พิมพ์หน้านี้
|
คำนำผู้เขียน ข้าพเจ้าดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้เขียนในสิ่งที่อยากเขียน ว่าง เล่มนี้ หากนับเป็นอายุคนก็คงอยู่ในวัยเยาว์นัก ในโลกแห่งวรรณกรรมหนังสือเล่มนี้ก็เปรียบได้กับการเริ่มต้นก้าวแรกของเด็กชายที่มีเพียงความตั้งใจอันบริสุทธิ์ เบื้องต้นข้าพเจ้าไม่ได้มีจุดมุ่งหวังด้านอรรถรสคำกวีที่ดีเด่น หากแต่ใส่ใจในด้านเนื้อหา แนวความคิดและความซื่อสัตย์ต่อจังหวะอารมณ์ของข้าพเจ้า จึงเป็นความพยายามของข้าพเจ้า ที่จะเดินตามวีถีศรัทธาและความเชื่อส่วนบุคคล เส้นทางชีวิตของข้าพเจ้าเหมือนอุบัติเหตุ ที่บังคับให้ข้าพเจ้าจำต้องตั้งใจเดินไปอย่างเด็ดเดี่ยวและพึ่งพิงความกล้าหาญบ้างในบางครั้งเพื่อการประคับประคองชีวิตในต่างสถานะการณ์ ข้าพเจ้าทำงานก่อสร้าง ถึงวันนี้ คนที่เคยรู้จักข้าพเจ้าเมื่อครั้งก่อนหน้าจะมาทำงานนี้ ใครจะคิดว่าข้าพเจ้าจะมาเดินบนถนนสายนี้ถึง ๑๔ ปีและปัจจุบันก็ยังเดินอยู่บนถนนสายเดิมอย่างมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าพเจ้าเก็บมาตั้งคำถามและได้รับคำตอบ บางครั้งคนเราหากไม่พบกับความสูญเสีย ก็ยากที่จะรู้ว่าชีวิตคืออะไร เราดิ้นรนทุกวันนี้เพื่ออะไร ทุกสิ่งที่ผ่านมาทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกปลงและปล่อยวาง ความผิดหวังทำให้มีความเข้าใจกับคำว่าคุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ การหยุดเดินก็เหมือนชีวิตที่ไร้ค่าเพราะเรายังไม่ถึงนิพพานกันสักคน แม้จะไม่ร่ำรวยมั่งคั่งทางการเงินและเกียรติยศศักดิ์ศรีทางสังคม แต่ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจที่อยู่รอดได้ด้วยการพึ่งพิงตนเอง ดีใจที่รอบข้างว่างเปล่าไร้พันธนาการทางสังคม แต่ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็สอนให้ข้าพเจ้ารู้ว่าก็ไม่มีอะไรอยู่เหนือกว่ากฏแห่งกรรม และการกระทำความดี บางครั้งข้าพเจ้าอยากจะตั้งคำถามให้ดังขึ้นอีกนิด ทั้งๆ ที่รู้คำตอบ ตั้งคำถามให้คนที่ไม่ได้ยินคำตอบในสามัญสำนึกของข้าพเจ้าได้ยิน ทั้งๆ ที่มันเป็นคำตอบที่แสนจะง่าย ติดมากับตัวกับมโนสำนึกแห่งมนุษย์ทุกผู้ทุกนามมาตั้งแต่ลืมตาเกิด แต่เหตุใดทุกคนจึงหลงลืม และดิ้นรนที่จะแบกทุกข์เพื่อจะหาวิธีวางมันกันเล่า สำหรับข้าพเจ้าแล้ว บทกวีเหมือนเสียงลมหายใจของผู้คน ต่างคนต่างความคิดจะเป็นใครรูปแบบใดคงไม่สำคัญ ปุถุชนย่อมมีบทกวีของตนเสมอ เหมือนต้นไม้ย่อมมียอดใบ คงไม่มีต้นไม้ต้นใด ประกาศชูยอดแห่งความว่างเปล่า ความว่างที่แท้จริงจึงไม่มีผืนป่าแห่งวรรณกรรม หรือในงานศิลปกรรมใดๆ แต่ข้าพเจ้าขอบังอาจฝันถึงความว่างนั้นอย่างน้อยก็ว่างและอิสระในวิถีชีวิต ว่างที่จะแสดงออกมาทางอารมณ์งานเขียนของข้าพเจ้า ถึงแม้งานของข้าพเจ้าจะไม่ได้พบเห็นตามหน้านิตยสารทั่วไปมาหลายปีแต่ก็ยังเขียนเงียบๆอยู่คนเดียวเก็บไว้บ้างเผยแพร่บ้างเมื่อว่างจากกิจธุระก็พบปะเพื่อนฝูงที่รักในการเขียนแบ่งปันงานให้กันอ่านอยู่เสมอ สมัยก่อน เมื่อครั้งข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษาร้านหนังสือเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่ข้าพเจ้าชอบจะแวะเวียนไปเสมอ หนังสืออย่าง Mother(แม่) ของ แม็คซิม กอร์กี้ Of Mice and Men (เพื่อนยาก)ของ จอห์น สไตน์เบ็ค Jonathan Livingston Seagul (โจนาทาน ลิฟวิงส์ตัน)ของ ริชาร์ด บาค มีดประจำตัว ของ ชาติ กอบจิตติ มาจากที่ราบสูง ของ สุรชัย จันทิมาธร ก่อกองทราย ของ ไพฑูรย์ ธัญญาฯลฯ หนังสือเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องประดับมือในวัยหนุ่มที่ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจ เป็นห้วงอารมณ์ในการอ่านวรรณกรรมที่บริสุทธิ์และประทับใจในขณะนั้น เพียงสิบกว่าปีที่ผ่านมา วันนี้หนังสือวรรณกรรมดีดีถูกวางไว้หลังร้าน ทุกชั้นที่จัดไว้สำหรับวางวรรณกรรมจะเต็มไปด้วยหนังสือเพื่อความบันเทิงหนุ่มสาว และเซ็กส์นักศึกษา เพื่อสนองตอบดีมานด์ ซับพลาย ในธุระกิจทำมาหากินของชาวนายุคใหม่ ผู้ไม่คัดเมล็ดพันธุ์ ไม่ทำขวัญข้าว ชาวนาผู้ไม่หลงทางก็มุ่งผสมข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อส่งออก ทั้งๆ ที่ชาวโลกก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าข้าวหอมมะลิของไทยดีที่สุด แต่ไม่มีใครคิดจะเสียเวลาเพาะปลูก ต่อยอดสืบสาน หากข้าพเจ้าทำธุระกิจใดจะไม่มีวันทำลายรากฐานของมันเด็ดขาด ทุกอย่างมันมีทางแก้ไขผลักดันได้ ในกรณีนี้นอกเสียจากความมักง่ายและมักได้ของผู้ทำการค้าแล้วคงไม่มีคำแก้ตัวอื่น เพื่อนข้าพเจ้าบางคนเขียนงานมาหลายปีได้รับรางวัล หนังสือน่าอ่านประจำปี แต่ตลกตรงไม่มีใครกล้าพิมพ์ โดยเฉพาะกวีนิพนธ์ไม่มีใครกล้าผลิตกล้าขาย เพียงเพราะชาวนาทุ่งกุลาฯ เจ้าของผลผลิตดูไม่ดีขายไม่ได้เหมือนพระเอกหนังเกาหลีที่คนบางกลุ่มกำลังนิยม ซึ่งคนบางกลุ่มเหล่านั้นกำลังจะหนดชะตากรรมไร่นาทั้งผืน ในอนาคตอันใกล้ ข้าพเจ้าอาจมีบุญตาได้เห็นต้นข้าวสาลีพันธุ์ใหม่โบกไสวกลางทุ่งกุลาฯ บ้านเกิดข้าพเจ้า ในวันนี้ว่างเล่มนี้ได้ออกมาวางแผง ด้วยความหวังเล็กๆ ทุนเล็กๆ ของข้าพเจ้าที่พยายามเขียนงานแนวทางแห่งความจริงหรือสัจจะนิยม เพื่อผู้คนแห่งยุคสมัยฯ เพราะงานวรรณกรรม ไม่มียุค ไม่ล้าสมัย ขอบคุณมิตรสหาย ผู้สนับสนุน ที่ร่วมกันทำให้หนังสือรวมกวีนิพนธ์เล่มนี้ สำเร็จเป็นรูปเล่ม ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอบคุณทุกความจริงใจ อีสานใต้ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๐ ธรรม ทัพบูรพา . . คำนิยม
ผมเป็นคนสุรินทร์ส่วน "ธรรม ทัพบูรพา" เป็นคนศรีสะเกษ คนสุรินทร์น่าจะ "กินสุรา" ได้มากกว่าคนศรีสะเกษ แต่เปล่าเลย "ธรรม" คอแข็งกว่าผมหลายเท่า ส่วน "บทกวี" ของคนศรีสะเกษ จะแข็งเหมือนคอหรือไม่ อันนี้ผมมิอาจเปรียบเทียบ เพราะบทกวีไม่ใช่คอและใช่เหล้าผู้อ่านเท่านั้นจะการันตี !
ธรรม ทัพบูรพา เป็นคนหนุ่มที่หลงไหลและรักในการเขียนบทกวีมากที่สุดคนหนึ่ง เท่าที่ผมรู้จัก บางทีเขาอาจเขียนบทกวีเก็บเอาไว้ มากกว่างานทุกชิ้นของผมรวมกันก็เป็นได้ เพราะเขาเขียนบทกวีอย่างเดียว ไม่เขียนงานประเภทอื่นใด เขียนอย่างทุ่มเทและเชื่อมั่นในแบบฉบับของเขา เท่าที่ได้อ่าน...ผมชอบบทที่เขาเขียนถึง ถิ่นฐานบ้านเกิดตนเองมากกว่าอย่างอื่น เป็นความธรรมดาที่มีคุณค่าและน่าชื่นชม ลูกอีสาน เขียนบทกวีแบบอีสาน...แซบอีหลี บ้านสวนปราจีนฯ จักษณ์ จันทร
|
| . | ||
. |
||
|
View All |
||
| DRIVE | ||
R.E.M...AUTOMATIC... |
||
|
View All |
||