พิมพ์หน้านี้
|
สะพานออราซุน ก่อนอื่นก็ขอแนะนำให้รู้จักกับจุดหมายของผมก่อนนะครับ ว่าเมืองนี้มีความเป็นมาคร่าวๆอย่างไร เมืองมัลเมอที่เป็นจุดหมายของผม เป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของสวีเดน ตั้งอยู่ในจังหวัดสโกเน่ (Skane) และอยู่ห่างจากสตอกโฮล์ม เมืองหลวงกว่า 600 กิโลเมตร ดังนั้น จึงเป็นการดีกว่าที่จะขึ้นเครื่องมาลงที่โคเปนเฮเกน และนั่งรถไฟต่อ ผมเดินทางมาที่นี่โดยรถไฟจากโคเปนฯ ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20 นาที ข้ามสะพานออราซุน ( เดิมทีในอดีตเมืองนี้รวมถึงตัวจังหวัดทั้งจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์ก แต่ภายหลังจากที่สวีเดนชนะสงครามที่เรียกว่า Northern wars ซึ่งเป็นสงครามที่มี 3 ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ สวีเดน เดนมาร์ก และนอร์เวย์แล้ว ได้มีการทำสนธิสัญญากันขึ้นมาในปี 1658 เพื่อคืนจังหวัดสโกเน่สู่สวีเดน และหลังจากนั้น King Karl X Gustav ก็ยังคงทำสงครามแย่งชิงดินแดนอยู่เนืองๆ กลับมาที่มัลเมอครับ เมืองนี้เคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมมายาวนานกว่า 150 ปี และมีอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดำเนินงานโดยบริษัทคอกคุ่ม (Kockums) มีเครนที่ใช้ในการต่อเรือขนาดใหญ่ ที่สูง 138 เมตร สามารถยกน้ำหนักได้ 1,500 ตัน แต่ในปัจจุบันได้เลิกกิจการต่อเรือไปแล้ว ส่วนเครนก็ถูกขายไปให้บริษัทต่อเรือยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้ ส่วนบริเวณที่เคยเป็นที่ติดตั้งเครน ก็ได้ทำการสร้างตึกขึ้นมาทดแทน และถือได้ว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในสแกนดิเนเวียร์ เรียกว่า Turning Torso และก็เป็น landmark ของเมืองด้วยครับ
เครนต่อเรือขนาดยักษ์
ตึกเทิร์นนิ่ง ทอร์โซ่ (Turning Torso) ประชากรในมัลเมอมีอยู่ประมาณ 280,000 คน ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่ก็มากเพียงพอที่จะทำให้เมืองนี้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของประเทศ รองจาก สตอล์กโฮล์ม เมืองหลวง และเยอเตบอรีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสวีเดน ไม่ต้องแปลกใจครับว่าทำไม มีประชากรเท่านี้ถึงเป็นเมืองใหญ่ได้แล้ว ก็ประชากรทั้งประเทศสวีเดนมีอยู่เพียงกว่า 9 ล้านคนเองครับ จำนวนนี้ยังไม่เท่ากับกรุงเทพฯ ช่วงวันธรรมดาเลยครับ ไม่นับวันหยุดยาว เพราะกรุงเทพฯจะโล่งมากช่วงนั้น ----------------------------------------------- และในช่วงสายของวันเดียวกันผมก็ได้เดินทางมาถึงที่พัก ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดเตรียมไว้ให้ ห้องที่ทางมหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ ถือว่าเป็นห้องพักที่ดีพอสมควร มีห้องน้ำและครัวในตัว และที่สำคัญมีคอมพิวเตอร์พร้อมอินเตอร์เน็ตในห้องด้วย... ผมรู้สึกประทับใจกับห้องพักของที่นี่มาก เมื่อชื่นชมกับห้องเสร็จแล้ว ผมก็จัดแจงเก็บข้าวของเข้าที่เข้าทาง ตรวจตราสิ่งต่างๆที่อยู่ในห้อง กว่าจะเสร็จก็ได้เวลากินข้าวเที่ยงพอดี มีครัวอยู่ในห้อง แต่ปัญหาคือผมทำกับข้าวไม่เป็น ยังไงมื้อแรกคงต้องพึ่งฟาสต์ฟู้ดไปก่อนหล่ะครับ จำได้ว่าเห็นป้ายเบอร์เกอร์คิงอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่จำไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน คิดว่าไม่น่าจะหายาก มีคนบอกว่า ทางอยู่ที่ปาก ผมก็เลยคิดว่าถามคนอื่นที่เดินผ่านไปผ่านมาก็คงได้ แต่เมื่อผมตัดสินใจออกจากห้องฝ่าอากาศอันหนาวเหน็บ ปนเฉอะแฉะหลังฝนตกเมื่อตอนเช้า และบวกกับลมที่แรงจนอยากจะยืมไปเป่าที่กรุงเทพฯยามหน้าร้อน ปรากฏว่าผมคิดผิด... ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู มันบอกเวลาเที่ยง วันอาทิตย์ แต่เมื่อผมหันซ้าย หันขวา ไม่เห็นใคร มีแต่เศษฝุ่น ปลิวกระจายตามแรงลม และก็ผมยืนคนเดียวอยู่บนฟุตบาท ฉากในวันนั้นมันทำให้ผมหวนนึกถึงหนังเรื่อง 28 วันต่อมา (28 days later) ที่พระเอกลุกขึ้นในโรงพยาบาลกลางมหานครลอนดอน เมื่อเดินออกมากลับไม่พบใครเลยนอกจากซากปรักหักพัง (คือคิดว่าตัวเองเป็นพระเอก ว่างั้นเถอะ...) ไม่เป็นไร ผมคิด นี่มันคงเป็นในซอยเลยไม่มีใคร แต่เมื่อผมเดินออกจนถึงถนนหลัก ก็พบกับภาพเดียวกัน ทำให้ผมนึกถึงคำคุณแอร์ฯ ที่บอกว่า วันเสาร์-อาทิตย์ เมืองจะดูเงียบๆ หน่อย แต่ผมว่านี่ไม่หน่อยแล้วหล่ะ มันเข้าขั้น เงียบเป็นเป่าสาก เลยครับ ผมก็เริ่มเดินต่อไปเรื่อย ผ่านซูเปอร์ฯ เริ่มจะเห็นคนบ้างแล้ว ทันใดนั้น ผมก็เหลือบไปเห็นธงชาติไทยครับ ผมตาไม่ได้ฝาดไป ธงชาติไทย ต้องเป็นคนไทยแน่นอน ครับ นั่นคือร้านอาหารไทย กูรอดตายแล้ว ผมคิด อย่างน้อยก็ได้เจอคนไทยหล่ะวะ แต่เมื่อเดินถึงร้านแล้วป้ายหน้าร้านบอกเป็นภาษาสวีดิชว่า วันเสาร์-อาทิตย์ เปิด 1300-2100 ตอนนั้นผมเดาเอาว่ามันต้องแปลอย่างนี้แหล่ะ ผมจัดแจงดูนาฬิกาของตัวเอง แต่ตอนนี้มันเพิ่งเที่ยงนิดๆเอง พยายามมองหาคนในร้าน ก็ไม่เห็นใคร ตอนนั้น ใจผมเริ่มห่อเหี่ยวแล้วครับ เริ่มเซ็งแล้ว หิวด้วย หนาวด้วย จะไปทางไหนก็ไม่รู้ ป้ายเบอร์เกอร์คิงที่ตัวเองเห็นตอนนั่งรถมา อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้... ตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่เดินกลับไปที่ซูเปอร์ฯ แล้วถามเค้าว่าจะไปเบอร์เกอร์คิง หรือว่าจะไปหาของกินได้ที่ไหน แต่ผมเลือกที่จะเดินต่อไป (จริงแล้วไม่ได้เลือกหรอกครับ มันคิดอย่างเดียวว่าต้องเดินไป) ผมเดินไปจนถึงสี่แยก คราวนี้ต้องเลือกแล้วครับ ว่าจะไปทางไหน ซ้าย หรือขวา หรือตรง แล้วทางไหนเป็นทางที่จะเข้าไปแหล่งที่มีคนพลุกพล่าน ผมยืนงงอยู่พักหนึ่ง ก็แลเห็นคนเดินอยู่ไกลๆ ผมก็เลยคิดว่านั่นอาจจะเป็นแหล่งช้อปแหล่งกินก็ได้ ซ้าย!!! ผมตัดสินใจเลี้ยวซ้าย โดยคิดว่ามันน่าจะไปในที่ที่ผมหวัง แต่มารู้ตอนหลังว่าผิดทาง! มันเป็นทางออกนอกเมืองต่างหากครับ... ดีนะผมไม่เดินไปเรื่อย ไม่งั้นได้ไปโผล่สตอกโฮล์มแน่ แต่เดินไปได้หน่อย ผมก็เจอร้านอาหารไทยอีกร้านหนึ่ง เจ้าของร้านกำลังจัดร้านอยู่ในร้าน ผมก็เลยคิดว่า เอาหล่ะ โชคดีแล้วกูงานนี้ เจอคนไทยแล้ว ต้องขอบอกก่อนว่าที่นี่ร้านอาหารไทยเยอะพอสมควร เพราะคนที่นี่ชอบกินอาหารไทย ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติไหน ถ้าอยากจะเปิดร้านอาหารหล่ะก็ อาหารไทยจะเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ดังนั้น จึงจัดเกรดร้านอาหารไทยได้ 3 ประเภทหลักๆ อย่างแรก คือเจ้าของเป็นคนไทย แต่แต่งงานที่นี่ มีครอบครัวเป็นสวีดิชชน จ้างคนครัวเป็นคนไทย หรือไม่เขาก็ทำเอง คนที่อยู่ทำงานอยู่ในร้านส่วนใหญ่เป็นคนไทย ร้านแบบนี้ดีครับ น่าเข้าไปกินเป็นที่สุด และก็มีให้เลือกพอสมควร รสชาติก็ตามฝีมือครับ แบบที่สองคือ เจ้าของไม่ใช่คนไทย แต่ว่ามีความผูกพัน สัมพันธ์ และชอบความเป็นไทย หรืออาจจะเคยอยู่เมืองไทยมานาน หรือมีญาติเป็นคนไทย (อาจจะงง...คือเขาไม่ใช่คนไทย เกิดที่นี่ โตที่นี่ พูดไทยก็ไม่ได้) หรืออาจจะไม่มีอะไรเกี่ยวเลย แต่อย่างน้อยก็มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือคนครัวเป็นคนไทย บางทีเด็กเสิร์ฟก็เป็นคนไทย ร้านแบบนี้ก็ยังดีครับ รสชาติไม่เพี้ยนมาก ยิ่งถ้ารู้ว่าเราเป็นคนไทยด้วย ทำมานี่...ทานไปคิดถึงบ้านไปเลยครับ แบบที่สามนี่เลวร้ายสุด คือ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวดองกับความเป็นไทยเลย คนครัวก็ไม่ใช่คนไทย มีแต่เพียงการจัดร้าน กับชื่อร้านเท่านั้นที่แสดงความเป็นไทย แบบนี้มีพอสมควร วันนั้นเป็นวันโชคดีของผมครับ มีร้านให้เลือกอยู่ 3 แบบ แต่แจ็คพอตแตกที่ผมพอดี ผมเลือกที่จะเดินเข้าร้านประเภทที่สามครับ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ร้านที่ผมเข้าไปนี้ คาดว่าน่าจะเป็นเวียดนามทั้งร้านเลย เพราะภาษาที่เค้าใช้พูดกัน ฟังแล้วมันคุ้นๆเหมือนภาษาเวียดนามที่ผมเคยได้ยินได้ฟังมา แต่มันถอยไม่ได้แล้วครับ เพราะมันนั่งลงไปแล้ว บวกกับความหิวจัด เนื่องจากเมื่อเช้าไม่ได้ทานอาหารที่แจกบนเครื่อง เอาวะ...เป็นไงเป็นกัน ผมคิดพลางดูเมนูที่มีคนเอามาให้ ซึ่งผมเดาว่าน่าจะเป็นลูกสาวเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวในร้านที่ดูดี...และให้อภัยได้ เมนูของร้านอาหารที่นี่ส่วนใหญ่จะไม่มีภาษาอังกฤษครับ ต้องเดาเอา แต่โชคดีหน่อยตรงที่เค้าใช้ทับศัพท์ชื่ออาหาร เราก็เลยเข้าใจง่ายหน่อย เพราะตัวอักษรของเขาเหมือนกับภาษาอังกฤษ มีสระเป็น A E I O U เหมือนกัน แต่เพิ่มมาอีก 4 ตัวคือ Y Å Ä Ö (ไม่รู้ว่า 3 ตัวหลังคอมพ์ฯจะอ่านได้หรือเปล่า) เออ...เอาผัดไทครับ ผมจัดแจงสั่งอาหารเป็นภาษาอังกฤษ ด้วยคิดว่ามันน่าจะเป็นอาหารพื้นๆ ที่สุดแล้ว (แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่สั่งข้าวผัด ง่ายกว่า พื้นๆกว่า งง...เหมือนกัน) เวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที ผัดไทหน้าตาแปลก ก็มาปรากฏ อวดโฉม บนโต๊ะอาหารข้างหน้าผม ผมมองด้วยความฉงนปนสงสัย ก็เลยหันไปถามกับลูกสาวเจ้าของร้าน(ทึกทักเอาเอง) ว่า คุณน้องครับ คุณเอาอะไรมาให้กูกินวะเนี่ย ลักษณะของเส้นเล็กผัดเละๆ แฉะๆ ใส่ผักบ็อกโคลี่ ต้นหอม แล้วก็วางหัวปลีมาให้ ให้ดูเป็นผัดไทหน่อย บวกกับกุ้งน้อยๆ อีกนิดหน่อย สีสันดูงงๆ จะเป็นผัดซีอิ้วก็ไม่เชิง หรือเส้นเล็กแห้งกุ้งสด เหมือนที่เราไปกินที่ร้านก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ใช่ แล้วมันคืออะไรครับ คุณน้องช่วยชี้แจงแถลงไขให้พี่เข้าใจหน่อยสิ และคุณน้องคนนั้นก็เดินออกมาจากเค้าเตอร์แล้วก็มามองที่จานของผม พร้อมกับทำหน้ามั่นใจก่อนจะตอบว่า ก็ผัดไทไงพี่ ก็พี่สั่งผัดไทไม่ใช่หรือ เออ............จริงด้วย....แฮะ....ถามโง่ๆ....กู ผมคิด ครับ...ผัดไทครับ ผมตอบ ใจผมอยากจะเก็บผัดไทจานนั้นใส่กรอบ และก็มาโชว์ให้ อ.ยิ่งศักดิ์ หรือ คุณหมึกแดง ดูเหลือเกินว่า นี่ที่เมืองนอกเค้ากินผัดไทกันแบบนี้ รู้ไว้ซะด้วย... สรุปวันนั้นผมก็กล้ำกลืนกินผัดไทยเคล้าน้ำตา ด้วยคิดว่า ทำไมคุณอยากจะเปิดร้านอาหารไทยทำไมคุณไม่ศึกษาสักนิดว่า อาหารไทยที่จริงเป็นยังไง อย่างน้อยทำได้ไม่เหมือนก็ใกล้เคียงก็ยังดี อย่าให้ถึงกับว่า............อย่างนี้เลย....และรสชาตินะ ขอเฮอะ....กลุ้มครับ กลุ้ม แต่ก็อาจจะไม่ยุติธรรมสำหรับเขา ที่ทำผัดไทได้ทุเรศทุรัง แล้วจะไปเหมาว่าอย่างอื่นก็เป็นแบบนั้นด้วย แต่ด้วยความเชื่อส่วนตัว ผมเชื่อว่า อาหารจานอื่น มันก็คงไม่ต่างอะไรกับผัดไทหรอก คุณน้องครับ เก็บตังค์ ผมเรียกน้องสาวแสนสวยออกมาเก็บเงินหลังจากที่ทนกินไปได้ครึ่งจาน 89 SEK (สวีดิช โครนเนอร์) คิดเป็นเงินไทยก็คูณ 5 เข้าไป ก็ประมาณ 445 บาท.... ครับ 445 บาท เพื่อแลกกับผัดไทจานห่วยหนึ่งจาน ตอนนี้ทำให้ผมคิดถึงร้านผัดไทที่อร่อยที่สุดในโลกและแพงที่สุดในเมืองไทย (ผมคิดเอง) ย่านประตูผี ว่ากลับไปจะไปกินให้หนำใจเลย.......แค้น แค้นตัวเองนี่แหล่ะครับ...ไปสั่งทำไม....ผัดไท.... ----------------------------------------------- ตอนนี้ผมก็ได้มาอยู่ในถ้ำเสือจริงๆแล้ว ทีนี้ก็ได้แต่มองหาลูกเสือก่อนหล่ะครับ แต่ตอนหน้า ผมจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตคนไทยที่นี่ให้ฟังก่อน เพราะผมได้เจอกับเพื่อนของเพื่อนผมที่นี่ เขาเปิดร้านอาหารไทยอยู่ (ร้านอาหารไทยอีกแล้ว) แต่ร้านนี้ดีครับ หลังจากที่ได้รู้จักกันเขา ผมก็ได้มีประสบการณ์แสบๆคันๆ ให้ได้มาเล่าสู่กันนี่แหล่ะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจากวีกีพีเดีย |