พิมพ์หน้านี้
|
ได้ยินมาว่า ในปีพ.ศ.2541 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกว่า 200 ชีวิต ได้จัดอภิปรายสะท้อนความเป็น จริงของนักเรียน-นักศึกษา และระบบการศึกษาไทยด้วยนิยามศัพท์สั้นๆว่า ควายกระป๋อง ซึ่งหมายถึง การที่รัฐพันธนาการอำนาจในการจัดการศึกษาให้ตนเองด้วยตัวผู้เรียนเองไว้ แล้วจับนักเรียน-นักศึกษายัดเข้าไป จับฉ่าย ในสถานศึกษาเหมือนยัดลงกระป๋อง โดยคิดว่าการกระทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว มันไม่แปลกอะไรหรอกครับที่ ควายกระป๋อง เพาะเชื้อและสืบพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ โดยไม่มีใครคิดจะขัดขวางทำลายมัน
ก็ประเทศไทยอ้างประชาธิปไตยด้วยปาก แต่การกระทำเรียกว่าเป็น อำนาจนิยมโดยสำนึก คงจะไม่ผิดแน่ เพราะเห็นสอนกันมาทุกยุคทุกสมัยว่าผู้ใหญ่ถูกเสมอ ตามข้อบัญญัติในมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้... นั่นเป็น สิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะด้วยอำนาจแห่งรัฐแล้ว การจัดการศึกษาภาคบังคับนี้เป็นการยัดเยียดให้ประชาชนสมยอมดีๆ นี่เอง การศึกษาที่รัฐเป็นผู้ยัดเยียดให้มานั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับการจองจำความคิดของเด็ก ตั้งแต่เด็กเริ่มหัดคิดหรอกครับ แล้วอย่าพูดกันให้ผมได้ยินอีกนะว่า อยากให้เด็กไทยหัดคิดนอกกรอบ รัฐควรจะปล่อยให้ประชาชนมีอำนาจในการจัดการศึกษาให้กับตัวเอง ซึ่งมันจะเป็นระบบการศึกษาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความรู้ ความคิด และก่อให้เกิดปัญญาขึ้นด้วย ที่ผมเขียนแบบนี้แค่เพียงอยากเป็นปากเป็นเสียงให้กับ นักเรียน-นักศึกษา บ้างก็เท่านั้นเอง แหม! ก็ที่ผมเคยสัมผัสมาเอง มันช่างสังเวชกับชีวิตในวัยเรียนเสียจริง! ผมคิดว่าการที่กลุ่มนิสิตจุฬาฯจัดอภิปราย และนิยามศัพท์คำว่า ควายกระป๋อง ขึ้นมานี้ ทำให้กระทรวงศึกษาธิการสะดุ้งพ้นภวังค์ความฝันกลางวันลมๆแล้งๆว่า การปฏิรูปการศึกษาช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษา และเพื่อแก้ไขปัญหา และอุปสรรคที่มีอยู่เดิมให้หมดไปได้จริง สักที คำว่า การปฏิรูปการศึกษา ที่เราได้ยินกันอย่างคุ้นหูแต่ไม่รู้ความหมายนั้น มันเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2539 เหตุที่ต้องปฏิรูปฯ พูดง่ายๆ ก็คือที่ผ่านมา คนไปเรียนแล้วยังโง่เหมือนเดิม รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 จึงเกิดการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาขึ้นและกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษา โดยมีแนวทางการปฏิรูปในสี่ด้าน คือ 1. การปฏิรูปโรงเรียน และสถานศึกษา 2. การปฏิรูปครู และบุคลากรทางการศึกษา 3. การปฏิรูปหลักสูตร และกระบวนการเรียนการสอน 4. การปฏิรูประบบบริหารราชการ ถึงตอนนี้ปาเข้าไปปี พ.ศ.2550 แล้ว ลองบวกลบคูณหารดู นับนิ้วมือไม่พอกระดิกนิ้วเท้าดิ๊กๆช่วยนับ เบ็ดเสร็จก็ 11 ปีพอดิบพอดี ระยะเวลามันช่างแปรผกผันกับคุณภาพของผลงานอย่างยอดเยี่ยมเสียจริงๆ เท่าที่ผมสดับตรับฟัง และวิเคราะห์ตามประสา เหยื่อ ในระบบการศึกษาคนหนึ่ง เห็นว่ารัฐบาลยังมีปัญหาในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางที่วางไว้อยู่ 3 ประการ ประการแรกคือ การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา ผมยังไม่เข้าใจจนถึงบัดนี้ว่าทั้งๆที่ครูควรจะมีฐานะทางสังคมสูงสุด แต่ไฉนเลยเวลาเอ่ยคำว่า ครู ถึงไม่สวยหรู สู้คำว่า หมอ ไม่ได้สักที มันอาจเป็นเพราะค่านิยมที่ถูกปลูกฝังคู่กับสังคมไทยมาว่า หมอเป็นหนึ่ง อื่นเป็นสอง ไม่สมปองเป็นครู ก็เป็นได้ เลยทำให้คนระดับ หัวกะทิ หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ขอ เซบาย อาชีพครู ก็ความคิดมันเป็นอย่างนี้ไง การศึกษาไทยเลยทำท่าจะไม่รอด รัฐต้องหาแนวทางที่จะเปลี่ยนค่านิยมของสังคมให้หมุนกลับ ต้องเดินหน้าพัฒนาคุณภาพบุคลากรที่จะเป็นครูโดยตรง เพิ่มสวัสดิการให้ผู้ที่เป็นครูมีความมั่นคงและมั่นใจ เพิ่มค่าตอบแทนในรูปแบบเงินตราให้สูงขึ้น เพราะครูเป็นปูชนียบุคคลที่ควรยกย่อง และครูควรได้รับ คุณภาพชีวิต ที่ดีกว่านี้ ประการที่สองคือ การปฏิรูปหลักสูตร และกระบวนการเรียนการสอน ในประเด็นกระบวนการเรียนการสอนนี้ขอใช้คำว่า ของเดิมดีอยู่แล้ว ไปเปลี่ยนให้ล่มสลายทำไมกัน ? ที่ว่าอะไรดีอะไรล่มสลายก็คือ ระบบ ครูเป็นศูนย์กลาง ในการศึกษานั้นดีอยู่แล้ว แต่ดันทะลึ่งเลียนแบบยุโรปอยากจะทำให้เด็กเป็นศูนย์กลาง แทน ก็เลยล่มสลาย ล่มสลายเพราะลอกมาแต่ทำไม่ได้ ทำไม่ได้โดยสาเหตุจากปริมาณครูกับนักเรียนที่ไม่สมดุล อุปกรณ์ประกอบการศึกษาไม่พร้อม และคุณภาพของครูยังไม่ถึงขั้น ระบบเด็กเป็นศูนย์กลาง หรือ Child Center นี้ บางแห่งเหมือนเป็นระบบ นกแก้วนกขุนทอง คือ ครูแจกชีทให้เด็กท่องสอบเสียมากกว่า Child Center แบบนกแก้วนกขุนทองกันเข้าไป เด็กไทยจะได้ไม่ต้องหัดคิดให้สมองเกร็ง! เท่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังใช้ระบบเด็กเป็นศูนย์กลางโดยการสอนให้เด็กท่องเอง แต่ไม่ได้สอนให้คิดเอง ผมคิดว่าภาครัฐควรกลับไปรื้อนโยบาย ครูเป็นศูนย์กลาง ที่เก็บเข้ากรุไป แล้วนำออกมาปัดฝุ่นใหม่ดูสักที เพราะว่านั่นอาจเป็นทางเดียวที่ทำให้เด็ก คิดเป็น ก็เป็นได้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าครูเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของเด็กเป็นอย่างมาก ดังนั้นรัฐควรจะออกนโยบายที่เน้นที่ครูเป็นสำคัญ ให้ครูเป็นผู้แนะแนวความคิด และเป็นผู้สอนให้เด็กหัดคิด เมื่อเด็กรู้จักวิธีคิดและคิดเป็นค่อยให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในภายภาคหน้าก็ยังไม่สายหรอกครับ ส่วนในประเด็นหลักสูตรนั้น พบว่ารัฐบาลเป็นผู้ ผูกขาด การกำหนดหลักสูตรการศึกษาเพียงผู้เดียว และรัฐบาลเองก็คาดหวังให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรดังกล่าวมีความสามารถที่จะ เอาตัวรอด อยู่ในสังคมได้ รัฐบาลจึงเน้นหนักไปทางวิชาการเพื่อสร้างให้ คนเก่ง มากกว่าจะเน้นเรื่องธรรมะ-จริยธรรมเพื่อสร้างให้ คนดี ความดี-คนดี เป็นได้แค่ลูกเมียน้อยในสังคมไทย เมื่อเปรียบเทียบกับ ความเก่ง-คนเก่ง ที่มีแต่คนห้อมล้อมสรรเสริญ จึงไม่แปลกหรอกครับที่ ธรรมะ-จริยธรรม สูญหายไปจากระบบการศึกษาไทยเป็นเวลานาน เท่าที่เหลือมีแต่ ตำนาน พุทธศาสนาเท่านั้น ส่วน เนื้อแท้ ของพุทธศาสนาคงหาไม่ได้แน่ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุได้กล่าวถึงการศึกษาที่ขาดธรรมะไว้ว่า เมื่อการศึกษาไม่มีระบบธรรมะหรือศาสนาแล้ว ก็จะรู้จักแต่หนังสือหนังหาสำหรับทำให้ฉลาด แล้วก็รู้จักอาชีพสุดเหวี่ยง ยิ่งประดิษฐ์ได้มากยิ่งทำให้เกิดผลกำไรได้มาก ก็ยิ่งหลงใหลในรสอร่อยทางวัตถุมาก โลกก็จะเกิดวิกฤตการณ์ คงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตระหนักถึงความสำคัญและความสัมพันธ์ของ ธรรมะ-จริยธรรม กับหลักสูตรการศึกษาไทย และดำเนินนโยบายเอาจริงเอาจังเพื่อให้คนไทยมี ความรู้ คู่คุณธรรม ซึ่งผมขอเสนอให้รัฐบาลเพิ่มหลักสูตร ธรรมะในการดำรงชีวิต โดยแบ่งสัดส่วนกับภาควิชาการให้เหมาะสม เพื่อปลูกฝัง ความดี เป็นสามัญสำนึกแก่บัณฑิตในภายภาคหน้า ประการสุดท้าย คือการปฏิรูประบบบริหารราชการ ผมคงจะร่ายเรียงปัญหาได้ไม่หมดภายในเนื้อที่ที่มีจำกัดเช่นนี้ เพราะปัญหาความผิดพลาดในการปฏิรูปฯนี้มันเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่มหาวิทยาลัย-อุดมศึกษาขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็โยกไปอยู่กับ ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่กลายเป็น ทบวงมหาวิทยาลัย (เฉยๆ) จนถึง การยุบสลายตัวไปรวมกับ กระทรวงศึกษาธิการ เช่นในปัจจุบัน ปัญหาก็ยังไม่หมดไป ผมจึงขอใช้เนื้อที่อันน้อยนิดแห่งนี้ฝากทัศนะของนักศึกษาคนหนึ่ง ถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่อง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในการกำกับของรัฐ ที่นำเอามหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบ ซึ่งเป็นประเด็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในปัจจุบัน การที่รัฐบาลอ้างว่าถ้านำมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบจะทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารมากขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และเสริมสร้างสวัสดิการของบุคลากรในมหาวิทยาลัยให้เท่าเอกชนนั้นเป็นจริงหรือ? ครู วิจิตร ศรีสอ้าน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อย่าได้อ้างว่าตนเองเป็น จำเลยทางสังคม ที่รับช่วงงานต่อมาจากรัฐบาลชุดก่อนเลยครับ เพราะในฐานะผู้คุมทิศทางการศึกษาย่อมรู้ดีว่าการดึงมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จะส่งผลดีหรือเสียให้ประชาชนมากกว่ากัน การ แปรรูป มหาวิทยาลัยของรัฐเช่นนั้น มันจะเข้าอีหรอบเดียวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มเดียวหรือไม่อันนี้ผมไม่รู้ แต่ที่รู้คือเงินเดือนสองแสนห้าหมื่นบาทสำหรับอธิการบดี และสองแสนบาทสำหรับรองอธิการบดี มันมากกว่าเงินเดือนของนายกรัฐมนตรีซะอีก มหาวิทยาลัยรัฐควรเป็นสถาบันถ่วงดุลมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีสิทธิแสวงหากำไรในอัตราเหมาะสม ไม่ใช่การออกจากระบบการศึกษาเพื่อไปแข่งกันแสวงหากำไร เพราะฉะนั้นเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้จึงควรค่อยๆ พิจารณามากกว่าการรีบผลักดันให้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติเช่นนี้ คงต้อง ป่วยการ กันอีกไม่น้อย หากระบบการศึกษาไทยยังถูกมองเป็นเพียงช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่ม กระฏมพี เพียงอย่างเดียว.
ข้อมูลบางส่วนจาก สารคดีเชิงข่าว : กุลธิดา สามะพุทธิ http://www.sarakadee.com |