พิมพ์หน้านี้
|
ผมยังจำได้และเก็บข้อมูลไว้อยู่เลยว่า รัฐบาลไทยในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้นำเข้าหนึ่งในหลายๆวิธีการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำจาก ลุ่มน้ำเมอร์เร่ ประเทศออสเตรเลีย มาใช้ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกในช่วงวิกฤติน้ำปี 2548 โดยรัฐบาลตัดสินใจสร้างเครือข่ายท่อน้ำขนาดใหญ่ เชื่อมระหว่างอ่างเก็บน้ำภายในลุ่มน้ำและเชื่อมระหว่างลุ่มน้ำต่างๆ โดยใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาท ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถสรุปได้ว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้น้ำในลุ่มน้ำภาคตะวันออกมากน้อยเพียงใด และมีความเท่าเทียมกันในการได้รับน้ำมากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะระหว่างภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดในตอนนี้คือ ลุ่มน้ำเมอร์เร่ ที่เราไปนำเข้าวิธีการแก้ปัญหาแล้งจากออสเตรเลียมานั้น ขณะนี้ประสบกับสภาวะแห้งแล้งต่อเนื่องรุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งพันปี รูปภาพที่1 ลุ่มน้ำเมอร์เร่
รูปภาพที่2 สภาพแห้งแล้วในลุ่มน้ำ
รูปภาพที่3 ระดับน้ำที่ลดต่ำลงในลุ่มน้ำ
ลุ่มน้ำเมอร์เร่ มีขนาดใหญ่เท่ากับประเทศฝรั่งเศสและสเปนรวมกันคือประมาณ หนึ่งล้านตารางกิโลเมตร ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศออสเตรเลีย โดยกำลังผลิตภาคเกษตรจากลุ่มน้ำนี้มีสัดส่วนถึง 41 เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ คิดเป็นมูลค่า 22,000ล้านเหรียญออสเตรเลีย ในลุ่มน้ำมีประชากรอาศัยในลุ่มน้ำถึง 3 ล้านคน ในจำนวนนี้มีครอบครัวเกษตรกรถึง 50,000 ครอบครัว ลุ่มน้ำนี้ เป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายหลักถึง 3 สายใหญ่ ก่อให้เกิดกำลังการผลิตทางด้านพลังงานไฟฟ้ากำลังสูง นอกจากนั้นยังมี 2 ทะเลสาบใหญ่ที่คอยดักน้ำที่ละลายจากหิมะจากบนต้นน้ำ รวมถึงมีอ่างเก็บน้ำธรรมชาติอยู่นับไม่ถ้วน ซึ่งความสมบูรณ์ของสายน้ำทั้งหมดนี้ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์อย่างมากของ แม่น้ำเมอร์เร่ที่มีความยาวถึง 1,500 ไมล์ อย่างไรก็ตามลุ่มน้ำนี้เริ่มประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนักหน่วง โดยเริ่มจากในปี 2541 โดยสถานการณ์มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปี 2545 และในปีที่ผ่านมาซึ่งถือว่าเป็นปีที่แล้งที่สุดในรอบหนึ่งพันปี สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ รัฐแต่ละรัฐของออสเตรเลียอยู่ภายใต้กฎการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด โดยเริ่มจากการลดกำลังการปล่อยน้ำจาก 20 เปอร์เซนต์เป็น 32 เปอร์เซนต์ และเมื่อสามอาทิตย์ที่แล้ว ไม่มีการจัดสรรน้ำให้เลย เมืองบางเมืองที่เคยจมอยู่ใต้น้ำ มากว่า 50 ปี สืบเนื่องจากผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำ สภาวะแห้งเหือดทำให้เมืองกลับมาเป็นเมืองอีกครั้งหนึ่ง สภาวะแห้งแล้งนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรอย่างมหาศาล เกษตรกรเป็นหนี้มากขึ้นจาก 26,400ล้านเหรียญในปี 2542 เป็น 43,300 ล้านเหรียญในปี 2548 ภาวะความเครียดของเกษตรกรได้ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้น โดยอยู่ในอัตราการฆ่าตัวตาย 1 คนต่อ 4 วัน นอกจากนั้นระบบนิเวศน์ในลุ่มน้ำก็ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง โดยเห็นได้จาก ต้นไม้เป็นแสนๆต้นถูกทำลายด้วยทั้งจากเงื้อมมือมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกถางผืนป่าเพื่อเกษตรกรรมหรือ การสร้างถนนตัดผ่านป่าใหญ่และภัยธรรมชาติที่แห้งแล้ง รูปภาพที่4 การตัดไม้ทำลายป่าในลุ่มน้ำ รูปภาพที่ 5 ระดับน้ำที่ต่ำในลุ่มน้ำ
รูปภาพที่6 สภาพต้นน้ำ
จากสภาวะดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางและหน่วยงานท้องถิ่น โดยรัฐบาลกลางได้ออกกฎหมายการควบคุมการใช้น้ำจากส่วนกลางแทนการกระจายอำนาจไปยังรัฐต่างๆ ซึ่งทำให้รัฐบางรัฐอย่างวิคตอเรีย ฟ้องศาลสูง เพื่อขอสิทธิ์การบริหารน้ำกลับคืนมา นี่คือตัวอย่างของประเทศพัฒนาประเทศแรกของโลกที่ได้ประสบปัญหาการตายของแม่น้ำ อันก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐในท้องถิ่นต่างๆ แต่เราต้องไม่ลืมว่า ในกรณีประเทศไทยของเราไม่ใช่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านภายในประเทศอย่างลุ่มน้ำเมอร์เร่อย่างเดียวเท่านั้น เรายังใช้น้ำจากลุ่มแม่น้ำโขงกับประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายประเทศ ซึ่งหากเกิดอะไรขึ้นกับสภาวะน้ำในแม่น้ำโขง ระดับความขัดแย้งคงไม่อยู่แค่ในศาลสูงในประเทศอย่างในกรณีของออสเตรเลียเท่านั้น มันอาจนำประเทศเราไปสู่ศาลโลก หรือ สงครามกับประเทศอื่นๆก็เป็นได้ ในอดีตถึงแม้บางพื้นที่ของประเทศไทยได้ประสบกับสภาวะแล้งอย่างมากโดยเฉพาะในปี 2522 และ 2548 แต่เราก็ผ่านวิกฤติมาได้ด้วยสภาพธรรมชาติต้นทุนโดยรวมของประเทศยังคงอยู่ในสภาวะสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสภาพน้ำใต้ดิน สภาพต้นน้ำ สภาพป่า สภาพนิเวศน์ชายฝั่งทะเล ทำให้ระยะเวลาของวิกฤตินั้น ไม่ต่อเนื่องและรุนแรงเหมือนกับออสเตรเลีย สุดท้ายนี้ผมมองว่าการนำความรู้ หรือเทคโนโลยีการจัดการน้ำที่มีต้นแบบมาจากต่างประเทศนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศต่างๆประสบกับความแปรปรวนของธรรมชาติเหมือนๆกัน ซึ่งเมื่อเราพร้อมใจที่จะใช้เทคโนโลยีหรือความรู้ทางการจัดการน้ำที่เหมือนกับเค้าแล้ว และผลมันปรากฏให้เห็นปัญหาอย่างลุ่มน้ำในออสเตรเลียที่ได้กล่าวเบื้องต้นแล้ว เพราะฉะนั้นอย่างน้อยเราควรศึกษาดูว่า การจัดการน้ำของประเทศที่เราเลียนแบบการจัดการน้ำจากเค้านั้นมีข้อผิดพลาดประการใดที่เราควรเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงแค่โทษสภาวธรรมชาติเพียงอย่างเดียว อย่างน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอย่างเค้า หรือหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นเราก็น่าจะสามารถเตรียมรับมือได้ในระดับหนึ่ง |