พิมพ์หน้านี้
|
เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างขมุกขมัว ดูเหมือนว่าฝนเพิ่งจะขาดเม็ดไป สภาพโดยทั่วไปของสนามบินโคเปนเฮเกน ยังคงชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน ทั้งที่ตอนนี้เป็นหน้าหนาว ในต้นเดือนมกราคม เมื่อคืนผมนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ เลยมีความรู้สึกว่าอากาศวันนี้มันเศร้า เหงา มากขึ้นไปอีก บวกกับวันนี้เป็นวันแรกที่ผมจะต้องเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รักยิ่ง เพื่อมาเรียนต่อถึงดินแดนที่เค้าเรียกกันว่า แดนฟรีเซ็กซ์ ----------------------------------------------- ในระหว่างการนั่งดื่มกินกันอย่างเมาและมันกับหมู่เพื่อนสนิทสมัยเรียน ที่ได้มาร่วมกันเลี้ยงส่งผม ณ ผับแห่งหนึ่งย่านประชาชื่น พวกเรากินกันราวกับว่าผมจะต้องพรากจากพวกมันไปนานมากกกกก เพื่อนคนหนึ่งถามผมพร้อมกับทำหน้ากรุ้มกริ่มว่า เฮ้ย! มึงได้ไปเรียนถึงสวีเดนเลยเหรอวะ...ฮู้ว์ววว มึงจะ ฮู้ว์ อะไรของมึงเนี่ย นี่กูจะไปเรียนนะเว้ย มึงคิดไปไหนเนี่ย หรือผมคิดไปก่อนมันก็ไม่รู้ เอ๊ะ! อ้าว! ก็อย่างนี้...มึงก็จะได้ลองฝรั่งสิวะ...น่าอิจฉาหว่ะ เพื่อนผมตอบกลับมา ด้วยความที่เป็นผู้ชาย ก็ต้องยอมรับกันว่า เมื่อชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่งกำลังจะได้ไปใช้ชีวิตในที่ใหม่ๆ เรื่องพรรณอย่างว่ามันก็อาจจะมีกันบ้าง โดยเฉพาะกับคนท้องถิ่น (จริงหรือเปล่าครับ...ไม่รู้... ลองถามคนข้างๆ หรือตัวเองดู) และยิ่งถ้าเป็นฝรั่งด้วย ก็อาจจะเป็นความใฝ่ฝันของหนุ่มไทยใครบางคน และด้วยความเชื่อของหมู่ผองเพื่อน มันก็บอกว่า งั้นมึงก็จะได้มีแฟนฝรั่งแล้วสิวะทีนี้ แม่ง...แดนฟรีเซ็กซ์ ด้วยมึง... กูอยากไปบ้างจัง เพื่อนอีกคนสำทับ เอ้า! ยังไงพวกกูก็ขอให้มึงโชคดี ทั้งในเรื่องการเรียนและสาวๆนะเว้ย... เอ้า! ระยอง... เฮ้ย! โชนนนนนนน ----------------------------------------------- นี่มาเที่ยวหรือคะ เสียงหวานๆ จากแอร์โฮสเตสแทรกเข้ามาในภวังค์ ถามผม เพราะผมนั่งติดกับประตูทางออกของเครื่อง ซึ่งมีที่นั่งของแอร์โฮสเตสอยู่ ในระหว่างที่เครื่องกำลังทำการจอด เออ...เปล่าครับ พอดีว่ามาเรียนที่สวีเดน ผมตอบกลับไป อ๋อ...เรียนกี่ปีค่ะ ก็ประมาณ 2 ปีครับ ผมตอบอย่างเนือยๆ เพราะตอนนี้กำลังคิดถึงบ้านใจจะขาด จะชวนกูคุยอะไรนักหนาเนี่ย... แม่ง...เดี๋ยวกูก็ร้องไห้ออกมาจนได้ คิดในใจ เพราะตอนนั้นกำลังข่มใจอยู่ ก็อาจจะเหงาหน่อยนะคะ เพราะที่ยุโรปนี่ออกจะเงียบๆ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ค่ำๆ และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยิ่งหน้าหนาวด้วย คนเค้าไม่ค่อยออกไปไหนกัน ทำให้เมืองดูเงียบๆ เธอเริ่มออกความเห็นด้วยความหวังดี ทำให้ใจผมหดหู่ลงไปอีกนิดนึง มันไม่ค่อยเหมือนแถวบ้านเรา ที่ดูคึกคักกว่า ตอกผมลงไปอีกหน่อย แล้วปกติแอร์ฯ ต้องพักที่นี่กี่วันครับ ผมเป็นฝ่ายถามบ้าง ด้วยนึกว่าคุยหน่อยก็ได้วะ ดีกว่านั่งเหงาๆ อยู่คนเดียว ก็ต้องอยู่ที่นี่ 2 วัน แล้วก็ได้กลับบ้านแล้วววว ด้วยน้ำเสียงปนดีใจเล็กๆ อ้าวววว! ตอบได้แทงใจกูอีกกกก คนยิ่งคิดถึงบ้านอยู่ ผมนึกในใจ ไม่รู้กูจะถามทำไมวะเนี่ย นึกโทษตัวเอง ดีจังครับ ผมตอบกลับเสียงอ่อยๆ อีก 2 ปีแหนะกู กว่าจะได้กลับบ้าน นึกแล้วก็เศร้าใจ -----------------------------------------------
จะเดินทางต่อไปสวีเดนหรือ คำถามเป็นภาษาอังกฤษจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินโคเปนเฮเกน ถามผม Yes ผมตอบสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ ด้วยความที่ว่าไม่รู้จะพูดภาษาอังกฤษต่อว่าอะไร และภาวนาในใจ มึงอย่าถามอะไรกูอีกนะ กูพูดไม่เป็นนนนน หลังจากลุ้นอยู่ในใจสักพักหนึ่ง เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ส่งพาสปอร์ตกลับมาให้ผม พร้อมกับรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร (ไม่ค่อยเหมือนเจ้าหน้าที่ ตม.ของสนามบินบางประเทศ พูดภาษาเดียวกันแท้ๆ ยังไม่ยอมยิ้มเลย) เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ผมก็เดินต่อด้วยความมั่นใจ แต่ในใจหนักอึ้งไปด้วยความคิดถึงบ้าน ทั้งๆที่เพิ่งมาถึงวันแรก ในที่สุดผมก็กำลังจะมาถึง ดินแดนที่เค้าเรียกกัน แดนฟรีเซ็กซ์ จนได้ ในใจที่กำลังคิดถึงบ้าน ก็มีตัวมารลอยเข้ามาในความคิดของผม เอาวะ อย่างน้อยเราก็จะได้รู้กันว่ามันเป็นแบบที่เค้าเล่าลือกันหรือเปล่า ใจฮึกเหิมขึ้นมาอีกนิด และผมก็นั่งรถไฟต่อไปยังเมืองมัลโม ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นจุดหมายของผม...
|