พิมพ์หน้านี้
|
เช้าวันนี้ทุกคนตื่นขึ้นมาเกือบจะพร้อมๆ กันเลย เมื่อวานเรามีไส้กรอกเหลือ เตรียมส้ม ขนมปัง แล้วก็น้ำดื่มอีกเล็กน้อย ชงกาแฟสดใส่กระติกอีกนิด แล้วเราก็ออกเดินทางไปยัง รังนกพิราบ Pigeon House Mountain หรือรังนกพิราบนี้ ได้รับการขนานนามโดย กัปตันเจมส์ คุก (Captain James Cook) เมื่อครั้งที่เขาเดินทางสู่ชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียในปี 1770 ทว่าชื่อดังเดิมของชาวอะบอริจิน ให้ชื่อยอดเขานี้ว่า Didhol หรือ Dithol ซึ่งหมายความถึงหน้าอกของหญิงสาว บนยอดเขาสูงนั้นเป็นยอดเขาหินปูน ยอดสูงสุด สูง 720 ม. เหนือระดับน้ำทะเล ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมอร์ตัน
โน่นแหละครับ พีเจียนเฮาส์ อยู่ไกลลิบๆ นั่น จากที่พักของเราลุงเวนย์ใช้เส้นทางเล็กๆ ซึ่งมีแต่คนที่คุ้นเคยเท่านั้นแหละที่จะรู้ เพราะเส้นทางวิ่งผ่านบ้าน สวน ฟาร์ม และภูเขาเล็กๆ ก่อนที่จะไปเชื่อมกับเส้นทางที่วิ่งตรงไปยังเชิงเขา เราใช้เวลาบนรถไปชั่วโมงกว่าๆ ก็ไปถึง จุดเริ่มต้นของการเดินป่าขึ้นเขา สงสัยว่าวันที่เราไปนั้นคงเป็นวันที่ไม่ค่อยมีใครสนใจจะมาปีนพิชิตยอดรังนก เพราะว่าบริเวณจุดเริ่มต้นเดินเท้าซึ่งทำเป็นลานจอดรถไปด้วยกันนั้น มีรถจอดอยู่เพียงคันเดียว และรถของเราก็เป็นคันที่สอง จะว่าเรามาเช้าไปก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเราไปถึงเชิงเขาก็เกือบเก้าโมงเช้าแล้ว อากาศบริเวณนี้เย็นสบายมาก ต้นไม้ที่พบเห็นส่วนใหญ่จะเป็นต้นไม้เฉพาะถิ่นออสเตรเลียจำพวก กัมทรี หรือยูคาลิปตัส ป่าเป็นป่าโปร่งๆ โล่ง เราค่อยๆ เดินไปตามทางที่มีการจัดการอย่างดี เขาใช้ไม้ท่อนใหญ่ๆ ทำเป็นขั้นๆ ให้เดินตอนที่ชันๆ เส้นทางช่วงแรกจะค่อยๆ ไต่เนินขึ้นไปเรื่อยๆ เราหกคนแบ่งเป็นสองทีม ทีมหนึ่งสี่คน อีกทีมสอง เดินกันไปเรื่อยๆ ช้าๆ
จากจุดที่เราแวะพัก (ขวาล่าง) จะได้เป็นผืนป่าทางด้านตะวันตก (บน) และอีกช่วงหนึ่งเราต้องปีนบันไดสูงกว่าร้อยเมตรขึ้นไป เรียกว่าขาสั่นเป็นช่วงๆ เลยทีเดียว ทีมสองคนรั้งท้ายมีผมอยู่ด้วย เพราะไหนๆ ได้มาเดินป่าที่นี่แล้ว ของัดกล้องดูนกมาด้วยพร้อมกัน รวมถึงขอเวลาพิจารณา เฟิน ดอกไม้ ใบไม้ และแวะถ่ายรูปนิดๆ หน่อยๆ พอให้ได้ชื่อว่าเป็น "นักนิยมธรรมชาติ" กับเขาบ้าง เท่าที่สังเกตการเดินขึ้นเขานั้น เขาถือว่าเป็นเสมือนกีฬาชนิดหนึ่ง เคยชวนเพื่อนชาวต่างชาติไปเดินป่าบนอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เราก็เดินดูนกชมไม้ไปเรื่อยๆ ระยะทางประมาณ 1 กม. เราเดินเสียครึ่งวัน แต่เขาเดินไปถึงจุดหมายเลย เรียกว่าเดินกันจริงๆ จังๆ
ดอกไม้สีขาวที่เราไม่รู้ชื่อ แน่นอนดอกไม้สีแดงด้วยเช่นกัน สองชนิดนี้เป็นไม้พื้นถิ่น ต้นแรกเป็นไม้ล้มลุก แต่ต้นหลังเป็นไม้ยืนต้น ส่วนเฟินยอดอ่อนสีแดงๆ นั้น จับใจดีครับ นี่แหละสีสันของธรรมชาติ ลุงเวนย์บอกว่า ถ้าเราเดินกันจริงๆ จังๆ ก็จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้นในการเดินขึ้นถึงยอดและเดินกลับลงมาด้วยเราต่อรองว่าขอสัก 5 ชั่วโมงละกัน เพราะในกระเป๋าแพคของกินกันมาเต็มที่ เรียกว่าเตรียมมาปิกนิกกันเลยทีเดียว
ราวเหล็กและเส้นทางเดินสู่ยอด ซึ่งมั่นคงแข็งแรงและเห็นถึงความเอาใจใส่ของผู้ที่จัดสร้าง และบำรุงรักษาดูแล สองขาของมนุษย์นี่ช่างทรงพลังจริงๆ ที่เมื่อค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ เดิน มันก็จะป่ายปีนและดุ่มเดินไปได้เรื่อยๆ ถ้าใจยังไม่ท้อไปเสียก่อน เช่นกันกับการเดินของเรา มีช่วงสำคัญอยู่สองช่วง โดยช่วงแรกเป็นทางชันที่เราจะเดินไปถึงหน้าผาที่สามารถมองชมทิวทัศน์ของยอดนกพิราบได้ เราเดินไปพักไป จนถึงช่วงสำคัญอีกช่วง คือการปีนบันไดสูงเพื่อขึ้นสู่ยอด ตอนที่เห็นบันไดเรารู้สึกอัศจรรย์ใจในการจัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของเขามาก เพราะเขาขนราวเหล็ก บันได เครื่องมือต่างๆ มาสร้างบันไดให้เราได้เดินขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างมั่นคงและแข็งแรง และให้ความปลอดภัยสูง แม้มันจะชันกว่า 60 องศาเลยก็ตาม เมื่อปีนบันไดผ่านมาแล้วก็เดินอีกเพียงสิบนาที เราก็ถึงจุดหมาย ยอดรังนกพิราบที่สามารถมองเห็นทิวเขารอบๆ สลับซับซ้อน ท่ามกลางฟ้าสีเข้ม และบนยอดเขานั้นก็มีป้ายบอกระยะทางว่าจากจุดที่เรายืนอยู่นี้ถ้าจะไปซิดนีย์ มีระยะทางกี่กิโลเมตร จะไปแคนเบอร์รากี่กิโลเมตร (ซึ่งชาวต่างประเทศนิยมกันมากจริงๆ เมืองไทยตอนหลังก็นิยมทำเหมือนกัน)
ป้ายบอกทิศ ที่มีหลายคนมาช่วยเขียน คนช่างเขียนนี่มีเหมือนกันทั้งโลกมั๊งครับ ไม่ว่าจะที่ไหนก็เจอได้ เมื่อยืนอยู่บนจุดสุดยอดของภูเขา สิ่งที่เราเห็นคือแนวเทือกเขาสูงต่ำ สลับซับซ้อน เห็นโตรกหิน เรียงรายเป็นหลืบชั้น โลกกว้างแผ่ขยายออกไปจนสุดขอบโลก วินาทีนั้นเราเหมือนเป็นหนึ่งเดียวของโลก ขณะเดียวกันก็ตัวเล็กที่สุดด้วย ณ ที่จุดที่สูงที่สุด เรากลับไม่ได้มองสิ่งที่อยู่ใต้เท้าของเรา แต่เรามองไกลออกไปยังสุดขอบฟ้า แล้วก็เริ่มต้นคิดถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปอีกนี่กระมังความหมายของการเดินทาง ที่เมื่อไปถึงจุดหมายหนึ่งแล้ว เราก็คิดถึงจุดหมายอื่นอีก
จากจุดยอดเขาเรามองไปทางตะวันออก และเห็นภาพนี้และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างไกล แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุด เหมือนสมัยวัยรุ่นชอบใช้คำนี้ "ที่สุดทางกลับก็คือการเดินทางต่อ" เก๋ไหมล่ะ จริงๆ แล้วทีมแรกขึ้นไปนอนรอทีมเราอยู่นานเหมือนกัน พอขาลง เราก็เลยค่อยๆ ปีนไต่บันไดเหล็กลงมากันอย่างช้าๆ คราวนี้มีครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งเดินมาพร้อมๆ กันมั้งพ่อแม่ลูก เด็กๆ อายุน้อยๆ ไปจนถึงวัยรุ่น เขาปลูกฝังเรื่องการเดินป่า การศึกษาธรรมชาติกันแต่เด็กๆ ให้เดินลำบากกันเอง ของคนไทยเราอย่าว่าแต่ให้เดินเองเลย บางคนขึ้นรถแล้วลงในศูนย์การค้า จากศูนย์การค้าขึ้นรถ ลงอีกทีก็ถึงบ้าน ไม่เคยได้เห็นธรรมชาติ ไม่เคยได้สัมผัสแสงแดด และสายลม ความคิดก็เลยแคบ ไม่กว้างไกล เส้นทางเดินกลับ คือเส้นทางเดิมที่เราเดินขึ้นมา พักกินกลางวันยามบ่าย แล้วเราก็ค่อยๆ เดินลง บ่ายนี้เรากะว่าจะไปพายคายักกัน ที่สำคัญต้องไปซื้อวัตถุดิบเพื่อทำอาหาร เพราะเย็นนี้เรามีปาร์ตี้เล็กๆ ตอบแทนโทนี และแกรมม์ |