• ธนวัฒน์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sakuya_za@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-19
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 4240
  • จำนวนผู้โหวต : 38
  • ส่ง msg :
ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
หัดคิด หัดเขียน ตามแบบฉบับของ เด็กวารสาร ม.กรุงเทพ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/thanawatphet
วันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม 2550
“ควายกระป๋อง” กับการปฏิรูปการศึกษา
Posted by ธนวัฒน์ , ผู้อ่าน : 105 , 19:35:25 น.  
พิมพ์หน้านี้


ได้ยินมาว่า ในปีพ.ศ.2541 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกว่า 200 ชีวิต ได้จัดอภิปรายสะท้อนความเป็น   จริงของนักเรียน-นักศึกษา และระบบการศึกษาไทยด้วยนิยามศัพท์สั้นๆว่า “ควายกระป๋อง” ซึ่งหมายถึง การที่รัฐพันธนาการอำนาจในการจัดการศึกษาให้ตนเองด้วยตัวผู้เรียนเองไว้ แล้วจับนักเรียน-นักศึกษายัดเข้าไป “จับฉ่าย” ในสถานศึกษาเหมือนยัดลงกระป๋อง โดยคิดว่าการกระทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว 

มันไม่แปลกอะไรหรอกครับที่ “ควายกระป๋อง” เพาะเชื้อและสืบพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ โดยไม่มีใครคิดจะขัดขวางทำลายมัน

 

ก็ประเทศไทยอ้างประชาธิปไตยด้วยปาก แต่การกระทำเรียกว่าเป็น “อำนาจนิยมโดยสำนึก” คงจะไม่ผิดแน่ เพราะเห็นสอนกันมาทุกยุคทุกสมัยว่าผู้ใหญ่ถูกเสมอ

ตามข้อบัญญัติในมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้...” นั่นเป็น สิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะด้วยอำนาจแห่งรัฐแล้ว การจัดการศึกษาภาคบังคับนี้เป็นการยัดเยียดให้ประชาชนสมยอมดีๆ นี่เอง

การศึกษาที่รัฐเป็นผู้ยัดเยียดให้มานั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับการจองจำความคิดของเด็ก ตั้งแต่เด็กเริ่มหัดคิดหรอกครับ

แล้วอย่าพูดกันให้ผมได้ยินอีกนะว่า “อยากให้เด็กไทยหัดคิดนอกกรอบ”

รัฐควรจะปล่อยให้ประชาชนมีอำนาจในการจัดการศึกษาให้กับตัวเอง ซึ่งมันจะเป็นระบบการศึกษาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความรู้ ความคิด และก่อให้เกิดปัญญาขึ้นด้วย

ที่ผมเขียนแบบนี้แค่เพียงอยากเป็นปากเป็นเสียงให้กับ นักเรียน-นักศึกษา บ้างก็เท่านั้นเอง

แหม! ก็ที่ผมเคยสัมผัสมาเอง มันช่างสังเวชกับชีวิตในวัยเรียนเสียจริง!

ผมคิดว่าการที่กลุ่มนิสิตจุฬาฯจัดอภิปราย และนิยามศัพท์คำว่า “ควายกระป๋อง” ขึ้นมานี้ ทำให้กระทรวงศึกษาธิการสะดุ้งพ้นภวังค์ความฝันกลางวันลมๆแล้งๆว่า “การปฏิรูปการศึกษาช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษา และเพื่อแก้ไขปัญหา และอุปสรรคที่มีอยู่เดิมให้หมดไปได้จริง” สักที

คำว่า การปฏิรูปการศึกษา ที่เราได้ยินกันอย่างคุ้นหูแต่ไม่รู้ความหมายนั้น มันเกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2539 เหตุที่ต้องปฏิรูปฯ พูดง่ายๆ ก็คือที่ผ่านมา คนไปเรียนแล้วยังโง่เหมือนเดิม

รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 จึงเกิดการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาขึ้นและกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษา โดยมีแนวทางการปฏิรูปในสี่ด้าน คือ 1. การปฏิรูปโรงเรียน และสถานศึกษา 2. การปฏิรูปครู และบุคลากรทางการศึกษา 3. การปฏิรูปหลักสูตร และกระบวนการเรียนการสอน 4. การปฏิรูประบบบริหารราชการ

ถึงตอนนี้ปาเข้าไปปี พ.ศ.2550 แล้ว ลองบวกลบคูณหารดู นับนิ้วมือไม่พอกระดิกนิ้วเท้าดิ๊กๆช่วยนับ เบ็ดเสร็จก็ 11 ปีพอดิบพอดี

ระยะเวลามันช่างแปรผกผันกับคุณภาพของผลงานอย่างยอดเยี่ยมเสียจริงๆ

เท่าที่ผมสดับตรับฟัง และวิเคราะห์ตามประสา “เหยื่อ” ในระบบการศึกษาคนหนึ่ง เห็นว่ารัฐบาลยังมีปัญหาในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางที่วางไว้อยู่ 3 ประการ

ประการแรกคือ การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา  ผมยังไม่เข้าใจจนถึงบัดนี้ว่าทั้งๆที่ครูควรจะมีฐานะทางสังคมสูงสุด แต่ไฉนเลยเวลาเอ่ยคำว่า ครู ถึงไม่สวยหรู สู้คำว่า หมอ  ไม่ได้สักที มันอาจเป็นเพราะค่านิยมที่ถูกปลูกฝังคู่กับสังคมไทยมาว่า “หมอเป็นหนึ่ง อื่นเป็นสอง ไม่สมปองเป็นครู” ก็เป็นได้ เลยทำให้คนระดับ “หัวกะทิ” หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ขอ “เซบาย” อาชีพครู

ก็ความคิดมันเป็นอย่างนี้ไง การศึกษาไทยเลยทำท่าจะไม่รอด

รัฐต้องหาแนวทางที่จะเปลี่ยนค่านิยมของสังคมให้หมุนกลับ ต้องเดินหน้าพัฒนาคุณภาพบุคลากรที่จะเป็นครูโดยตรง เพิ่มสวัสดิการให้ผู้ที่เป็นครูมีความมั่นคงและมั่นใจ เพิ่มค่าตอบแทนในรูปแบบเงินตราให้สูงขึ้น

เพราะครูเป็นปูชนียบุคคลที่ควรยกย่อง และครูควรได้รับ “คุณภาพชีวิต” ที่ดีกว่านี้

ประการที่สองคือ การปฏิรูปหลักสูตร และกระบวนการเรียนการสอน  ในประเด็นกระบวนการเรียนการสอนนี้ขอใช้คำว่า “ของเดิมดีอยู่แล้ว ไปเปลี่ยนให้ล่มสลายทำไมกันที่ว่าอะไรดีอะไรล่มสลายก็คือ ระบบ “ครูเป็นศูนย์กลาง” ในการศึกษานั้นดีอยู่แล้ว แต่ดันทะลึ่งเลียนแบบยุโรปอยากจะทำให้“เด็กเป็นศูนย์กลาง” แทน ก็เลยล่มสลาย

ล่มสลายเพราะลอกมาแต่ทำไม่ได้

ทำไม่ได้โดยสาเหตุจากปริมาณครูกับนักเรียนที่ไม่สมดุล อุปกรณ์ประกอบการศึกษาไม่พร้อม และคุณภาพของครูยังไม่ถึงขั้น

ระบบเด็กเป็นศูนย์กลาง หรือ Child Center นี้ บางแห่งเหมือนเป็นระบบ “นกแก้วนกขุนทอง”  คือ ครูแจกชีทให้เด็กท่องสอบเสียมากกว่า

Child Center แบบนกแก้วนกขุนทองกันเข้าไป เด็กไทยจะได้ไม่ต้องหัดคิดให้สมองเกร็ง! 

เท่าที่ผ่านมาประเทศไทยยังใช้ระบบเด็กเป็นศูนย์กลางโดยการสอนให้เด็กท่องเอง แต่ไม่ได้สอนให้คิดเอง  ผมคิดว่าภาครัฐควรกลับไปรื้อนโยบาย “ครูเป็นศูนย์กลาง” ที่เก็บเข้ากรุไป แล้วนำออกมาปัดฝุ่นใหม่ดูสักที เพราะว่านั่นอาจเป็นทางเดียวที่ทำให้เด็ก “คิดเป็น” ก็เป็นได้ 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าครูเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของเด็กเป็นอย่างมาก ดังนั้นรัฐควรจะออกนโยบายที่เน้นที่ครูเป็นสำคัญ ให้ครูเป็นผู้แนะแนวความคิด และเป็นผู้สอนให้เด็กหัดคิด

เมื่อเด็กรู้จักวิธีคิดและคิดเป็นค่อยให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในภายภาคหน้าก็ยังไม่สายหรอกครับ

ส่วนในประเด็นหลักสูตรนั้น พบว่ารัฐบาลเป็นผู้ “ผูกขาด” การกำหนดหลักสูตรการศึกษาเพียงผู้เดียว และรัฐบาลเองก็คาดหวังให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรดังกล่าวมีความสามารถที่จะ “เอาตัวรอด” อยู่ในสังคมได้ รัฐบาลจึงเน้นหนักไปทางวิชาการเพื่อสร้างให้ “คนเก่ง” มากกว่าจะเน้นเรื่องธรรมะ-จริยธรรมเพื่อสร้างให้ “คนดี”

“ความดี-คนดี” เป็นได้แค่ลูกเมียน้อยในสังคมไทย เมื่อเปรียบเทียบกับ “ความเก่ง-คนเก่ง” ที่มีแต่คนห้อมล้อมสรรเสริญ

จึงไม่แปลกหรอกครับที่ “ธรรมะ-จริยธรรม” สูญหายไปจากระบบการศึกษาไทยเป็นเวลานาน เท่าที่เหลือมีแต่ “ตำนาน” พุทธศาสนาเท่านั้น ส่วน “เนื้อแท้” ของพุทธศาสนาคงหาไม่ได้แน่

ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุได้กล่าวถึงการศึกษาที่ขาดธรรมะไว้ว่า “เมื่อการศึกษาไม่มีระบบธรรมะหรือศาสนาแล้ว ก็จะรู้จักแต่หนังสือหนังหาสำหรับทำให้ฉลาด แล้วก็รู้จักอาชีพสุดเหวี่ยง ยิ่งประดิษฐ์ได้มากยิ่งทำให้เกิดผลกำไรได้มาก ก็ยิ่งหลงใหลในรสอร่อยทางวัตถุมาก โลกก็จะเกิดวิกฤตการณ์”

 คงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตระหนักถึงความสำคัญและความสัมพันธ์ของ “ธรรมะ-จริยธรรม” กับหลักสูตรการศึกษาไทย และดำเนินนโยบายเอาจริงเอาจังเพื่อให้คนไทยมี “ความรู้ คู่คุณธรรม” ซึ่งผมขอเสนอให้รัฐบาลเพิ่มหลักสูตร “ธรรมะในการดำรงชีวิต” โดยแบ่งสัดส่วนกับภาควิชาการให้เหมาะสม เพื่อปลูกฝัง “ความดี” เป็นสามัญสำนึกแก่บัณฑิตในภายภาคหน้า

ประการสุดท้าย คือการปฏิรูประบบบริหารราชการ ผมคงจะร่ายเรียงปัญหาได้ไม่หมดภายในเนื้อที่ที่มีจำกัดเช่นนี้ เพราะปัญหาความผิดพลาดในการปฏิรูปฯนี้มันเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่มหาวิทยาลัย-อุดมศึกษาขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็โยกไปอยู่กับ “ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ” ที่กลายเป็น “ทบวงมหาวิทยาลัย (เฉยๆจนถึง การยุบสลายตัวไปรวมกับ “กระทรวงศึกษาธิการ” เช่นในปัจจุบัน ปัญหาก็ยังไม่หมดไป

ผมจึงขอใช้เนื้อที่อันน้อยนิดแห่งนี้ฝากทัศนะของนักศึกษาคนหนึ่ง ถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่อง “พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในการกำกับของรัฐ” ที่นำเอามหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบ ซึ่งเป็นประเด็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ในปัจจุบัน

การที่รัฐบาลอ้างว่าถ้านำมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบจะทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารมากขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และเสริมสร้างสวัสดิการของบุคลากรในมหาวิทยาลัยให้เท่าเอกชนนั้นเป็นจริงหรือ?

ครู วิจิตร ศรีสอ้าน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อย่าได้อ้างว่าตนเองเป็น “จำเลยทางสังคม” ที่รับช่วงงานต่อมาจากรัฐบาลชุดก่อนเลยครับ เพราะในฐานะผู้คุมทิศทางการศึกษาย่อมรู้ดีว่าการดึงมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จะส่งผลดีหรือเสียให้ประชาชนมากกว่ากัน

การ “แปรรูป” มหาวิทยาลัยของรัฐเช่นนั้น มันจะเข้าอีหรอบเดียวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มเดียวหรือไม่อันนี้ผมไม่รู้ แต่ที่รู้คือเงินเดือนสองแสนห้าหมื่นบาทสำหรับอธิการบดี และสองแสนบาทสำหรับรองอธิการบดี มันมากกว่าเงินเดือนของนายกรัฐมนตรีซะอีก

มหาวิทยาลัยรัฐควรเป็นสถาบันถ่วงดุลมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีสิทธิแสวงหากำไรในอัตราเหมาะสม ไม่ใช่การออกจากระบบการศึกษาเพื่อไปแข่งกันแสวงหากำไร เพราะฉะนั้นเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้จึงควรค่อยๆ พิจารณามากกว่าการรีบผลักดันให้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติเช่นนี้

คงต้อง “ป่วยการ” กันอีกไม่น้อย หากระบบการศึกษาไทยยังถูกมองเป็นเพียงช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่ม “กระฏมพี” เพียงอย่างเดียว.

 

ข้อมูลบางส่วนจาก สารคดีเชิงข่าว : กุลธิดา สามะพุทธิ http://www.sarakadee.com


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10
psty วันที่ : 24/07/2007 เวลา : 14.19 น.
http://www.oknation.net/blog/prasityoo

ให้ความสำคัญกันหน่อยเถอะครับ เรื่องการศึกษา
คนโง่ยังมีอยู่อีกเยอะ
เห็นเยิ้ว เยิ้ว อยู่แถวเทเวศน์ คืนนั้น
ความคิดเห็นที่ 9
godrig วันที่ : 24/07/2007 เวลา : 11.35 น.
http://www.oknation.net/blog/godrig
ในขณะที่เรากำลังถอยหลังและบอบช้ำ...

มาทักทายและขอบคุณค่ะที่เป็นปากเป็นเสียงให้พวกเรา
ถึงเสียงจะไม่ดังเท่าคนพวกนั้น แต่ขอให้พี่พยายามต่อไปนะคะ เขียนมาอีกเยอะๆนะ หนูจะตามมาอ่านค่ะ
ความคิดเห็นที่ 8
skyhoop วันที่ : 24/07/2007 เวลา : 09.05 น.
http://www.oknation.net/blog/skyhoop

แวะมาทักทาย สหายเจอาร์ครับ โหวตไป1ให้ด้วย
ความคิดเห็นที่ 7
อะโฮ!! วันที่ : 24/07/2007 เวลา : 07.55 น.
http://www.oknation.net/blog/mareyah

มาชวนไปอ่าน โกงตาย..ต้องตาย(ทั้งเป็น)2 ครับ
ความคิดเห็นที่ 6
ธนวัฒน์ วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 22.43 น.
http://www.oknation.net/blog/thanawatphet

ปี 3 ครับ

ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่เข้ามา คอมเมนต์ นะครับ ^^

มีกำลังใจขึ้นเยอะเลย ...
ความคิดเห็นที่ 5
pen วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 22.01 น.
http://www.oknation.net/blog/pen
ปากกาคืออาวุธ จับประยุทธ์เพื่อสัจจะธรรม ความจริงคือคำมั่น พันธเกียรติเพื่อปวงชน

ชื่นชมในความคิดและอุดมการณ์ครับ
"เยี่ยมมาก"

แวะมาเยี่ยมเยือนและทักทาย
เรือนปากกา บ้านแม่ริม
pen
ความคิดเห็นที่ 4
Watchpuppy วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 21.59 น.
http://www.oknation.net/blog/watchpuppy

เอ... น้องธนวัฒน์เรียนนิเทศฯใช่มั้ยครับ?
เรียนปีไหนแล้วครับ?
ความคิดเห็นที่ 3
Supawan วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 20.32 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

น่าสนใจค่ะ

ตามมาเที่ยวนะคะ
ความคิดเห็นที่ 2
ผ่านมาระบาย วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 19.50 น.
http://www.oknation.net/blog/Sodoyouthinkyoucanblog
Tea after Time

ครู สมัยนี้ เค้าต้องมี กฏ ไล่ออก เพราะ ไปมีเมียน้อย
เง้อ.....
ความคิดเห็นที่ 1
คนว่างงาน วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 19.48 น.
http://www.oknation.net/blog/Cantona

เนื้อหาดีครับ
เห็นด้วยกับเรื่องที่เสนอครับ
แวะมาทักทาย
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31