วันเสาร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551
ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการดักฟังฯ-เสรีภาพที่อาจคุมขัง
Posted by
ทนายแต๊ก
,
ผู้อ่าน : 222
, 08:57:53 น.
พิมพ์หน้านี้
ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการดักฟังฯ -เสรีภาพที่อาจถูกคุมขัง
........................... ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ยกร่างพระราชบัญญัติควบคุมการดักฟังข้อมูลข่าวสารเพื่อการสืบสวนหรือสอบสวนคดีอาญา พ.ศ....ขึ้น ผู้เขียนทราบว่ามีการสัมมนาแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปแล้ว แต่เนื้อหาสาระในการสัมมนา ตลอดจนรูปแบบและรายละเอียดจะเป็นเช่นไร ข้อคิดเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นไปในทิศทางไหน ไม่เป็นที่รับรู้ของประชาชนในวงกว้างมากนัก ผู้เขียนก็เกือบตกข่าวนี้ไปเช่นกัน บังเอิญเปิดเว็บไซด์ของสภาทนายความ เห็นแถลงการณ์คัดค้านของสภาทนายความ เรียกร้องให้ประชาชนพิจารณาความถูกต้องในหลักการและเหตุผล โดยเฉพาะวีธีการใช้กฎหมายดังกล่าวว่าสอดคล้องกับมาตรฐานของนานาอารยะประเทศหรือไม่ ทั้งได้ตั้งข้อรังเกียจในประเด็นดังต่อไปนี้ ประเด็นที่หนึ่ง สภาทนายความเห็นว่า ชื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่เหมาะสม เป็นการชี้นำให้เห็นว่า การสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ควรให้มีการดักข้อมูลข่าวสารกันได้ ซึ่งโดยหลักการแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๓๗ ได้กำหนดห้ามไว้อย่างชัดเจน เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความนมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และสอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ข้อ ๑๒ ที่กำหนดว่า บุคคลต้องไม่ถูกละเมิดในสิทธิส่วนตัว.ส่วนครอบครัว,ส่วนที่อยู่อาศัย,หรือส่วนเอกสาร.. ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกและให้การรับรอง ประเด็นที่สอง สภาทนายความเห็นว่า ข้อยกเว้นในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๗ ที่ยกเว้นให้มีกฎหมายเพื่อการตรวจกักและการล่วงรู้ข้อมูลข่าวสารได้ เฉพาะเพื่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป มิใช่ออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่อครอบคลุมการสืบสวนสวบสวนคดีอาญาทุกประเภทตามหลักการก่อนแล้ว จึงไปเขียนรวบรัดเอาไว้ว่า คดีที่ดำเนินการดักฟังได้ ให้ไปกำหนดเป็นกฎกระทรวงอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นการเขียนกฎหมายให้อำนาจเจ้ากระทรวงไว้มากมายและกว้างขวาง เปรียบเสมือนให้รัฐสภาลงลายมือชื่อไว้ในเช็คเปล่า แล้วให้ฝ่ายบริหารบ้านเมืองไปกรอกตัวเลขเอาเอง ผลในบั้นปลายจะเป็นเช่นไร น่าจะรู้กันล่วงหน้า ในประเด็นนี้ สภาทนายความเห็นว่า หากจำเป็นต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ ยังเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา ๔ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย โดยให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการกฎหมายฉบับนี้ ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการ และให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้อนุมัติการดักฟังเพื่อการสืบสวนหรือสอบสวนเป็นรายคดีๆไป เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชน มิใช่ให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้กำหนด และตีความเอาเองว่าคดีเช่นใดเป็นคดีความมั่นคงของรัฐ ประเด็นที่สาม สภาทนายความได้เรียกร้องให้มีการเสนอความเห็นต่อประชาชนในวงกว้าง เพื่อเจ้าของประเทศได้ร่วมกันพิจารณาก่อนประกาศใช้อีกด้วย ผู้เขียนเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพยกร่าง แม้จะอ้างว่าเป็นกฎหมายที่มีความจำเป็นเพื่อความมั่นคงของรัฐ แต่เป็นกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน ไม่แตกต่างไปจากสิทธิเสรีภาพในเนื้อตัวร่างกายและความเป็นอยู่ส่วนตัวอันเกิดจากการจับกุม การคุมขัง และการค้น หากปล่อยให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการใช้กฎหมายโดยไม่มีศาลยุติธรรมคอยตรวจสอบแล้ว การตีความว่าคดีใดเป็นคดีความมั่นคงของรัฐ หรือคดีใดเป็นคดีความมั่นคงของรัฐบาล อาจผิดเพี้ยนไปได้ มีบทเรียนให้จดจำมามากต่อมาก กระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในมือของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมือง ควรให้ศาลยุติธรรมคอยตรวจสอบและถ่วงดุลเสมอครับ.........................................................................................ธัญศักดิ์ ณ นครหมายเหตุ ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2549
|