| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
ยามเช้าของวันเสาร์ที่อากาศหนาวเย็นยะเยือก ในเวลาที่ดวงอาทิตย์ยังคงนอนขี้เซาอยู่ใต้ขอบฟ้า เสียงโทรศัพท์มือถือผมก็ดังขึ้น ทำให้ผมต้องพ้นออกจากความฝันอันแสนหวาน อ้าวยังไม่ตื่นอีกหรือพี่ เป็นคำถามแรกจากรุ่นน้องผมคนหนึ่ง นี่มันเพิ่งกี่โมงเอง โทรมาทำไมตอนนี้อ่ะ...ฟ้ายังมืดอยู่เลย ผมพูดพลางมองดูนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนหัวเตียง นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมง....ฟ้ามืดเหมือนตอนประมาณตีสี่กว่าๆบ้านเรา ซึ่งเวลาที่นี่ตอนหน้าหนาวจะช้ากว่าประเทศไทยอยู่ 6 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นตอนหน้าร้อนจะช้ากว่าอยู่ 5 ชั่วโมง ในช่วงเดือนมกราฯ ที่นี่กว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นมาส่องสว่างให้กับแผ่นดินแถบนี้ ก็เกือบแปดโมงนู่นหน่ะครับ และก็อาจจะเป็นด้วยความหนาวเย็นของอากาศแถบนี้ เจ้าดวงอาทิตย์เลยรีบจากไปตั้งแต่ประมาณ 4 โมงเย็น ทำให้ไม่ค่อยได้มีเวลาเห็นแสงอาทิตย์มากเท่าไหร่ หรือบางวันอาจจะไม่ได้เห็นเลย ไม่ใช่เพราะดวงอาทิตย์ไม่มาทำงาน แต่เนื่องจากโดนเจ้าก้อนเมฆบดบังเสียหมด และส่วนใหญ่อากาศตอนหน้าหนาวจะเป็นแบบนี้เสียด้วยครับ พี่...ผมโทรบอกถาวรไปแล้วนะเมื่อวานนี้ และก็ให้เบอร์พี่ไปด้วย มันบอกว่าจะโทรหาพี่วันนี้ แค่นี้นะ...โอเคนะพี่...คุยนานเปลืองตังค์ และแล้วน้องที่น่ารักของผมก็ตัดสายโทรศัพท์ไป ปล่อยให้ผมงงอยู่กับตัวเอง ใครคือถาวร... และก็ค่อยๆเข้าสู่ภวังค์อีกครั้ง ความฝันอันแสนหวานผมก็ดำเนินต่อไป ----------------------------------------------- วันนี้ ก็จะครบรอบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แต่มีความรู้สึกเหมือนกับว่าอยู่มานานเหลือเกิน เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้า ราวกับว่ามันขี้เกียจจะทำงาน ซึ่งในช่วงแรกนี้ผมยังไม่ค่อยรู้จักใครมากนัก จึงทำให้รู้สึกว่าเวลามันนานจริงๆ มีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนที่เป็นคนเกาหลีกับคนญี่ปุ่นที่มาเรียนอยู่ด้วยกันบ้างแต่ก็ยังไม่สนิทกัน คือเนื่องจากว่าหลักสูตรที่ผมเรียนเป็นหลักสูตรอินเตอร์ฯ ก็เลยทำให้คนต่างชาติมาเรียนกันเยอะหน่อย และมันคงเป็นการง่ายกว่าที่จะทำความรู้จักกับคนที่อยู่ในแถบเดียวกัน บวกกับพื้นฐานของสวีดิชชนบางคน ค่อนข้างจะเปิดรับกับคนพูดต่างภาษายากหน่อย ไม่ใช่เพราะเขาพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น คนที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้ทุกคน แต่อาจเพราะบางคนเขาไม่ชอบพูดภาษาอังกฤษมากกว่า (ผมเดา) ดังนั้น เวลาเขาคุยกับเราเป็นสวีดิช แต่พอเราตอบเป็นภาษาอังกฤษ บางคนถึงกับเลิกคุยไปดื้อๆเลย และก็โบกมือแสดงการขอโทษที่เข้ามายุ่มย่ามในชีวิตคุณ หรือเขาอาจจะมองเราเป็นคนต่างชาติที่ลี้ภัยมาอยู่บ้านเขา หรืออย่างไร ผมก็ไม่รู้ ดังนั้น ความคิดในตอนนั้น ผมเริ่มมีความรู้สึกสงสัยแล้วอย่างนี้ผมจะทำความรู้จักกับสวีดิชชนได้อย่างไร แต่ด้วยความโชคดีของผม ในเมืองที่ผมอยู่มีเพื่อนของเพื่อนรุ่นน้องผมมามีครอบครัวและเปิดร้านอาหารไทยอยู่ และก็เป็นคนที่น้องเขาโทรมาบอก ถาวร เออ...ใช่ วันนี้เป็นวันที่ผมกับถาวรนัดกัน โดยผ่านทางรุ่นน้องผมคนนั้น ผมนึกได้หลังจากตื่นนอนในตอนสายได้สักพัก หลังจากนั้น ไม่นานเสียงโทรศัพท์มือถือผมก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่รุ่นน้องผมแล้วครับ แต่เป็นคุณถาวร นี่แหล่ะ หวัดดีครับ พี่โจ้หรือเปล่าครับ เสียงสำเนียงไทยทองแดงดังออกมาจากโทรศัพท์ของผม เออ...ใช่ครับ ผมตอบ นั่นถาวรหรือเปล่าครับ นี่เป็นการสนทนาแรกที่ทำให้ผมมีเพื่อนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ครับ...เป็นไงครับพี่ เห็นมุกบอกว่าพี่มาอยู่ที่มัลเมอ แล้วพี่พักอยู่ที่ไหนหล่ะครับ และวันนี้ว่างหรือเปล่า ตอนไหนก็ได้ เดี๋ยวผมจะไปรับออกไปกินข้าวกัน ผมก็เลยบอกสถานที่ที่ผมพักไปพร้อมกับอธิบายว่ามันอยู่ตรงไหนของเมือง แล้วก็ตกลงนัดกันว่าจะพบกันหน้าหอพักของผมตอนหกโมงเย็น ----------------------------------------------- วันนี้ผมจะพาพี่กินอาหารไทยแล้วกันนะ เผื่อพี่จะคิดถึง และอยากกิน ถาวรถามผม หลังจากที่รถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากหน้าหอพักของผม ก็ดีเหมือนกัน แต่ในใจผมคิดถึงผัดไทจานนั้น แล้วก็ยังนึกขนลุกไม่หาย แต่คิดว่าถ้าเขาพาไปคงไม่ห่วยแบบนั้นหรอก หลังจากสนทนาแนะนำตัว ทำความรู้จักซึ่งกันและกัน บวกกับเท้าความกันว่าไปรู้จักกับมุก ที่เป็นรุ่นน้องได้อย่างไร ไม่นานนัก ก็มาถึงหน้าร้านอาหารไทยร้านหนึ่งชื่อว่า ทับทิม ซึ่งเป็นร้านของเพื่อนเขาอีกคนหนึ่ง ตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาไม่พาไปที่ร้านของเขา เมื่อผมเดินเข้าไปในร้าน ก็ได้พบกับสังคมคนไทยขนาดเล็ก กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งทานข้าวกันอยู่ ทันทีที่กลุ่มนั้นเห็นถาวรก็จัดแจงทักทายกันตามประสาคนรู้จักกัน และถาวรก็ได้แนะนำให้ผมได้รู้จักกับคนไทยกลุ่มนั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมได้พบกับคนไทยกลุ่มนี้ ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาไปทำอะไรอยู่ที่ไหน ร้านทับทิมนี้ เป็นร้านอาหารไทยร้านเดียวในมัลเมอ ที่ขายอาหารอีสาน มีลาบ ส้มตำ ข้าวเหนียว และก็อาหารในแถบภาคเดียวกันบางอย่างที่พอจะหาวัตถุดิบได้ในเมืองนี้ นี่ก็เลยพอเป็นคำตอบให้ผมได้ว่าทำไมร้านนี้มีคนไทยมากินกันหลายคน และผมได้ถามถาวรว่า ที่ร้านของนายมีคนไทยไปกินเยอะไหม แต่คำตอบที่ตอบกลับมา ไม่ค่อยมีหรอกครับ เพราะร้านผมขายแพง และผมก็ไม่ค่อยลดให้ใครด้วย ถ้าไม่สนิทกันจริงๆ หรืออีกเหตุผลหนึ่งคนไทยที่นี่ไม่ค่อยนิยมกินข้าวนอกบ้านกันเท่าไหร่ ก็มีมาเหมือนกัน แล้วก็มาทำเป็นตีซี้ บอกคนไทยด้วยกันลดให้หน่อย ถาวรอธิบายต่อ ผมไม่ค่อยชอบพวกนี้พี่ ถ้าผมจะลด ผมให้เอง ไม่ต้องขอ ต้องยอมรับว่าคนไทยที่มาอยู่ที่นี่หลายคนคือมากับคู่ของเขาที่เป็นคนที่นี่ ถ้าไม่งั้นการที่เราจะมาอยู่ที่นี่มันไม่ง่ายหรอก ซึ่งบางคนก็ดี แต่บางคนก็ทำเป็นหยิ่งใส่ ถือว่าตัวเองมีเงินแล้ว... ผมไม่ค่อยชอบคนพวกนี้พี่ บางคนนะพี่ ถึงขั้นว่าเราพูดไทยด้วย ไม่ยอมพูดด้วย ตอบเป็นสวีดิชมา หืมมม...ผมงี้เคืองเลยนะพี่ อะไรกันวะ ตอนนี้ดูเหมือนว่าถาวรเริ่มจะระบายความในใจอย่างต่อเนื่อง แล้วที่นี่มีคนไทยอยู่เยอะไหม ผมเริ่มสงสัย เลยยิงคำถามไปขัดจังหวะการระบายของเขา ก็ประมาณสัก 100 กว่าคนมั้งพี่ ซึ่งตามจำนวนนี้ต้องถือว่าไม่มากเลย แต่ไม่ค่อยเห็นที่ มาเรียนอย่างพี่นะ คนไทยที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะมามีครอบครัวกัน อยู่จนลูกโตเรียนหนังสือ ทำงานตั้งรกราก ไม่ค่อยมีอย่างผมที่มาเรียนอย่างเดียวสองปีแล้วก็กลับ ดังนั้น จึงมีคนไทยบางคนในกลุ่มนั้น ถามผมเหมือนกันว่า ชอบไหมที่นี่ แล้วไม่คิดจะมาอยู่บ้างเหรอ ซึ่งคำตอบของผมคือ ชอบ แต่ให้ใช้ชีวิตที่นี่ผมไม่เอา คนไทยที่อยู่ในร้านนี้เกือบ 10 ชีวิต ทั้งหมดมีครอบครัว ทำงาน กันทั้งนั้น ไม่มีใครที่มาเรียนเลย ดังนั้น พอพวกเขารู้ว่าผมมาเรียนก็แปลกใจ ว่ามาเรียนทำไมที่นี่ และยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ว่าเรียนเป็นภาษาอังกฤษด้วย ผมก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรว่าทำไมต้องมาที่นี่ ก็ทุนเขาให้มาเรียนที่นี่ มันก็ต้องมาที่นี่ ไปที่อื่นได้ไง และที่นี่เป็น ในระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่ในหมู่คนไทยด้วยกันนั้น ก็มีชายคนหนึ่งถามผมว่า มาอยู่ได้อาทิตย์หนึ่ง ถึงแล้วยัง คำถามนี้ทำให้ผมต้องฉุกคิดนิดนึง ก่อนตอบไปว่า ที่นี่มีด้วยเหรอครับ ไม่เห็นเคยเห็นเลย ก็พอมีอยู่บ้างนะพี่ ตรงด้านหลังที่พี่อยู่นั่นแหล่ะ แต่ต้องไปเดินส่องดีๆหน่อย ถาวรเริ่มให้คำแนะนำ ผมงงกับคำแนะนำนั้น ทำไมต้องส่อง แล้วตกลงไปส่องหาอะไรกันแน่ ทีนี่เขาทำเปิดเผยไม่ได้พี่ มันผิดกฎหมาย ถ้าพี่ไปซื้อนะ คนที่โดนจับไม่ใช่ผู้หญิงนะ พี่นั่นแหล่ะจะโดน ผู้หญิงอยากขาย ขายได้ แต่ถ้ามีคนไปซื้อ และโดนจับได้ ผู้ชายซวยครับ ถาวรให้ความกระจ่างกับผม แล้วกฎหมายที่นี่ค่อนข้างแรงด้วยนะพี่ ระวังหน่อย อืม...ลองคิดดูว่าถ้าโดนจับข้อหาไปซื้อบริการ.... รู้ถึงไหน อายถึงนั่น.... ด้วยคำตอบนี้ ทำให้ผมมาถึงบางอ้อ ว่า ทำไมต้องส่อง และบริเวณหลังที่ที่ผมพัก มันเป็นบริเวณสุสาน นั่นก็คงเป็นคำตอบอีกคำตอบหนึ่งว่าทำไมต้องไปหาแถวสุสาน แล้วมันจะเจอคนหรือผีกันแน่ ทำให้ผมเกิดความคิดนี้ขึ้นมา ถ้าอย่างนั้นผมขอไม่ถึงดีกว่า... วันนั้นการสนทนาได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงเวลาที่สมควร เราก็ออกจากร้านนั้น และถาวรก็มาส่งผมที่หอ... ----------------------------------------------- วันนั้น เป็นวันที่ผมได้มากินอาหารอิสานบ้านเฮา ถึงดินแดนแห่งนี้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ตรงที่อาหารไทยเราโด่งดังไปทั่วโลก แต่เป็นน่าเสียใจของตัวผมเอง ตรงที่มาอยู่อาทิตย์หนึ่งแล้ว ยังไม่เคยเห็นหน้าตาของอาหารสวีดิชแท้เลย หน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ก็ได้แต่หวังว่า สักวันคงจะมีโอกาสได้ไปกิน... ----------------------------------------------- วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันแรกของการได้เริ่มรู้จักคนไทยในเมืองนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้วผมไม่ค่อยสนิทกับใครง่ายๆ โดยเฉพาะกับคนที่พบกันครั้งแรกและไม่ใช่ผู้หญิง เพราะฉะนั้นการมาพบกันวันแรก ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในวันนั้น ก็ถือว่าโอเค พอหลังจากนี้ ผมก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น และได้มีโอกาสไปพบเพื่อนของถาวรซึ่งเป็นคนอัฟริกัน และไอ้เพื่อนคนนี้ ก็เป็นประเภทอยู่ไม่สุขจนได้เรื่องกับสาวสวีดิชครับ คราวหน้าผมจะมาเล่าให้ฟังนะครับ
ขอขอบคุณเสียงเพลงเพราะๆจาก www.esnips.com เพื่อการฟังประกอบการอ่าน และขอขอบคุณผู้ร่วมชะตากรรมที่ผมเอ่ยถึง และขอโทษด้วยที่พาดพิง ปล.ความเห็นที่อยู่ในเรื่องราวนี้เป็นความเห็นส่วนตัว หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย |