พิมพ์หน้านี้
|
หนทางสู่เกียรติศักดิ์ ตอน คนที่รออยู่ ตอนจบ คลิ๊กอ่านตอนแรกได้ ที่นี่ ในกรณีที่อ่านตอนนี้แล้วไม่เข้าใจ
กึก...ก๊อก...กึก...ก๊อก...กึก...ก๊อก... เสียงเกือกเหล็กที่ติดส้นรองเท้าคอมแบตกระทบกับพื้นปูนดังใกล้เข้ามาทางด้านหลังผม ระหว่างที่ผมกำลังยืนเข้าแถวเพื่อรอการตรวจเครื่องแบบและปล่อยกลับบ้าน เฮ้ย...ให้เวลา 5 นาที ไปเปลี่ยนเป็นชุดกีฬา แล้วมารวมแถวกับเพื่อนที่หลังแถว เสียงนักเรียนบังคับบัญชาคู่กรณีของผมดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นการสั่งให้ผมไปเปลี่ยนชุดและกลับมารวมแถวกับพวกที่ถูกกักฯและปล่อยช้า คำสั่งนี้ช็อกผมไปชั่วขณะ ก่อนที่จะตั้งสติได้และวิ่งไปเปลี่ยนเป็นชุดกีฬาตามคำสั่ง ด้วยจิตใจที่หดหู่ เพราะนั่นหมายถึงผมอาจจะต้องผิดนัดสำคัญ เอาเถอะ ปล่อยช้าหน่อยก็คงไม่เป็นไรมั้ง ผมคิดเข้าข้างตัวเอง ถึงอย่างไร มันก็อาจจะยังไปทันอยู่ ถ้าเราไปเปลี่ยนชุดที่ห้องไอ้โจ๋แทน ตอนนี้ผมต้องเริ่มคิดแผนสำรองแล้ว แทนการไปเปลี่ยนชุดที่บ้านพี่ต้อ เนื่องด้วยห้องของไอ้โจ๋มันอยู่ใกล้กับโรงเรียน เพียงแค่ชั่วเวลาเดินไม่กี่นาที หากไปที่บ้านพี่ต้อผมอาจจะยิ่งช้าลงไปอีก .................................... ตอนนี้ ผมก็กลายมารวมอยู่ในแถวนักเรียนที่ถูกทำโทษด้วยการกักฯและปล่อยช้า ซึ่งเป็นเหตุมาจากความผิดต่างๆนาๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นโชคดีของผมอย่างหนึ่งคือ ถึงแม้ว่าผมอาจจะโดนโทษกักฯ ผมก็ยังได้ปล่อยกลับบ้านแต่จะปล่อยช้าหน่อย แล้วค่อยกลับมาเข้าโรงเรียนอีกครั้งในเช้าวันเสาร์ แล้วก็จะได้ปล่อยอีกทีในตอนเย็น เพื่อให้กลับมาในตอนเช้าวันอาทิตย์ หลังจากที่นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยกลับบ้านไปหมดแล้ว นักเรียนที่ได้รับการปล่อยช้าก็ถูกสั่งให้ออกกำลังกาย และก็ทำความสะอาดบริเวณรอบๆโรงเรียน เดี๋ยวให้นักเรียนที่ต้องการจะปล่อยลงมาแถวปล่อยเวลา 1730 คำสั่งประกาศิตจากนายทหารเวรดังขึ้น สร้างความยินดีให้กับผมอย่างมาก เวลานี้ถือว่าเร็วกว่าปกติ นั่นอาจจะเป็นเนื่องมาจากความใจดีของนายทหารเวรคนนี้ ทำให้พวกผมได้ปล่อยเร็วขึ้น ผมรีบขึ้นไปเปลี่ยนชุดทันทีที่ได้ยินคำสั่ง เวลาเหลืออีกแค่ 10 นาทีเท่านั้นที่จะได้ปล่อย หากผมพลาดตอนนี้ ผมก็จะไม่ได้ปล่อยแล้ว ทั้งๆที่ก็ยังไม่แน่ใจว่าตกลงว่าผมโดนโทษกักฯหรือเปล่า ผมจะต้องกลับมาเข้าโรงเรียนในตอนเช้าวันพรุ่งนี้ไหม แต่ถ้าไม่มีคำสั่งใดเพิ่มเติม ผมก็คงไม่กลับเข้ามาแน่นอน .................................... ในที่สุด ผมก็ได้รับการปล่อยออกมาจากโรงเรียน โดยที่ไม่มีคำสั่งใดเพิ่มเติมมา สุดสัปดาห์นี้ผมก็จะได้อยู่บ้านอย่างสบายใจ ผมรีบเดินไปยังห้องของเพื่อน พร้อมกับเจ้าของห้องหลังจากที่ได้ติดต่อทาบทามทั้งห้อง ทั้งชุด และก็บอกให้รอเปิดห้องรับด้วยคืนนี้จะกลับมาเอาชุดที่จะเปลี่ยนทิ้งไว้ ผมรีบเรียกแท็กซี่ทันที หลังจากที่เปลี่ยนชุดที่ห้องเพื่อนของผมเรียบร้อย ไปแยกเกษตรครับพี่ ด่วนเลยพี่ ผมบอกกับคนขับแท็กซี่ เมื่อผมก้าวขึ้นนั่งบนรถแท็กซี่ ผมก็ก้มมองดูนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลาจวนจะทุ่มแล้ว รถก็ติดอย่างมากมาย กว่าจะไปถึงจุดหมายที่แยกเกษตรก็เกือบสามทุ่ม ผมก้าวลงจากรถแท็กซี่ ยืนอยู่หน้าร้าน ผมกำลังจะได้เจอกับคนที่ผมต้องการเจอแล้ว หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน เพียงได้แต่คุยโทรศัพท์กันในวันนั้นเท่านั้น แต่นั่นก็ทำให้ผมต้องการที่จะเจอเธอมากขึ้นไปอีก .................................... เฮ้ยโจ้! โห...กว่าจะมาได้ นี่มันกี่โมงแล้ว เสียงเพื่อนอ้อ สาวห้าว กล่าวทักผมเป็นคนแรกเมื่อผมเดินเข้าไปที่โต๊ะในร้านที่ได้นัดหมายกันไว้ ยัยหมวยกลับไปแล้ว คำพูดของอ้ออันนี้ทำเอาผมเซ็ง นึกโกรธตัวเองเรื่องเมื่อคืน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมต้องมาช้าในวันนี้ และรู้สึกหงุดหงิดตัวเองอย่างที่สุด พอดีฉันมีปัญหาที่โรงเรียนนิดหน่อยว่ะ กว่าจะออกมาจากโรงเรียนได้ ก็ปาไปจะหกโมงแล้วอ่ะ นี่รีบบึ่งมาเลยนะเว้ย ยังมาไม่ทันอีกเหรอวะ ผมบ่นตอบเพื่อนอ้อผมไป พร้อมกับหันหน้าไปทักทายเพื่อนคนอื่นที่อยู่ในโต๊ะ จริงๆ หมวยมันก็ยังไม่อยากกลับหรอก พอดีมันมีคนกวนตีน อ้อพูดจบแล้วหันไปมองยังวัฒน์ เพื่อนร่วมห้องผมที่จีบหมวยอยู่เหมือนกัน ทำให้ผมต้องหันไปมองตาม มันพูดจนหมวยโกรธกลับไปเลยว่ะ พูดไรวะ ผมถามต่อ ทำนองว่า แกไม่มาหรอก จะไปรอแกทำไม ทำไมต้องไปสนใจแกด้วย และอีกมากมายทำนองนี้หละว่ะ อ้อเล่าต่อถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สนใจ ผมฉุกคิดถึงคำพูดนี้ขึ้นมา นี่เขาสนใจเราหรือวะ ผมวนเวียนคิดเข้าข้างตัวเอง เฮ้ย โจ้ มึงมันดีกว่ากูตรงไหนวะ ไอ้วัฒน์ตะโกนข้ามโต๊ะมาทางผมด้วยความเมา ทำให้ไอ้แว่นและไอ้แป๊ะที่นั่งอยู่ข้างต้องคอยห้ามปรามอยู่ มึงเป็นอะไรของมึงวะ เมาเหรอ ผมถามตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีเรื่องมีราวกับเพื่อนอีกครั้ง หลังจากที่เรื่องราวระหว่างของผมกับไอ้แป๊ะก็ยังไม่ได้เคลียร์ แต่ก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร โจ้ อย่าไปยุ่งกับมันเลย มันเมาแล้ว อ้อบอกผมพร้อมกับดึงแขนผมไว้ ราวกับกลัวว่าผมจะเข้าไปเอาเรื่องกับเพื่อนคนนั้น มึงมันดีกว่ากูตรงไหนวะ แม่งก็แค่ได้ไปเรียนเตรียมทหารฯ แล้วมันยังไงวะ อารมณ์ผมเริ่มขุ่นขึ้น และรู้สึกว่ากำลังถูกหาเรื่อง บวกกับกำลังรู้สึกหงุดหงิดกับอะไรหลายๆอย่างที่ผ่านสองวันนี้ สายตาผมจับจ้องอยู่ที่เพื่อนผมคนนั้น แม่งไม่รู้ได้ไปเรียนได้ไง โง่ๆเหี้ยๆอย่างมึงนี่ โครม... เสียงเก้าอี้ล้มพร้อมกับตัวของเพื่อนผมก็เซถลาถอยไป ก่อนที่ไอ้แว่นจะเข้าไปพยุงไอ้วัฒน์ อย่างกูแล้วทำไมวะ ผมถามต่อ มึงต่อยกูเหรอ แน่จริงมึงมาตัวตัวกับกูดิ เพื่อนผมท้าทายด้วยความโมโห หุบปากไปได้แล้ว ถ้ายังข้องใจก็ออกมาข้างนอกกับกูนี่มา ผมกล่าวตอบ ในระหว่างที่อ้อพยายามดึงผมออกจากบริเวณนั้น โจ้ออกมานี่ ไม่เอา อย่าไปมีเรื่อง เสียงอ้อพูดเตือนสติผม ในขณะที่ไอ้แว่นก็พยายามที่จะรั้งไอ้วัฒน์ไม่ให้ออกมามีเรื่องกับผม มึงออกมานี่โจ้ หนิงเพื่อนผมที่อยู่ใกล้กับผม เข้ามาดึงผมออกไปนอกร้าน เป็นการยุติเหตุการณ์รุนแรงที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด แกนี่ก็จริงๆเลยว่ะ ทำไมใจร้อนจังวะ อ้อถามผมทันทีที่ออกมานอกร้านกันแล้ว เออฉันขอโทษ แล้วก็ขอบใจมึงด้วยว่ะหนิง แต่แม่ง มึงก็ดูมันพูดดิ แล้วพอดีกับกูหงุดหงิดหลายเรื่องว่ะวันนี้ ผมพูดขอโทษและก็แก้ตัวไปในคราวเดียวกัน พวกผมนั่งคุยกันอยู่ที่หน้าร้านได้สักพัก ผมก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เฮ้ยพวกแกมีเหรียญหรือเปล่า หนิงและอ้อหยิบเหรียญออกมาจากกระเป๋ากางเกง เออขอบใจเว้ย ไปอ้อ ไปโทรศัพท์กับฉัน เฮ้ย!เดี๋ยวกูไปโทรศัพท์ก่อนเว้ยหนิง ผมพูดจบก็จัดแจงลากเจ้าอ้อไปที่ตู้โทรศัพท์ที่อยู่ใกล้ที่สุด พร้อมกับยื่นหูโทรศัพท์ให้เพื่อนผม จัดการให้ฉันด้วย .................................... สวัสดีค่ะ ขอสายหมวยค่ะ อ้อพูดกับคนที่รับทางปลายสาย เฮ้ยหมวย เป็นไงบ้างแก หายหงุดหงิดหรือยังบทสนทนาของอ้อเริ่มขึ้นกับคนที่ปลายสาย เอาน่าช่างมันเถอะ วันนี้วันเกิดนะเว้ย อารมณ์ดีๆ นะ....................ว่าแต่ไม่ออกมาแล้วเหรอ...........................ไม่ได้แล้วเหรอ ออกมาแค่หน้าปากซอยนี่ก็ไม่ได้เหรอ.....................อ๋อ เปล่า ไม่มีอะไร.....................ไม่รู้ว่ะ เอ้าคุยกันเองแล้วกัน จบประโยคนี้อ้อก็หันมาส่งหูโทรศัพท์ให้ผม พร้อมกับผลักผมเข้าไปในตู้โทรศัพท์แทน ฮัลโหล เป็นไงบ้าง ไม่รอกันเลย กลับบ้านซะเร็วเลย ผมเริ่มบทสนทนาที่ดูออกจะไม่ค่อยเข้าท่าไปสักหน่อย ก็เล่นมาซะดึกเอาป่านนี้ ก็บอกว่าจะรีบมา หมวยต่อว่าผม พอดีมันมีปัญหาที่โรงเรียนนิดหน่อย เลยออกมาช้า ขอโทษทีนะ ผมตอบกลับไป หลังจากนั้นเราก็คุยกันอีกสักพักหนึ่ง ก่อนที่เหรียญจะหมด ยังไง วันนี้ก็สุขสันต์วันเกิดนะ มีความสุขมากๆนะ เราไม่มีของขวัญจะให้หรอก เพราะไม่มีเวลากลับไปเอาจริงๆ แล้วเดี๋ยวจะหาทางฝากไปให้นะ งั้นคงต้องเท่านี้ก่อนแล้วหละ เหรียญจะหมดแล้ว อืมมม ขอบใจนะ แล้วจะโทรมาอีกไหม หมวยถามผมกลับมา ทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ กับการที่มีใครรอคอยอยู่ อืม โทรไปได้ใช่ไหมหละ ถ้าให้โทรได้ก็จะโทรไปอีก แต่คงต้องระวังป้าเธอด้วยอ่ะ ไม่งั้นซวยแน่เลย ผมพูดพลางกลั้วหัวเราะ งั้นเท่านี้ก่อนนะ เหรียญหมดแล้ว สุขสันต์วันเกิดนะ ผมจบก่อนที่โทรศัพท์จะตัดไปพร้อมกับคำบอกลาจากทางปลายสาย ขอบใจมากว่ะอ้อ ผมพูดกับเพื่อนผมที่ยื่นรออยู่หน้าตู้โทรศัพท์ อือ แล้วนี่จะเข้าไปในร้านหรือเปล่า ไปหาเพื่อนหน่อยสิ มานี่ยังไม่ได้คุยกับเพื่อนเลยนะเว้ย อ้อถามผม ฉันก็อยากคุยอ่ะนะ แต่ไม่อยากมีปัญหาว่ะ เดี๋ยวเกิดมันจะเอาเรื่องอะไรฉันอีก ฉันว่าฉันกลับไปเอาชุดที่ห้องเพื่อน แล้วถ้ามันตั้งวงที่ห้องก็นั่งกินกับมันที่นั่นก็ได้ ยังไงฝากขอโทษเพื่อนๆด้วยนะ เสือกมีเรื่องซะก่อน เลยไม่ได้คุยเลย อยากเจอนะ อยากเจอทุกคนนั่นแหละ ผมพูดพลางหันไปเรียกแท็กซี่ ไปก่อนนะเว้ยแล้วเจอกันใหม่ ผมนั่งทบทวนถึงสิ่งต่างๆที่ได้คุยกับหมวยเมื่อสักครู่ในระหว่างที่อยู่ในรถแท็กซี่ มันทำให้ผมรู้สึกมีความสุขขึ้นมา ลืมความหงุดหงิด ความโมโหลงไปจนหมดสิ้น แล้วก็หวังสักวันว่าเราคงต้องมีโอกาสได้เจอกันจริงๆเสียที .................................... คลิ๊กอ่านตอนแรกได้ ที่นี่ ในกรณีที่อ่านตอนนี้แล้วไม่เข้าใจ ขอบคุณครับที่ติดตามอ่านเรื่องราวครับ และต้องขอโทษด้วยที่อาจจะกลับไปเยี่ยมได้ไม่ทั่วถึงนักเพราะติดภาระในการเรียนนิดหน่อยช่วงนี้ แต่จะหาเวลากลับไปเยี่ยมเยียนเรื่อยๆครับ คำเตือน : เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นจบในตอนที่แต่งขึ้นจากชีวิตจริงของอดีตนักเรียนทหารคนหนึ่ง และได้ทำการปรับแต่งเนื้อหาเพื่ออรรถรสในการอ่าน วิธีการใช้ : ใช้อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน อย่าคิดมากครับ ขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ตครับ |