• ธนานุช
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2007-03-31
  • จำนวนเรื่อง : 131
  • จำนวนผู้ชม : 323042
  • ส่ง msg :
  • โหวต 66 คน
ธนานุช สงวนศักดิ์
ธนานุช สงวนศักดิ์ ผู้สื่อข่าว/ผู้ดำเนินรายการ "จุดชนวนข่าว" ทางเนชั่นทีวี สนใจความเป็นไปของสังคม วัฒนธรรม โดยเฉพาะมิติเรื่องผู้หญิง เพศสภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ ฉายา#ยัยป้าเนิร์ดๆใส่แว่นที่ถ่ายเอง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/thananuch
วันเสาร์ ที่ 30 มิถุนายน 2555
Posted by ธนานุช , ผู้อ่าน : 2351 , 02:07:58 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน





21 มิถุนายน 2555  เป็นวันครบรอบ 8 ปีการเสียชีวิตของ "เจริญ วัดอักษร" แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก .ประจวบคีรีขันธ์ในโอกาสนี้ดิฉันได้คุยกับคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ภรรยา/ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก ทั้งในเรื่องของ

ความคืบหน้าของคดีความ,การสืบสานเจตนารมณ์ของเจริญ วัดอักษร รวมทั้งแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มชาวบ้าน...

 

(ส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ ออกอากาศในรายการจุดชนวนความคิด 26 มิถุนายน 2555 ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่น แชนแนล)

 

……………………………………...........

 

ถาม : 8 ปีคดีไปถึงไหน

กรณ์อุมา พงษ์น้อย: คดีอยู่ในศาลชั้นอุทธรณ์ แต่จากการติดตามตั้งแต่ศาลชั้นต้น 4 ปีที่เราติดตาม เราคิดว่าเรามีบทสรุปแล้ว จากผลของคำพิพากษาที่มีการอนุมัติว่าให้ผู้ต้องหาที่ถูกข้อหาใช้จ้างวานซึ่ง มีโทษประหารได้รับการประกันตัวแล้วก็ยกฟ้องผู้ต้องหาที่โดนคดีใช้จ้างวาน เราคิดว่าวันนี้ บทสรุปของพวกเราในกลุ่มพวกเราชาวบ้าน มีบทสรุปร่วมกันว่าคงแสวงหาความเป็นธรรมให้กับเจริญในระบบของกระบวนการ ยุติธรรมปกติไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลังจากสิ้นสุดคำพิพากษาศาลชั้นต้น เราก็มีมติร่วมกันวาไม่ว่าจะศาลอุทธรณ์หรือฎีกาเราคงไม่มีความหวังกับการที่ จะติดตามคดีและหาความเป็นธรรม

ถาม : ซึ่งศาลชั้นต้นให้มีการประกันตัว

กรณ์อุมา พงษ์น้อย คือให้ประกันตัวมาตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว ก่อนเข้าสู่ศาล จริงๆพวกเรายื่นคัดค้านมาตลอด ชุมชนเรายื่นคัดค้านการประกันตัวมาตลอด แต่ว่าเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เป็นที่กังขาของพวกเราในชุมชนว่า ทำไมตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ถึงแม้ว่าจะมีคำพิพากษาออกมาถึงขั้นว่าเป็นนักโทษ ประหารชีวิตทำไมคุณยังประกันตัวได้

ถาม : คือทนายธนู หินแก้ว

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ค่ะ ทนายธนู หินแก้ว

ถาม :  ตอนนี้เขายังไง

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : เขาใช้ชีวิตปกติสามัญทั่วไป ทำมาหากินได้ปกติ แล้วก็อยู่ได้อย่างลอยนวลในชุมชน

ถาม : เพราะฉะนั้นก็คือว่าในเมื่อผู้ต้องหาในคดีของการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาได้รับ การประกันตัว ในข้อหาใช้จ้างวานผู้อื่นเพราะฉะนั้นในมติของชุมชนก็คือ เราก็คงไม่ได้อะไรอีกแล้ว

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : เราคงไม่แสวงหาความยุติธรรมในระบบที่เป็นกระบวนการยุติธรรมปกติ

ถาม : ไม่คิดหรือคะว่าในขั้นสืบสวนเป็นอย่างนั้น ในศาลชั้นต้นเป็นอย่างนั้น มันอาจจะมี...

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : คือจริงๆเราก็พบความผิดปกติแล้วความมีเงื่อนงำในระหว่างที่เราติดตามคดีมา ตลอด จริงๆถามว่าคำพิพากษาเราพอจะคาดผลได้ไหมตั้งแต่ศาลชั้นต้น เราก็พอจะคาดเดาได้นะคะว่าคำพิพากษาจะออกมาเป็นเช่นไรจากทิศทางของการติดตาม คดีมาตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน จนเข้าสู่กระบวนการของการนำสืบในชั้นศาล

ถาม : คือในระบบไม่หวังแล้ว

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : เราไม่หวังค่ะ

ถาม : ทุกวันนี้ศพของคุณเจริญก็อยู่ที่วัดสี่แยกบ่อนอก มีการคิดกันหรือยังว่าจะยังไงต่อไป

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : คือถึงที่สุดมันก็คงต้องฌาปณกิจนะค่ะตามประเพณีของการประกอบพิธีทางศาสนา แต่วันนี้เรายังไม่มีวันเวลาที่กำหนดร่วมกันว่าจะเป็นวันไหน เดือนไหน วันไหน

ถาม : ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางกลุ่มทางคุณกรณ์อุมาไม่ได้หวังอะไรอีกแล้ว แล้วในเรื่องเจตนารมณ์ดั้งเดิมที่เราคิดร่วมกัน คุณเจริญเอย แล้วก็กลุ่ม...เจตนารมณ์ดั้งเดิมตอนนั้นก็มีเรื่องของการคัดค้านโรงไฟฟ้า บ่อนอก บ้านกรูด แล้วตอนนี้ละคะโรงไฟฟ้าก็ไม่ได้สร้างแล้ว เจตนารมณ์มันยังเป็นแบบไหน

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : คือจริงๆพวกเราก็ยังทำงานถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเราจะสูญเสียเจริญหรือแม้ กระทั่งล่าสุดพี่หน่อย(จินตนา แก้วขาว) ก็เพิ่งถูกจำคุก แล้วเพิ่งออกมาจากคุกซึ่งเป็นผลพวงจากการต่อสู้ที่ผ่านมา เพราะว่าถึงที่สุดแล้ววันนี้เราคิดว่าในเรื่องของโรงไฟฟ้าทั้งสองโครงการ ทั้งบ่อนอก บ้านกรูด อันนี้ยังไม่บวกรวมในส่วนของทับสะแกที่ถูกกำหนดในนโยบายเดียวกัน ก็คือมันเป็นแค่จิ๊กซอร์ตัวแรกนะคะที่เข้ามาในบ้านเราที่มันเป็นโครงสร้าง พื้นฐาน เพื่อมารองรับความเป็นเมืองอุตสาหกรรมเพราะว่าจริงๆโรงไฟฟ้าที่กำหนดที่ประ จวบเนี่ย มันมี 3 โครงการ ก็คือ บ่อนอก 700 เมกะวัตต์ บ้านกรูด 1,400 เมกะวัตต์ และทับสะแก 2,100 เมกะวัตต์ นี่เป็นนโยบายตัวเดิมตามแผนพีดีพี 2007 กำลังการผลิตบวกรวมกันแล้วก็อยู่ที่ 4,000 กว่าเมกะวัตต์ ซึ่งเอาเข้าจริงๆภาคครัวเรือนใช้อยู่แค่ในช่วงนั้นเองจนถึงปัจจุบันเนี่ยพีค สุดก็คือไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ เพราะฉะนั้น 4,000 กว่าเมกะวัตต์ ทิศทางคือมันถูกกำหนดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรายังต้องทำงานกันอย่างต่อเนื่องเนี่ยก็คือติดตามและ ตรวจสอบในระดับนโยบายที่ผ่านมาแล้วเราก็พบว่าถึงที่สุดเราก็ไม่ได้คาดการณ์ เกินความเป็นจริงๆว่าบ้านเราถูกกำหนดว่าเหมาะแก่การที่จะถูกพัฒนาให้เป็น เมืองอุตสาหกรรม ก็คือถูกกำหนดให้เป็นเมืองหลวงแห่งเหล็ก

ถาม : ในเมื่อทิศทางการพัฒนาของประเทศนี้กำหนดให้จังหวัดประจวบเป็นเมือง อุตสาหกรรมในเรื่องของเหล็ก แต่ว่าคุณกรณ์อุมายืนยันในเรื่องของการรักท้องถิ่นมีการปกป้องทรัพยกรท้อง ถิ่น มันสวนทางอยู่แล้ว แล้วยังไงคะ

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : จริงๆในอดีตตั้งแต่รุ่นปู่ยาตายายจนถึง  ปัจจุบันเนี่ย วิถีชีวิตของคนที่นี่ ในความเป็นสังคมชนบท เรามีทะเลเปรียบเหมือนแม่ มีภูเขาเปรียบเสมือนพ่อ จริงๆเรามีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ วิถีชีวิตทั้งหมดของพวกเราคนประจวบฯเนี่ย เราคิดว่าเราพึ่งพิงอยู่กับธรรมชาติ เราสร้างเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาเราร่ำรวยได้ เรามีความมั่นคงได้ในชีวิตของพวกเราก็คือเป็นเรื่องของการทำการเกษตร ทำเรื่องของการประมง ทำในเรื่องของการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นเราคิดว่าเศรษฐกิจ 3 ตัวเนี่ย ที่ผ่านมามันไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อนอะไร อันนี้เราตั้งข้อสังเกตง่ายๆ ในอดีตประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่มันเชื่อมโยงกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกด้วย ซ้ำไปก็คือวิกฤตต้มยำกุ้ง มาจนถึงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เราคิดว่าพวกเราชาวประจวบไม่ได้กระทบกระเทือนกับวิกฤตนี้เลย เราอยู่ได้อย่างสุขสบายด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นเราคิดว่าสิ่งที่นโยบายของรัฐกำหนดมาเนี่ย มันไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเราแล้วถึงที่สุดมันคือการเบียดขับและ ทำลาย เพราะว่าวันนี้เราก็มีระยอง เป็นระยองโมเดลอยู่แล้วกับการพัฒนาเช่นนี้ เราคิดว่าระยองเองในอดีตเขาก็มีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ได้ต่างจากพวกเรา แล้ววันนี้เขาก็ถูกเบียดขับและทำลายวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิมไปจนแทบไม่เหลือ หรอ

ถาม : ในเรื่องของยุทธศาสตร์ว่าเมืองประจวบฯเป็นเรื่องของเกษตร ในเรื่องของการท่องเที่ยว...ในเรื่องของการท่องเที่ยวเนี่ยคุณกรณ์อุมา อย่างดิฉันมาที่นี่ตั้งแต่คุณเจริญ ยังมีชีวิตอยู่ คือของคุณกรณ์อุมาไม่เปลี่ยน ร้านอาหารนี้ ครัวชมวาฬนี้ไม่เปลี่ยน แต่ว่ารอบข้างเนี่ย อย่างเช่น ทางด้านหลังของดิฉันเนี่ยก็จะมีบ้านคล้ายบ้านริมทะเลใหญ่โต แล้วก็เห็นการท่องเที่ยวที่มันใหญ่โตขึ้น มันใช่เป้าหมายหรือคะ เราบอกว่าเราเน้นเรื่องการท่องเที่ยว เรานะไม่เปลี่ยน ชุมชนชาวบ้านเองไม่เปลี่ยน คุณกรณ์อุมาก็ไม่เปลี่ยน แต่เหมือนว่าเราสู้จน...คือชุมชนนะปกป้อง แต่จริงๆคนพวกเนี้ย อยากได้ที่อยู่เงียบๆ อยากได้อะไรพวกเนี้ย ก็มาๆ...มันกลายมาเป็นสิ่งนี้ได้ยังไง

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : เราคิดว่ามันเป็นเรื่องของรสนิยม เป็นเรื่องของโลกทัศน์ความเป็นอยู่ของเขา เขาก็รักความสะดวกสบาย ถึงที่สุดแล้วจริงๆในส่วนของพื้นที่บ่อนอกเอง ดูเหมือนมีทิศทางการเติบโตในเรื่องของการท่องเที่ยว แต่ว่าจริงๆเราคงขายความเป็นธรรมชาติอยู่นะคะ คนที่มาท่องเที่ยวที่นี่ คุณก็ได้แค่เพียงการมาเสพอากาศที่บริสุทธิ์ มากินอาหารที่ปลอดสาร อาหารทะเล การมีบ้านช่องใหญ่โตเนี่ยก็คือจริงๆมันเป็นในส่วนของบ้านพักตากอากาศส่วนตัว ที่...มันเป็นเรื่องรสนิยมคน มันก็พูดยากอยู่นะคะ แต่ว่าไอ้โรงแรมที่ว่าใหญ่โตเนี่ยคิดว่าวันนี้ในพื้นที่ของบ้านเราเนี่ยมี ไม่เยอะ มีน้อย

ถาม : เพราะว่าดิฉันเห็นในหลายๆที่ ชาวบ้านต่อสู้ไปและในที่สุดแล้วก็ใช่...อาจจะไม่มีโรงไฟฟ้าหรอก แต่ว่าในที่สุดแล้วก็จะมีโรงแรมหรูๆ มีอะไรๆมาอยู่ ที่สุดแล้วที่บอกว่าเพื่อปกป้อง รักท้องถิ่นในที่สุดมันไม่ได้เป็นของเรา มันเป็นของใครก็ไม่รู้...คนนอกที่ชอบความเงียบๆ อยากมาอยู่สงบๆ ในที่สุดมันจะกลายเป็นแบบนั้นไป เราได้คิดไหมคะทางกลุ่ม

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : จริงๆเราคิดว่าหลายเรื่องเลยที่ชุมชนเรายังต้อง ให้ชาวบ้านเขาเกิดการเรียนรู้นะคะ แล้วมีบทสรุป เพราะว่าเรื่องบางเรื่องเราคิดว่าถ้าเราคุยกับเขาก่อนในเบื้องต้น มันยังไม่ทำให้เขาสามารถเข้าใจได้ว่ามันกระทบอะไร อย่างวันนี้การท่องเที่ยวเองเนี่ย ชาวบ้านเองก็เริ่มที่จะตื่นรู้ในระดับหนึ่ง เริ่มเก็บรับบทเรียนได้ว่าการท่องเที่ยวเนี่ย ถึงที่สุดก็มากระทบต่อพวกเขาอยู่บ้าง เช่น ที่ชายฝั่งทะเลเนี่ย จริงๆวันนี้มันก็ถูกเปลี่ยนมือเปลี่ยนการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินเนี่ยเป็น ของกลุ่มทุนกรุงเทพฯที่มาทำโรงแรมบ้าง ปลูกบ้านพักส่วนตัวตากอากาศบ้างเนี่ย...ก็คือทางลงทะเลเนี่ย ตอนนี้ต้องถือว่าแทบไม่เหลือกันแล้วนะคะ ยกเว้นทางลงที่เป็นสาธารณะจริงๆที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ได้กับการทำมาหากิน กับประมงพื้นบ้านของเขา

ถาม : แต่ว่าในฐานะแกนนำจะไปบอกหนึ่ง สอง สาม เป๊ะๆว่าเฮ้ย...มันพูดไม่ได้

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : บางเรื่องต้องให้เขามีบทเรียนทางตรงก่อนจึงจะมีบทสรุปได้

ถาม : ค่ะเพราะว่าดิฉันก็มาที่นี่บ่อยๆนะคะก็สังเกตว่า...อาจจะไม่ใช่ที่นี่ที่ เดียวที่เป็นลักษณะนี้ ชุมชนต่อสู้ ในที่สุดแล้ว อย่างที่บอก...บางที่คนไทยไปเที่ยวไม่ได้แล้ว คือไม่ใช่เป็นเมืองอุตสาหกรรมจริง ไม่ได้เป็นโรงไฟฟ้าจริง แต่ว่าจะไปเป็นลักษณะอีกแบบหนึ่งที่ว่าเอ๊ะสิ่งที่เราทำทั้งหลายเนี่ย ตกลงในที่สุดแล้วเนี่ย มันหมายความว่าไงคะ การที่ชุมชนถึงแม้ว่าจะเข้มแข็ง จริงๆมันต้องมีส่วนอื่นช่วยด้วยเหมือนกันนะ

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : จริงๆแล้วเราคิดว่าในส่วนของความเข้มแข็งของชาวบ้านแต่ละที่ บางทีมันก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาหรือเข้าใจในปัญหาได้หมดทุกเรื่อง เหมือนอย่างที่อธิบายไปตอนต้น บางเรื่องต้องเจอบทเรียนทางตรงแล้วถึงจะสรุปได้ อย่างกรณีที่เราต่อสู้ในเรื่องของทิศทางการพัฒนาที่กำหนดบ้านเราเป็นเมือง อุตสาหกรรม อย่างน้อยเราก็มีแม่เมาะเป็นต้นแบบ มีมาบตาพุด...

ถาม : มันมีสิ่งที่เขาเห็น

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ใช่...ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ค่ะ แต่ว่า คำว่าการท่องเที่ยวเนี่ยมันเชิงบวกมากเลยในความรู้สึกคน

ถาม : เพราะว่าดิฉันอย่าง ททท. เนี่ย ท่องเที่ยวเหมือนทางบวกมากแต่ว่า ททท.ไป unseen ที่ไหน พื้นที่นั้นก็จะ...

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : แต่ทิศทางของบ้านเราเองเนี่ย ในจังหวัดประจวบฯ วันนี้เราก็กำหนดกันชัดเจนว่าเราเน้นในเรื่องของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ แต่ว่าอันนี้ไม่บวกรวมในส่วนของหัวหิน,ปราณบุรี ก็คือตัดโซนมาตั้งแต่สามร้อยยอด กุยบุรีลงไป จนถึงบางสะพาน เราพยายามทำให้มันเป็นท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์

ถาม : คือเฉพาะโซนนี้ก่อน

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : ใช่ๆ

ถาม : คือเอาในส่วนที่เราทำได้

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ค่ะ เหมือนในช่วงตอนนี้ ในส่วนของเพื่อนกันที่อยู่ที่บ้านกรูด เขามีรีสอร์ทของเขา เขาก็พยายามทำแคมเปญที่เกี่ยวกับเรื่องของการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมรักษา ธรรมชาติอยู่ ก็มีพื้นที่ที่สวยงามและเป็นธรรมชาติที่บ้านกรูดในส่วนที่พักเขาหรือว่าการ บริหารจัดการในส่วนของเขา เขาก็จะมีแคมเปญในการโฆษณาเช่น วันนี้ถ้าคุณไม่ต้องทำความสะอาดห้องเราก็จะมีน้ำผลไม้ปั่นมีคูปองแลกเพื่อลด โลกร้อนลดการใช้ทรัพยากรอะไรแบบนี้

ถาม : คือประจวบฯถูกประกาศเป็นจังหวัดอุตสาหกรรม มีเรื่องของเหล็กต่างๆ การต่อสู้ผลเป็นอย่างไร อย่างบ่อนอกบ้านกรูดเราเห็นชัดว่าไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ที่อื่นละคะจุดอื่นๆในการที่มีการต่อสู้เป็นพันธมิตรประจวบฯ

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : จริงๆแล้วในส่วนของจังหวัดประจวบฯเราเอง เราเริ่มตื่นตัวและตื่นรู้จากปัญหาที่ลุกขึ้นมาคัดค้านคือเรื่องโรงไฟฟ้า พอหลังจากนั้นพวกเราก็เลยกลายเป็นว่าต้องติดตามและตรวจสอบนโยบายรัฐอยู่ตลอด เวลาแล้วก็นำมาสู่การดัดแปลงและแก้ไข เพราะฉะนั้นวันนี้จากการที่ติดตามอย่างใกล้ชิด เรารู้ว่าแผนพัฒนาจังหวัด ยุทธศาสตร์จังหวัด เป็นหัวใจเป็นแผนแม่บทที่เตรียมการรองรับการพัฒนาจากข้างบน เพราะฉะนั้นเราชาวประจวบฯที่ทำงานเป็นกลุ่มเครือข่ายร่วมกันอยู่ช่วยกัน ดัดแปลงและแก้ไข แล้ววันนี้เราคิดว่ามันมีความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ทางจังหวัดเอง วันนี้การทำแผนแม่บทก็คือแผนพัฒนาจังหวัดหรือยุทธศาสตร์จังหวัดตัวใหม่ต้อง ถือว่าเป็นไปตามที่เราต้องการ อยู่ในกรอบของพวกเรา

ถาม : ที่บอกว่าแผนพัฒนาจังหวัดอยู่ในกรอบ เป็นไปตามที่เราต้องการ มันมีอะไรบ้าง

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ตอนนี้เขาก็จะมีในเรื่องของเกษตรประมง ท่องเที่ยว และมีการพัฒนาที่พยายามทำให้สังคมนี้อยู่กันอย่างมีมิตรไมตรี ก็คือตัดในเรื่องของอุตสาหกรรมเหล็กออก ถ้าเป็นในอดีตมันจะมีวิสัยทัศน์ที่จะทำในเรื่องของทั้งเกษตร ประมง ท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ครอบครัวอะไรอย่างนี้ แล้วก็การพยายามที่จะเป็นศูนย์อุตสาหกรรมเหล็กเพราะฉะนั้นเราคิดว่าวิสัย ทัศน์ตัวเก่า มันเป็นวิสัยทัศน์ที่มันมีความขัดแย้งในตัวมันเองอยู่ แต่ว่าพอมาเป็นของใหม่ เราก็ให้ตัดในเรื่องของอุตสาหกรรมเหล็กออก

ถาม : ตกลงอุตสาหกรรมเหล็ก ไม่ได้อยู่ในแผนพัฒนาจังหวัดประจวบฯแล้ว

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ใช่...

ถาม : แล้วอย่างสหวิริยาที่เขาไปบางสะพานละคะ เขาจะถอดออก หรือว่าเขาจะยังไง

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : อืม...อันนี้เราคิดว่าถ้า ล่าสุดเราได้มีการพูดคุยกันที่ศาลากลางจังหวัดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการที่พยายามผลักดันในเรื่องของนิคม อุตสาหกรรมที่บางสะพานมา ไม่ว่าจะเป็น BOI ไม่ว่าจะเป็นการนิคมอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ ไม่ว่าจะเป็นสมาคม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าต่างๆ แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งตัวผู้ว่าราชการจังหวัดเอง ท่านก็มาได้พูดคุยโดยใช้ช่องทางผ่านการประสานงานจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ หลายหน่วยงานก็เพิ่งรับทราบว่ายุทธศาสตร์จังหวัด แผนพัฒนาจังหวัดเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงจากของเก่าที่มีการสนับสนุนอุตสาหกรรม เหล็ก

ถาม : ของเก่านี่มันครอบคลุมไปถึงปีไหน

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ใช้จนถึงปี 2556 ค่ะ


ถาม : ปี 2556 แต่ว่าตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : เปลี่ยนแล้ว

ถาม : เริ่มเปลี่ยนปีนี้หรือคะ

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : จริงๆ แผนทำแล้ว แต่มันจะมีผลบังคับใช้ในปี 2556 เพราะฉะนั้นในส่วนของกลุ่มทุน เขามีเป้าหมายที่จะสร้างให้ได้อยู่แล้วเขาก็ต้องเร่งในการที่จะทำงาน ในส่วนของพวกเราชาวบ้านก็คัดง้างกันอยู่

ถาม : หมายความว่าไงคะ เร่งในการทำงาน หมายความว่าจะต้องสร้างให้เสร็จก่อนที่แผนนี้จะจบไป แล้วแผนหน้าไม่มี

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : เขาพยายามผลักดันอย่างนั้นอยู่

ถาม : แล้วทางกลุ่ม เครือข่ายพันธมิตรประจวบฯ ทำอย่างไร

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : คือจริงๆมันมีหน่วยงานหลายภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการ ตรงนี้ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเราคิดว่าเป้าจริงๆของเขา เขาต้องการสร้างตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แต่จนถึงวันนี้เขายังสร้างไม่ได้ ถึงขั้นมีการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนไปลงทุนที่อังกฤษแต่ไม่ได้หมายความว่าเขา คิดจะยกเลิกของที่บางสะพาน แต่เราคิดว่าวันนี้ถึงอย่างไรชาวบ้านก็คงไม่ยอมให้เกิดขึ้นได้ แล้วก็ในความเป็นทุนของเขา ถึงที่สุดวันนี้เนี่ยจากการที่เราพยายามติดตามและตรวจสอบอยู่ การใช้ประโยชน์ที่ดินของเขาหรืออะไรเนี่ยก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มีการถูก ตรวจสอบแล้วก็มีการถูกหน่วยงานของรัฐ อาจจะถูกเพิกถอนการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินบางส่วนของเขาด้วย และในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าสุดเขาก็เพิ่งรับทราบปัญหาของสหวิริยา เองว่ามีปัญหาหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติในหน่วยงานนั้นๆ

ถาม : ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าทางกลุ่ม จะใช้คำว่าเบาใจได้หรือยังคะจากที่แผนพัฒนาจังหวัดมันเปลี่ยน

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : จริงๆเราคิดว่าอันนี้มันเป็นแค่แผนแม่บท แต่คนที่บังคับใช้ก็คือพวกเรานะคะ เราคิดว่าไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ถ้าประชาชนไม่ลุกขึ้นมาตรวจสอบ มันก็เป็นแค่เสือกระดาษ มันจะไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าใดๆทั้งสิ้น

ถาม : เหมือนกรณีแบบนี้ใช่ไหมคะว่า อย่างโรงไฟฟ้าบ่อนอกที่จะสร้างเนี่ย ที่ดินก็ยังอยู่ ที่ทางฝ่ายทุนเคยพูดว่าไว้ว่าเราอาจจะไม่สร้างในรุ่นคุณ แต่ถ้าลูกคุณไม่คัดค้านเนี่ย เราก็จะกลับมาสร้าง มันเป็นแบบนั้นใช่ไหมคะ

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ใช่ อันนี้มันคือสิ่งที่ถึงทุนไม่ได้พูดแบบนี้มาเราก็วิเคราะห์และประเมินได้ อยู่แล้วว่าในความเป็นทุนของเขาเนี่ยถึงแม้เขาต้องถอยออกไปจากพื้นที่เราเขา ก็ไม่ได้เสียหายอะไร หนำซ้ำเขายังได้รับการชดเชยจากสัญญาโง่ๆที่รัฐทำไว้กับเขาด้วยซ้ำไป เราคิดว่าเขารอจังหวะและโอกาสและนโยบายที่อาจจะไม่ปรับเปลี่ยน ถึงที่สุดเขาก็อาจจะกลับเข้ามาในรุ่นต่อๆไปได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราพยายามทำคือ พยายามหาเกราะป้องกันที่ถาวรในการที่จะปกป้องแผ่นดินนี้ไว้ให้กับคนรุ่นหลัง

ถาม : อะไรคะที่จะเป็นเกราะป้องกันถาวร
กรณ์อุมา พงษ์น้อย : คือเราคิดว่าวันนี้ก็คงเป็นเรื่องของการที่พยายามที่ทำให้คนในจังหวัดนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตตั้งแต่กุยบุรี จนถึงบางสะพาน เข้าใจว่าคุณจะต้องลุกขึ้นมาดูแลบ้านเมืองของพวกคุณอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้ไปซ้ำรอยในอดีตว่าเราอยู่อย่างไม่ได้ตื่นตัว ไม่ได้ติดตามตรวจสอบนโยบายรัฐ อยู่ๆก็ลุกขึ้นมากำหนดสร้างโรงไฟฟ้าแล้วทำให้พวกเราสู้ยากมาก ในอดีตที่ผ่านมา มีมติครม. ต่างๆลงมา แต่ในวันนี้เนี้ยการทำงานของพวกเรา นอกจากการสร้างความเข้าใจให้กับผู้คนในสังคมที่อยู่ในจังหวัดประจวบฯของพวก เราเนี่ย เรายังต้องคัดง้างกับนโยบายของรัฐตั้งแต่ในระดับแผ่นกระดาษด้วยซ้ำไป ว่าไม่ให้กลุ่มทุนพวกนี้เข้ามาในพื้นที่ของพวกเรา

ถาม : คือปล่อยไม่ได้เลย

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ใช่ค่ะ

ถาม : แต่ว่าปล่อยไม่ได้เลยเนี่ย บรรดาแกนนำ ดิฉันคงไม่ถามว่าคุณกระรอกใช้ชีวิตอย่างไร เพราะว่าจะต้องเหนื่อยตลอด แต่ว่ามวลชนทั้งหลายที่จะยึดกุม ที่จะอยู่กับเราตลอดต่อไปนี่ มันจะยังไงคะ

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : เราคิดว่าวันเวลามันก็มีการผลัดเปลี่ยนเหมือนเม็ดเลือดคนถ้าเปรียบไปแล้ว เม็ดเลือดเก่าที่ผลัดไปมันก็มีเม็ดเลือดใหม่ที่สร้างขึ้นมา

ถาม : คือคนที่ยอมแพ้ไประหว่างทางก็มี

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : คืออาจจะอ่อนล้า จะเรียกว่ายอมแพ้ไหม...อาจจะไม่ถึงขั้นว่ายอมแพ้ เราคิดว่ามันเป็นความเข้าใจของผู้คนนะคะว่าอย่างบางคนเนี่ย เขาเข้าใจว่าเขาสู้โรงไฟฟ้าบ่อนอกแล้ว เขาจบแล้ว พื้นที่ของเขา เขาก็ไม่จำเป็นต้องสู้ต่อกับพื้นที่อื่น แต่เราก็พยายามทำความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมเราต้องช่วยกัน เพราะเราคิดว่าแผนพัฒนาตัวนี้การถูกกำหนดหลายๆโครงการ มันมีส่วนที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน มีทั้งในส่วนที่มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมการรองรับเป็นนิคม อุตสาหกรรม เช่น วันนี้โรงไฟฟ้าทับสะแกเองก็กำลังฟื้นผีขึ้นมา พยายามจะสร้างในเรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหิน สหวิริยาเองก็พยายามผลักดันในเรื่องของอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจร ก็คือจะทำเป็นนิคมฯขึ้นมา เราก็พยายามทำให้ชาวบ้านเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันเชื่อมโยง ก็คือมา support ซึ่งกันและกัน

ถาม : คือมันเป็นโครงข่าย

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ใช่ค่ะ

ถาม  : มีโรงไฟฟ้าอันนี้ เพื่อไปสนับสนุนโรงงานนี้ต่างๆนานา คือการคัดค้านสิ่งเดียวเนี่ย คือมันไม่ได้เกิดขึ้นมาโดดๆ

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ค่ะ มันจะเป็น...เราเรียกว่ามาเป็น package เพราะฉะนั้นพื้นที่คุณอาจจะไม่โดนในเรื่องของนิคมอุตสาหกรรม แต่คุณอาจจะโดนสร้างเขื่อน หรือว่ามีเขื่อนอยู่แล้วอาจจะถูกแย่งชิงน้ำ เราพยายามเชื่อมให้เห็นว่ามันมีการ support กันอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าคุณสู้เนี่ย มันไม่สามารถแบ่งกันสู้ได้โดยยุทธศาสตร์ เราต้องช่วยกัน ถ้าเราล้มโดมิโนตัวแรกได้ สมมุติโรงไฟฟ้าทับสะแกไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก โรงไฟฟ้าบ่อนอกไม่ได้เกิด โรงไฟฟ้าบ้านกรูดไม่ได้เกิด การสร้างเขื่อนไม่ได้เกิด เป็น domino ตัวที่สอง ถามว่า domino ตัวที่สามสมมติเป็นนิคมอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นมาแล้วจะเอาโครงสร้างพื้นฐานตัว ไหนไป support ในการที่จะทำนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมา มันก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณต้องทำ ต้องเข้าใจก็คือว่าต้องสู้ร่วมกันไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหน

ถาม : แต่ว่ากำหนดขอบเขตไว้แค่ในประจวบฯก่อนเพราะว่าแค่นี้ก็หนักหนาแล้ว หรือว่าต้องไปชุมพร,สุราษฎร์ฯ ด้วยหรือเปล่า

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : คือเราคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์มากกว่า แล้วก็ในข้อเท็จจริงเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ผู้คน ก็ไม่ได้มีจิตใจที่สูงนักกับการที่จะต้องไปรับเหมาทำแทนผู้อื่น คิดว่ามันมีความเป็นเฉพาะตนเฉพาะถิ่นอยู่นะ เพราะฉะนั้นเนี่ยเราคิดว่าโดยยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีเนี่ยสิ่งที่ก็คือ คุณต้องพยายามสร้างความรู้ความเข้าใจในจังหวัดของคุณเนี่ยให้แน่นให้เข้ม แข็งเสียก่อน ก่อนที่จะยกขึ้นไปร้อยเรียงเป็นเครือข่ายอย่างแท้จริงเนี่ยมันเป็นเรื่องไม่ ง่ายนะคะ

ถาม : อย่างแผนพัฒนาภาคใต้อย่างเนี้ย มีโรงไฟฟ้าเท่าไหร่ มีอะไรเท่าไหร่ แต่อันนี้คือขอในจังหวัดของคุณก่อน

กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : ค่ะ ต่างคนต่างต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเองขึ้นมาก่อน เราเปรียบเสมือน...จริงๆที่ผ่านมาเราคุยกันบ่อยนะคะว่าแผนพัฒนา southern seaboard เนี่ยถูกกำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมายตั้งแต่ประจวบฯลงไปด้วยซ้ำไป ซึ่งก็คือด้ามขวานจนถึงสงขลา เพราะฉะนั้นเราเปรียบแผนพัฒนานี้เป็นเสมือนหมาเน่าที่ลอยมาในทางอ่าวไทย เพราะฉะนั้นหน้าบ้านใคร ใครก็ต้องเขี่ย...ถ้าเกิดลอยไปติดหน้าบ้านคุณเช่น สมมุติมาประจวบฯ อันนี้ไม่ได้พูดอย่างเห็นแก่ตัวใช่ไหมถ้าคนประจวบฯช่วยกันเขี่ยพ้นหน้าบ้านเขาไปเกิดลอยไปติดชุมพร คนชุมพรไม่ออกมาช่วยกันเขี่ยให้มันพ้นหน้าบ้านตัวเอง ให้มันหายเหม็น ให้มันหายเน่าอยู่ที่หน้าบ้านตัวเองเนี่ยจะให้คนประจวบฯเขี่ยตั้งแต่ที่เป็นจังหวัดแรกของด้ามขวานเนี่ย เขี่ยให้พ้นประเทศไทยไปเลยมันคงจะยาก เพราะฉะนั้นเนี่ย ถ้าชุมชนที่ไม่มีความเข้มแข็ง ขาดความรู้ความเข้าใจ ความเสียสละเราคิดว่าชุมชนนั้นก็คงจะต้องเป็นเหยื่อของ การพัฒนาของรัฐเหมือนกัน คงไม่มีใครรับเหมาทำแทนคุณได้ในแต่ละจังหวัด

ถาม : ในแต่ละที่มันก็หนักหนาสาหัส


กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : ใช่ๆ แต่ถ้าทุกจังหวัดเข้มแข็งหมด เราคิดว่าทิศทางการสร้างเศรษฐกิจเช่นนี้ มันก็คงมีโอกาสเปลี่ยนได้ จริงๆเราไม่ได้สู้กับกลุ่มทุน ไม่ได้สู้กับรัฐ ไม่ได้สู้กับ...เช่น โรงงานถลุงเหล็กไม่ได้สู้กับการสร้างโรงไฟฟ้าของ กฟผ. จิรงๆที่เราสู้กันอยู่ตอนนี้เราคิดว่าเราสู้กับทิศทางการสร้างเศรษฐกิจของ ชาติที่เอา GDP เป็นตัวตั้งด้วยซ้ำไป

ถาม : คือแนวคิด

 กรณ์อุมา พงษ์น้อย  : ใช่ค่ะ ถ้าเราไม่สามารถดัดแปลงการสร้างชาติด้วยเศรษฐกิจเช่นนี้ เราคิดว่ายังคงต้องสู้กันต่อหลายรุ่น

ถาม : การดัดแปลงการสร้างชาติด้วยวิธีการที่คิดเอาเม็ดเงินเป็นที่ตั้งผลกำไรเป็น ที่ตั้ง มันก็ยากเหมือนกันนะ เพราะคนทั่วไปมีอะไรเข้ามา มักถามว่าเอ๊ะ ฉันได้เท่าไหร่ ดัดแปลงยากเหมือนกันนะ

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : จริงๆวันนี้ถ้าผู้คนในสังคมใส่ใจในปัญหาแล้วก็ศึกษาเรียนรู้ คิดว่าทิศทางการสร้างเศรษฐกิจชาติเช่นนี้ มันมีระยองเป็นโมเดลอยู่แล้ว อยู่ภายใต้แผนพัฒนา eastern seaboard จะเห็นว่าระยองเนี่ยจะถูกโฆษณาโดยรัฐ โดยเฉพาะสภาพัฒน์เนี่ยหยิบขึ้นมาโฆษณาเป็นหน้าเป็นตามากเลย บอกว่า  ปัจจุบันคนระยองมีค่าเฉลี่ยรายได้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัว ต่อคนต่อปีตอนนี้ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น 1,100,000 บาทก็คือถ้าย้อนกลับไปประมาณสี่ปีที่แล้วเนี่ยเขามีรายได้ที่เฉลี่ยออกมาก็ คือ 800,000 กว่าบาทต่อหัวแต่ว่าเอาเข้าจริงๆถามว่า GDP พวกนึ้มันเป็นรายได้ที่อยู่ในจังหวัดนั้นจริงหรือเปล่าที่คุณโฆษณาขึ้นมา ถึงที่สุดก็ไม่ใช่...

เพราะอะไร เพราะว่าวิธีการหาค่าเฉลี่ยแบบนี้ ตัวเลข GDP มันเป็นมายาคตินะถึงที่สุด เพราะว่ามันเปรียบเสมือนการที่นำรายได้ คนที่มีรายได้ 1 ล้านบาท มาบวกรวมกับคนที่มีรายได้ 1 บาท แล้วหารด้วย 2 ดูเสมือนว่าคนสองคนนี้มีเงินอยู่ในกระเป๋าคนละ ห้าแสนห้าสิบสตางค์เท่าๆกัน แต่ถึงที่สุดในข้อเท็จจริง คนที่มี 1 ล้านก็มี 1 ล้านเท่าเดิม คนที่มี 1 บาทก็มี 1 บาทเท่าเดิม เพราะฉะนั้นเราคิดว่าทิศทางการสร้างเศรษฐกิจชาติแบบนี้ ถึงที่สุดมันไม่ตอบโจทย์ว่ามันสร้างความเป็นธรรม สร้างการกระจายรายได้ให้กับคนเล็กคนน้อย ยืนอยู่ได้บนขาตัวเองได้อย่างแท้จริง มันไม่ใช่ แต่เราคิดว่าทิศทางที่เราอยู่กันมา  ปัจจุบันต่างหาก ก็คือการพึ่งพิงอยู่กับธรรมชาติ ไม่ว่าเกษตร ประมง ท่องเที่ยว มันสามารถหล่อเลี้ยง ทำให้คนเล็กคนน้อยยืนอยู่ได้บนขาของตัวเอง ถึงแม้รายได้บวกรวมแล้วมันอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมที่อาจจะเป็นตัวเลขที่ ไม่สวยนัก แต่มันก็สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับคนมาได้โดยตลอด

ถาม : แต่ทุกคนก็ต้องเข้าใจด้วยการที่บอกว่าคนชุมพรต้องเขี่ยเอง คนสุราษฎร์ต้องเขี่ยเอง (หมาเน่า)จริงๆแล้วมันไม่ง่าย และบางทีก็อาจจะสูญเสียเหมือนกับที่คุณกรณ์อุมา สูญเสียก็เป็นได้

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : ค่ะ เพราะจริงๆถึงที่สุดแล้วคิดว่าจังหวัดเราก็ไม่ใช่ที่แรกที่มีการต่อสู้ที่ ต้องจ่ายกันแพง เราเรียกว่าเราจ่ายแพงมากกว่าเราจะได้ชัยชนะในระดับหนึ่งก็คือ แลกทั้งอิสรภาพ แลกทั้งชีวิต เรื่องทรัพย์สิน เรื่องเสียสละ เรื่องเงินทอง หรือเวลา เป็นเรื่องการเสียสละเล็กๆด้วยซ้ำไป แต่ว่าการเสียสละที่ใหญ่กว่านั้นคือ ชีวิต อิสรภาพ เนี่ย เราคิดว่าไม่ใช่พื้นที่แรกที่เกิดขึ้น มันมีพื้นที่อื่นๆเพียงแต่เขาไม่เป็นข่าวเท่าใดนักกับการต่อสู้ เพราะฉะนั้นบทสรุปการต่อสู้มันหนีไม่พ้น ถึงที่สุดแล้วคุณต้องเสียสละ เริ่มตั้งแต่เสียสละเล็กไปจนถึงเสียสละใหญ่ เพราะการต่อสู้เป็นการต่อสู้ในการขวางผลประโยชน์ของคน เขาหวังความร่ำรวย...กลุ่มทุนนะ เรานี่ไม่ต้องการจะไปคิดว่าการพัฒนาเช่นนี้จะมาสร้างความร่ำรวยให้พวกเรา เมื่อมีความขัดแย้งกัน มันก็เกิดการจัดการพวกเราโดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการใช้กฎหมาย ใช้อิทธิพล รวมไปถึงขั้นเข่นฆ่าเรา เราก็จำเป็นต้องแลก ถ้าเราไม่แลก การต่อสู้ที่มันแหลมคมขึ้นเรื่อยๆเนี่ย มันก็ทำให้เราต้องหยุดการต่อสู้ ในขณะที่เราไม่ได้รับชัยชนะด้วยซ้ำไป

ถาม : กรณีคุณเจริญ เราต้องแลกด้วยวิธีการที่มันป่าเถื่อนมาก โหดร้ายมาก 8 ปีมาแล้วที่คุณเจริญเสียชีวิต...วิธีการที่มาจัดการที่มันต้องแลกมันไม่ได้ เปลี่ยนไปเลยหรือคะ

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : เราคิดว่าเดี๋ยวนี้ ไม่เปลี่ยนไม่ว่า เราคิดว่าความโหดร้ายป่าเถื่อน ความไม่มีคุณธรรม ไม่มีจรรยาบรรณ ไม่มีธรรมาภิบาลของกลุ่มทุน บวกรวมกับการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เราคิดว่ามันมีการจัดการกับกลุ่มคนที่มาคัดง้างกับเขา โดยเฉพาะกลุ่มชุมชน ชาวบ้านเนี่ย เราคิดว่ามีการจัดการที่โหดร้ายและป่าเถื่อนเร็วมากขึ้นด้วยซ้ำไป อย่างเช่นกรณีล่าสุดก็คือแกนนำที่ลุกขึ้นมาคัดค้านลานกองถ่านหิน เรื่องการขนถ่ายถ่านหินที่มหาชัย...คุณทองนาค เสวกจินดาเขาแค่เพียงลุกขึ้นมารวบรวมชาวบ้าน เรื่องการต่อสู้เราคิดว่ายังใช้เวลาไม่นานมาก แล้วเขาก็ต้องถูกยิงทิ้ง ถูกฆ่าตายในเวลาอันรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นเราคิดว่าความโหดร้ายป่าเถื่อนมันมีมากกว่าเก่าด้วยซ้ำไป...เรา คิดว่าวิธีคิดของทุนเนี่ย มันเป็นเรื่องตัดไฟแต่ต้นลม เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้คิดถึงในเรื่องของธรรมาภิบาล เรื่องศีลธรรม มันเป็นแต่เรื่องความโหดร้ายป่าเถื่อน เพราะคนพวกนี้เขามีแต่เรื่องความโลภนำหน้า บูชาเงิน

ถาม : ในเมื่อฝ่ายทุนใช้วิธีการตัดไฟแต่ต้นลม มันอาจทำให้ชุมชน ชาวบ้านเกิดความกลัว

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : เราคิดว่าเขาต้องการบรรลุเป้าหมายของเขาโดยเร็ว แน่่นอนว่าการกระทำที่โหดร้ายทารุณขนาดนี้ ถึงขั้นเข่นฆ่าเอาชีวิตกัน ที่เกิดขึ้นโดยรวดเร็วเนี่ยมันสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนหรือเปล่า เราคิดว่ามันก็คงมีผลบ้าง

ถาม : แต่เขาจะบรรลุผลเลยไหมว่า ต่อไปไม่ลุกขึ้นมาแล้ว

กรณ์อุมา พงษ์น้อย : มันแล้วแต่พื้นที่ เพราะว่าหลายพื้นที่เมื่อแกนนำถูกจัดการโดยง่าย กลุ่มคนก็จะเลิกต่อสู้ เลิกคัดค้าน...ไม่ต้องถึงขั้นถูกฆ่าตายด้วยซ้ำไป บางพื้นที่ เพียงแค่แกนนำถูกซื้อด้วยผลประโยชน์ เขาก็สลายการต่อสู้แล้ว เพราะเขาคิดว่า การต่อสู้ของเขามันไปผูกติดกับผู้นำ เขาไม่คิดว่าจริงๆการต่อสู้เนี่ย มันดำรงอยู่ได้ ถ้าชาวบ้านพร้อมสู้ แล้วสถานการณ์มันจะคัดกรองผู้นำขึ้นมาเอง ทำไมเราถึงพูดเช่นนี้ เพราะว่าจริงๆพื้นที่ประจวบฯเราเองไม่ว่าจะเป็นบ่อนอก บ้านกรูด มันมีการเปลี่ยนผู้นำตั้งหลายรุ่น เจริญไม่ใช่รุ่นแรกของการต่อสู้ เข้ามาเป็นแค่เพียงแนวร่วมในแต่แรก แต่ว่าถึงที่สุดผู้นำที่เปลี่ยนไปเพราะผลประโยชน์ ที่เขาซื้อโดยผลประโยชน์ โดยเงิน มันทำให้เกิดการคัดกรอง แล้วทำให้เขาต้องอัพตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำจากสถานการณ์

............................................

 






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ธนานุช วันที่ : 02/07/2012 เวลา : 00.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thananuch

ชมสัมภาษณ์"กรณ์อุมา พงษ์น้อย" ในรายการจุดชนวนความคิด ได้ที่ http://bit.ly/MAV7IW

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
musachiza วันที่ : 30/06/2012 เวลา : 08.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ถ้สระบบศาลพึ่งพาไม่ได้
แล้วประเทศที่ยึดประชาธิปไตยแบบฝรั่งอย่างไทย
จะพึ่งอะไรได้อีก?

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ลุงปรีชา ผู้กอบกู้แมวไทย

ลุงปรีชา พุคคะบุตร ผู้กอบกู้แมวไทย โดยการพยายามที่จะนำแมวพันธุ์ไทยแท้ดั้งเดิม ที่ชื่อว่า "แมวศุภลักษณ์" หรือที่เรียกว่าแมวทองแดง นำขึ้นจดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกในนามคนไทย

View All
<< มิถุนายน 2012 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]