|

(เด็กน้อยติดตามครอบครัวหนีภัยแผ่นดินไหวมานอนในเต้นท์ข้างๆโรงพยาบาลองค์การทหารดับเพลิงแห่งมณฑลเสฉวน ในเมืองเฉิงตู) ดิฉันใช้เวลารายงานข่าวเรื่องแผ่นดินไหวอยู่ที่ประเทศจีน 3 คืน 4 วันค่ะ.... ต้องถือว่าเป็นเวลาที่สั้นมากสำหรับการรายงานข่าวแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 8 ริกเตอร์ ในขณะที่พื้นที่ที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว แต่ละพื้นที่ยังอยู่ห่างไกลกันมาก เวลา 3 คืน 4 วัน ไม่สามารถเดินทางไปถึงทุกพื้นที่ที่เกิดเหตุได้... ตัวของดิฉันเองก็ไปไม่ถึงจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว ซึ่งอยู่ที่อำเภอเวิ่นชวน ห่าง จากมหานครเฉิงตูไปราว 90 กว่ากิโลเมตร หลายคนอาจบอกว่า 90 กว่ากิโลเมตร ไม่ไกลเท่าไหร่... ใช่ค่ะ ไม่ไกลถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ หากแต่เมื่อเป็นช่วงเวลาหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวจะต้องเดินทางมากกว่า 90 กิโลเมตร เพราะบางเส้นทางก็เข้าไม่ได้ ดิฉันได้ไปติดต่อกับคนท้องถิ่นเหมือนกันค่ะ เขาบอกว่าต้องเดินทางด้วยมอเตอร์ไซด์เข้าไป ราว 70 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ไปกลับก็ 4 ชั่วโมง... ดิฉันจึงเลือกที่จะไม่เข้าไปเพราะเวลาไม่พอ อีกทั้งเป็นช่วงที่ฝนตก การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซด์ ไม่ปลอดภัยไกด์บอกเหมือนกันค่ะว่า มีเส้นทางอื่นเหมือนกัน แต่ก็ต้องอ้อมไปหลายร้อยกิโลเมตร เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงจึงตัดสินใจว่าไม่เข้าพื้นที่อำเภอเวิ่นชวน... แต่เราก็ทำงานอยู่ที่มหานครเฉิงตู...ซึ่งได้รับแรงสั่นสะเทือนและโกลาหลอย่างหนักในช่วง ที่เกิดแผ่นดินไหว และต่อเนื่องมาตลอดในช่วงเวลาที่เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา... รวมถึงเมืองตูเจียงเยี่ยนซึ่งได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างหนัก จนแทบจะเป็นเมือง ร้างไปแล้ว... ในเมืองเฉิงตูดิฉันได้มีโอกาสอยู่ในเหตุการณ์อาฟเตอร์ช็อกกับเขาด้วย...และที่นี่ก็ทำให้ ดิฉันได้เรียนรู้ว่าความรู้สึก ความหวาดผวาและความหวาดกลัวของผู้ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับ แผ่นดินไหวค่ะว่า พวกเขามีความรู้สึกอย่างไร...ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ความรู้สึกเหล่านี้ก็ยัง มีอยู่... ดิฉันยังได้เห็นความพยายามที่จะปรับตัวของผู้คนในมหานครเฉิงตูหลังแผ่นดิน ไหวค่ะ...การหอบเสื่อ หอบหมอน มากางเต้นท์นอนนอกบ้านนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเหตุ การณ์แผ่นดินไหว ต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์อาฟเตอร์ช็อกที่ตามมาหลายร้อยหลายพัน ครั้ง นอกจากนี้แล้วดิฉันยังได้เดินทางไปที่ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยเมืองตูเจียงเยี่ยน อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากหนักจากเหตุแผ่นดินไหว จนมีสภาพเหมือนเป็นเมืองร้าง ซึ่งในช่วง ที่ดิฉันเดินทางไปนั้น เป็นช่วงวันที่ 19-20 พฤษภาคม ตอนนั้นศูนย์พักพิงเพิ่งจะเริ่มสร้าง ค่ะ... ห้องขนาด 4 คูณ 6 เมตรที่ทำจากผ้าใบนั้นดูเหมือนว่าจะอบอ้าวเกินไปสำหรับผู้ประสบภัย เหมือนกัน... นอกจากนั้นแล้วยังมีความน่าเป็นห่วงในเรื่องของความปลอดภัยในระบบ สาธารณูปโภค รวมทั้งโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดฝนตก ตามมาในพื้นที่บริเวณศูนย์พักพิง ซึ่งก็ตั้งอยู่ในบริเวณที่ไม่ห่างจากพื้นที่ประสบภัยเดิม สักเท่าไหร่ 
(ชายคนนี้มาตามหาลูกชายที่สูญหายไปกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมืองตูเจียงเยี่ยน) ในส่วนของผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดราว 50,000 คนนั้น ขณะนี้ได้กระจายตัวไปรักษาอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วมณฑลเสฉวน และมณฑล ใกล้เคียงค่ะ... ดิฉันได้มีโอกาสไปที่โรงพยาบาลองค์การทหารดับเพลิงแห่งมณฑลเสฉวน ซึ่งตั้งอยู่ในตัว เมืองเฉิงตูค่ะ ซึ่งหลังจากได้พูดคุยกับผู้บาดเจ็บหลายคน หลายคนก็ค่อนข้างมีกำลังใจที่ดี แม้ว่าจะผ่านเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนมาแล้วก็ตาม ปัญหาคือเมื่อผู้คนเหล่านี้หายจาก อาการบาดเจ็บแล้วภาวะจิตใจของเขาจะเป็นเช่นไร...เพราะหลายคนไม่มีบ้าน สิ่งที่ดิฉันอยากจะปิดท้ายในการรายงานข่าวเรื่องแผ่นดินไหวที่เฉิงตูครั้งนี้ก็คือสิ่งที่ดิฉัน ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณธงชัย ชาสวัสดิ์ กงสุลใหญ่ประจำนครเฉิงตูที่ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์แผ่นดินไหวจนต้องไปนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน และยังต้องเปิดบ้านให้คนไทยและ นักเรียนไทยไปพักในช่วงของการเกิดอาฟเตอร์ช็อกด้วยค่ะ... กงสุลใหญ่ประจำนครเฉิงตูบอกกับดิฉันว่าในรายละเอียดของการช่วยเหลือก็จะต้องว่ากันไป มีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดีก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปได้ แต่สิ่งที่คนไทยสามารถเรียนรู้ได้จากเหตุ การณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ก็คือในเรื่องของการตัดสินใจที่รวดเร็วของผู้นำจีนในการเข้าไป ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แน่นอนว่าการตัดสินใจที่รวดเร็วนั้นจะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องด้วย... กงสุลใหญ่กล่าวว่า "คุณลองคิดดูสิ ปักกิ่งอยู่ห่างจากจุดที่เกิดแผ่นดินไหวราว 1,800-1,900กิโลเมตรแต่ผู้นำปักกิ่งใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ในการเข้าไปบัญชาการช่วยเหลือ คุณคิดดูสิว่าผู้ประสบภัยจะรู้สึกยังไง เขาก็ต้องรู้สึกอบอุ่น รู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง และเมื่อผู้นำที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลแสดงความจริงจังในการช่วยเหลือ คนในระดับปฏิบัติก็จะถูกกระตุ้นไปด้วย"... กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตูทิ้งท้ายไว้ว่า "การที่ผู้นำมาบัญชาการการช่วยเหลือได้อย่าง รวดเร็วนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่สำคัญก็คือมาแล้วต้องไม่เกะกะด้วย...."
|