ว่าถูกศูนย์เด็กเล็ก เขาปฏิเสธหน้าตาเฉย อยากให้เขาเปิดกว้างรับละอ่อนคนนั้น ก็ละอ่อนเองที่มาจากพ่อแม่ติดเชื้อ เขาไม่รู้หรอก ไม่ใช่ความผิดของเขา...
หัวอกคนเป็นแม่จะรู้สึกอย่างใด จะรู้สึกอย่างไร ที่ถูกทางคุณครูเอง ทางผู้ปกครองเขาปฏิเสธไม่รับลูก ความรู้สึกของคนเป็นแม่ ทุกคนคงจะรู้ดี"
ตอนนั้นสิ่งที่ฟองจันทร์กังวลที่สุดก็คือเธอกลัวว่าเธอจะเสียชีวิตจากโรคเอดส์ ก่อนที่คิม คิม จะโต...
ความห่วงกังวลของฟองจันทร์เป็นจริง เมื่อเธอเสียชีวิตไปก่อนหน้าที่ดิฉันจะมีโอกาสพบเจอคิม คิม อีกครั้งในฤดูหนาวนี้...
ทุกฤดูหนาว เป็นช่วงที่คิม คิม มักป่วย...
ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าคิม คิม ติดเชื้อจากแม่ของเขาหรือไม่...
แต่ความจริงก็คือ คิม คิมที่ดิฉันเห็นกลายเป็นคนโดดเดี่ยว...แม้นเวลาเล่น คิม คิม ก็มักเลือกที่จะเล่นคนเดียว
อย่างการเล่นว่าวบนถนน ตามเส้นทางเข้าหมู่บ้านที่เขากำลังทำอยู่...
คิม คิม ตกเป็นหนึ่งในหกของเด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ต้องสงสัยว่าอาจติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เนื่องจากพ่อแม่เสียชีวิตไปจากโรคนี้...
ชีวิตปกติดูเหมือนเป็นสิ่งที่ห่างไกลเกินกว่าที่เด็กคนนี้จะเอื้อมถึง คิม คิม เสียพ่อตั้งแต่คิม คิม อายุยังไม่ถึงขวบ ส่วนแม่ของเขา...ฟองจันทร์ ตรวจพบเชื้อเอชไอวีที่ติดมาจากสามี เมื่อคิม คิม อยู่ในครรภ์ได้เพียง 1 เดือน
ฟองจันทร์เคยเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับอคติของผู้คนในชุมชน ที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างเธอและรวมไปถึงคิม คิมลูกของเธอด้วยว่า
"คือเขาไปตัดผม เขาก็ไม่ให้ตัด แม้แต่ถึงทุกวันนี้จะต้องข้ามไปตัดถึง 5-6 หมู่บ้าน เพื่อไปตัดที่สันกำแพง ตัดแถวๆนี้ เขาก็ไม่ตัด เขาบอกว่าเขาไม่ว่าง กรรไกรไม่คม เขาปฏิเสธเราเฉยเลย..."
กิจกรรมง่ายๆ เช่น การพาลูกไปตัดผม กลายเป็นเรื่องยากและเรื่องเศร้าสำหรับผู้ติดเชื้ออย่างฟองจันทร์ จึงไม่แปลกที่ฟองจันทร์อยากมีชีวิตต่อไปอีกสัก 20 ปี เพื่อปกป้องคิม คิม...
"เลือกชีวิตของแดงได้ แดงอยากให้อยู่ได้อีก 20 ปี...20 ปี ลูกก็โตพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ อาจจะให้ได้เรียนสูงๆและทำงานได้ คือความหวัง ความหวังของแม่นะ คืออยากมีชีวิตอยู่อีก 20 ปี ตอนนั้นคิม คิม ก็โตที่จะรับรู้ ช่วยเหลือตัวเองได้ โดยที่ว่าเราเป็นแม่เราจะได้เห็นด้วยว่าลูกโตขึ้น..."
นอกจากฟองจันทร์จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึง 20 ปี เท่าที่เธอวาดหวัง...ค่ารักษาพยาบาลในช่วงสุดท้ายของชีวิต ยังทำให้เธอไม่มีเงินเก็บ...
ครูอินสอน สุริยงค์ ครูของคิม คิมเล่าให้ดิฉันฟังว่า "ถ้าพูดถึงความยากจน ละแวกบ้านนั้น อาชีพที่มันเป็นหลักแหล่งไม่ค่อยมี แล้วลุงปัน ตาของเขา(คิม คิม) แก่แล้วนะ งานทำอะไรก็ไม่ค่อยมี คงจะอยู่กับเงินที่ ที่เขาช่วยเหลือต่างๆ"
เมื่อฟองจันทร์จากไป คิม คิม ต้องอยู่กับตายาย...
กำพร้า และมีตากับยายที่แก่เกินไปกว่าที่จะเลี้ยงดู ทำให้ปัญหาของ คิม คิม เป็นปัญหาที่ยากยิ่ง!!!
ช่วงระยะเวลาที่ดิฉันได้รู้จักกับฟองจันทร์ มีคนบอกกับดิฉันว่าฟองจันทร์เป็นคนที่ชอบกังวล ปิดตัว และไม่ไว้ใจใคร
ความฝันของฟองจันทร์คือการพาลูกหนีไปให้ไกลที่สุด เพื่อเริ่มต้นใหม่ บางทีความกังวลของเธออาจไม่ไร้ซึ่งเหตุผล
เพราะจากการที่ดิฉันได้พูดคุยกับอุดม ลิขิตวรรณวุฒิ จากโครงการ LIVING WITH AIDS มูลนิธิรักษ์ไทยซึ่งทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ในภาคเหนือมานาน อุดมได้บอกกับดิฉันว่า...
"ปัญหาที่เราเจอตั้งแต่เริ่มโครงการนี้ มาเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ก็คือการรังเกียจ ปัจจุบันก็มีการรังเกียจอยู่ ผู้ติดเชื้อถึงใช้คำว่าเราต้องรู้จักตัวเราเอง เรายังต้องรู้จักสถานภาพ ซึ่งนั่นก็แสดงว่ามันไม่ใช่การยอมรับอย่างสิ้นเชิงที่ว่าทั้งสอง ฝ่ายเท่าเทียมกัน โดยไม่มีเงื่อนไข มันเป็นการยอมรับที่มีเงื่อนไข อย่างทุกวันนี้ถ้าไปถามผู้ติดเชื้อ เขาก็จะบอกว่างานชุมชนเนี่ย เขาสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้มากขึ้น...แต่สิ่งหนึ่งที่เขายังทำไม่ได้คือการทำอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ไม่ต้องมีการทำให้สุก เขายังทำไม่ได้ เห็นไหมฮ่ะ เขาถูกยอมรับตราบใดที่เขาไม่แตะอาหาร ถ้าเขาไม่แตะอาหาร ก็จะไม่มีใครมาบอกเลยว่าอย่าทำ แต่อาหารนั้นก็จะไม่มีคนกิจ เขาก็จะทิ้งไปเฉยๆ มันก็ยังมีเงื่อนไขอยู่..."
ลมหนาวยังคงพัดแรง...ในขณะที่โลกของคิม คิม กลายเป็นโลกที่ผู้ใหญ่เข้าไม่ถึง ความร่าเริงที่เห็น ดูไม่ต่างไปจากความบอบบางของเส้นด้ายและกระดาษแก้วที่ประกอบเป็นว่าวที่เขาเล่น...
ความมั่นคงทั้งหมดแขวนไว้กับสายลม...
|