มีข่าวกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อไม่นานมานี้ เนื้อข่าวพอสรุปได้ว่า ขณะนี้ นายสามารถ บูรณวัฒนาโชค ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายความเสี่ยงและวิเคราะห์สายสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ส่งคำขออนุมัติหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อไปยังกระทรวงการคลัง เช่น เพดานอัตราดอกเบี้ยและวงเงินสูงสุดในการอนุมัติสินเชื่อ โดยอาศัยอำนาจตามประกาศคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 58(ปว.58) เพื่อขออำนาจกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งหากหลักเกณฑ์ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบ จะมีผลให้ผู้ประกอบการสินเชื่อส่วนบุคคลทุกราย ต้องยื่นจดทะเบียนกับธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้อำนวยการอาวุโสฯ ยังให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ทำให้มีผู้ประกอบการเข้ามาดำเนินการเป็นจำนวนมาก โดยไม่สามารถดำเนินการติดตามรวบรวมข้อมูลได้ ซึ่งเมื่อหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ผู้ประกอบการต้องรายงานข้อมูลต่างๆ ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย การเข้าไปกำกับดูแลน่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาในธุรกิจนี้ลดลง เพราะไม่สามารถดำเนินธุรกิจแสวงหากำไรได้อย่างอิสระเช่นที่ผ่านมา อ่านข่าวนี้แล้วทำให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ธุรกิจเงินด่วนในรูปบริษัทต่างๆ ซึ่งก็คือนายทุนเงินกู้ดีๆ นี่เอง ได้ทำมาหากินสูบเอาดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตให้เก็บได้มานานหลายปี เรามีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ใช้บังคับในเรื่องกู้ยืม โดยให้เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เรียกเกินจากนี้กฎหมายไม่คุ้มครองบังคับให้ แต่เกือบทุกบริษัทที่ให้กู้ยืมในรูปเงินด่วน คิดค่าธรรมเนียมการกู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยกำหนด บางรายคิดคำนวณแล้วผู้กู้ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 25-30 ต่อปี จึงเป็นการให้กู้ยืมที่เรียกดอกเบี้ยกินอัตรามาโดยตลอด ความจริง บ้านเมืองเรามีกฎหมายป้องปรามนายทุนเงินกู้อยู่แล้ว คือพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 บัญญัติว่า "บุคคลใด (ก) ให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้หรือ (ข) เพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายบัญญัติไว้ บังอาจกำหนดข้อความอันไม่จริงในเรื่องจำนวนเงินกู้หรืออื่นๆ ไว้ในหนังสือสัญญา หรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้ หรือ (ค) นอกจากดอกเบี้ย ยังบังอาจกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งกำไรอื่นเป็นเงินหรือสิ่งของ หรือโดยวิธีเพิกถอนหนี้ หรืออื่นๆ จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืม ท่านว่าบุคคลนั้นมีความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทต่างๆ หากินฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ด มีการโฆษณาเชิญชวนให้ใช้บริการอย่างโจ่งแจ้ง โดยมีการส่งสัญญาเงินกู้ เชิญชวนให้สมัครมาทางไปรษณีย์ มาพร้อมกับใบแจ้งหนี้บัตรเครดิต มีหลักฐานชัดเจนว่าเรียกอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้เงินกู้มาเกินอัตราที่กฎหมายให้เรียกเก็บได้ แต่ไม่เคยมีผู้ทรงอำนาจท่านใด หรือผู้รักษากฎหมายคนไหนในประเทศนี้เอาตัวไปดำเนินคดี ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ดังที่กล่าวแล้วแม้แต่รายเดียว ปล่อยให้กินอิ่มพุงกาง แล้วออกกฎหมายมาคุ้มครองกีดกันรายใหม่มิให้เกิดมาแข่งขันได้ง่ายๆ อีกด้วย เรื่องนี้เป็นหนังตัวอย่าง ฉายให้เห็นภาพว่า ในระบบทุนนิยม ทุนใหญ่ชนะคนเล็กๆเสมอครับ. |