พิมพ์หน้านี้
|
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10489 การบิดเบือนกฎหมายและโทษทางอาญา โดย ธัญศักดิ์ ณ นคร thanyasak_thailand@thaimail.com แต่เดิม สังคมไทยคุ้นเคยกับ "การบิดเบือนข้อเท็จจริง" มากกว่า "การบิดเบือนข้อกฎหมาย" ต่อมาในห้วงปีสองปีที่ผ่านมา "การบิดเบือนกฎหมาย" กลับเป็นประเด็นที่คนไทยได้ฟังได้ยินอยู่เสมอๆ การบิดเบือนกฎหมาย คือการตีความกฎหมายให้แตกต่างออกไปจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายนั้นๆ หรือการตีความกฎหมายนั้นๆ ให้เกินเลยขอบเขต หรือขาดตกบกพร่องไป จนไม่อาจยอมรับได้หรือไม่อาจอธิบายได้ในทางวิชาการ การตีความกฎหมายไปอย่างผิดๆ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเชื่อไปโดยสุจริตของผู้ตีความ หากเป็นการตีความตอบข้อสอบของนักศึกษากฎหมาย ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนเองเท่านั้น (ต้องสอบใหม่) ส่วนสังคม หรือสาธารณชน ยังไม่อาจได้รับผลร้ายใดๆ จากการตอบข้อสอบนั้น แต่การตีความ โดยบิดเบือนกฎหมายของผู้มีหน้าที่ หรือมีอาชีพใช้กฎหมาย ย่อมก่อให้เกิดผลร้ายต่อสังคมยิ่งนัก ในบางประเทศ การบิดเบือนกฎหมายของผู้พิพากษาหรือตุลาการ แม้ได้กระทำไปโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ เลย แต่หากได้ตัดสินคดีไปโดยการบิดเบือนกฎหมายก็ยังเป็นความผิดในทางอาญา เช่น ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน มาตรา 336 ผู้พิพากษาที่บิดเบือนกฎหมายมีโทษจำคุกหนึ่งถึงห้าปี ส่วนในประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายลงโทษผู้กระทำการบิดเบือนกฎหมายเป็นการเฉพาะ มีเพียงประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (มาตรา 147-166) และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม (มาตรา 200-205) เท่านั้น ซึ่งโดยสรุปแล้ว ประมวลกฎหมายอาญาของไทย มีเจตนาที่จะลงโทษข้าราชการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ที่ได้กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในประเด็นอื่นๆ ที่มิได้ครอบคลุม และไม่อาจเอาผิดผู้กระทำการบิดเบือนกฎหมายในทางปฏิบัติได้เลย การบิดเบือนกฎหมายของผู้มีอำนาจ แม้ผู้บิดเบือนมิได้ผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ เลย ก็ย่อมเป็นการใช้วิชาชีพไปในทางที่ไม่สุจริตประการหนึ่ง ก่อให้เกิดผลร้ายต่อสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง แต่สังคมไทยเป็นสังคมที่ยินดีและสมยอมกับผู้มีอำนาจมาเนิ่นนาน การละเลยต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย กลายเป็นสิ่งปกติของผู้มีอำนาจ เข้าทำนองทีเอ็งข้าฯไม่ว่า ที่ข้าฯเอ็งอย่าโวย อะไรทำนองนั้น อย่างไรก็ตาม หากศาลชั้นต้นวินิจฉัยและตีความข้อกฎหมายไปอย่างบิดเบือน ยังมีศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาคอยตรวจสอบและถ่วงดุลอีกชั้นหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาถือเป็นที่สุด และเป็นแนวทางยึดถือใช้ในคดีอื่นๆ ได้ด้วย องค์กรศาลยุติธรรมจึงทำการบิดเบือนกฎหมายได้ยากและมีให้เห็นได้น้อยที่สุดในบรรดาผู้มีหน้าที่ใช้กฎหมาย สำหรับข้าราชการไทยทุกกรมกอง การปฏิบัติหน้าที่ราชการในการตีความกฎหมายและสั่งราชการ นอกจากจะต้องยึดตัวบทกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา และคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว หากมีข้อสงสัยในข้อกฎหมายใดๆ ยังมีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นที่ปรึกษาช่วยตอบข้อหารือให้อีกทางหนึ่งด้วย และหากส่วนราชการนั้นๆ บิดเบือนกฎหมาย โดยออกคำสั่งที่มีผลกระทบในทางร้ายต่อบุคคลใดๆ บุคคลนั้นชอบที่จะฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ แต่หากการบิดเบือนกฎหมาย โดยผู้มีอำนาจใช้กฎหมายซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และมีการวางแผนอย่างแยบยล แม้มีกรณีข้อเท็จจริงที่เหมือนกัน แต่ตีกรรเชียงออกไป แล้ววินิจฉัยตีความกฎหมายเกินเลยไปอย่างดื้อด้าน ก่อให้เกิดผลดีต่อเอกชนคนใดคนหนึ่ง ใครเล่าจะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งนั้น? ดั่งเช่น กรมสรรพากร ที่เคยตอบข้อหารือ เรื่องการ (ไม่ต้อง) เสียภาษีหุ้นชินคอร์ป ดูเหมือนว่าประมวลกฎหมายอาญาที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน จะไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเอาผิด "ผู้บิดเบือนกฎหมาย" ได้ จึงขอฝากให้รัฐบาลชุดนี้ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ตระหนักคิดว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ประเทศของเรา จะมีกฎหมายเฉพาะที่ชื่อว่า "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการบิดเบือนข้อกฎหมาย" ใช้บังคับ หน้า 7< |
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |