พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อลงจาก "รังนกพิราบ" แล้ว เราแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ในแถบนั้น ตามชั้น ผมคว้าเนื้อมาครึ่งกิโล เดินวนหาสะระแหน่ ต้นหอม ผักชี หอมแดง และมะนาว รวมถึงคว้า โหระพาฝรั่ง สวีตเบซิล กับหน่อไม้กระป๋องมาด้วย
ปกติชาวต่างประเทศจะไม่กินอาหารเป็นสำรับ แบบของคนไทย เขาจะกินอาหารเป็นคอร์ส ดีที่ลุงเวนย์ และญาติ เป็นฝรั่งที่ไม่เหมือนฝรั่ง เพราะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมแบบไทย ที่กินข้าวร่วมมื้อ กินอาหารร่วมจานได้ การปรากฏว่า เราลืม ขนมของขบเคี้ยวเรียกน้ำย่อย ดีที่แกรมม์ เอาชีส รสต่างๆ มาให้กินกับแครกเกอร์ แถมหิ้วเบียร์หมักปรุงเองโดยคนแถวนั้นมาหลายลัง คืนนั้นอาหารอร่อยหรือไม่ เราไม่รู้ แต่ลาบหมดเกลี้ยง ไม่เหลือเลย
พระอาทิตย์อันอบอุ่นยังไม่สาดแสง ออกมาจากกลุ่มเมฆเลย เมื่อตอนที่ผมตื่นขึ้นมาชงกาแฟ พร้อมกับขนมปังปิ้ง และผลไม้ออกมานั่งจิบริมระเบียงหน้าบ้าน
ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวที่ออสเตรเลีย ทั้งบริสเบน ซิดนีย์ แคนเบอร์รา เมลเบิร์น กิจกรรมอย่างหนึ่งที่น่าสนุกมากอย่างหนึ่งคือการให้อาหารนกแก้ว เพียงแค่ฝานแอปเปิ้ลเป็นชิ้นๆ วางไว้ตามระเบียง ไม่นานจะมีนกแก้วเจ็ดสีลงมากินผลไม้ เช้าวันแรกเรายุ่งๆ กับการจะไปปีนเขา เลยไม่ทันสังเกต
จากหาดที่พักของเรานั่งรถไปประมาณยี่สิบนาที ก็จะพบกับ ป้ายของอุทยานแห่งชาติ มูรังมารัง อุทยานนี้มีขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทั้งที่เป็นเนินเขามาจนจรดหาดทราย
เราค่อยๆ เดินผ่านหาดทรายที่มีนักท่องเที่ยวนั่งๆ นอนๆ อาบแดด บ้างลงไปเล่นเซิร์ฟ ว่ายน้ำ ทรายที่นี่เป็นเม็ดละเอียดแต่ไม่นวลนุ่มเท้าเหมือนทะเลแถบหมู่เกาะสุรินทร์ เป็นเพราะวัสดุก่อกำเนิดคนละอย่างกัน เพราะส่วนใหญ่เป็นหินทราย แต่ของไทยเรามีหลายอย่างมากกว่านั้น อย่างไรก็ดี เราค่อย ๆ เดินผ่านชายหาดที่แสงแดดแรง แต่อุณหภูมิแค่ 15 องศา เป็นประสบการณ์ที่แปลกดีเหมือนกัน เพราะปกติหาดทรายบ้านเราจะร้อนกว่า 30 องศา เดินเท้าเปล่าทีไร แทบจะทำให้ "ตีน" พอง ไปเสียทุกที เดินเลียบชายหาดไป ปีนข้ามแหลมไปสองแหลม เราก็ไปถึง "singing stone"
ผมมองหานกทะเลบางชนิดที่อยากจะได้เห็น (เรื่องนก ไว้จะเล่าอีกที ผมคิดชื่อตอนไว้แล้ว) แล้วก็ได้พบสมใจ เป็นนกจับหอยนางรม Oyster catcher ตัวสีดำปากสีแดงสด เคยมีข่าวร่ำลือว่าพบในเมืองไทยที่แหลมปะการัง จ. พังงา แต่นั่นยังไม่มีใครถ่ายภาพยืนยัน จะให้ผมบรรยายเกี่ยวกับทะเลยังไงดี ทะเลที่อ้างว้าง คลื่นลมที่รุนแรง แดดใส ฟ้าสดจัด และอากาศที่แสนสบาย ผมชอบจริงๆ เมื่อเราเดินไปถึงสุดปลายแหลมด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นแผ่นหินทรายขนาดใหญ่ ตรงกลางมีร่องลึกเหมือนโดนสายน้ำซัดเซาะจนเป็นร่องยาวหลายสิบเมตร ร่องใหญ่ขนาดที่จะส่งหญิงสาวตัวเล็กๆ บางๆ ลงไปด้านล่างได้ แล้วลุงเวนย์ก็ประกาศ "นิ่ง และฟัง" เสียงน้ำที่คลื่นพัดพาวิ่งเขามาจนสุดร่องหลืบ เสียง "กราว ว วว" ดังกึกก้องสะท้อนยาวนานนับนาที ส่งเสียงทุกครั้งที่คลื่นพาน้ำพัดคืนกลับสู่ทะเล เรานั่งฟังอยู่อย่างนั้น "แกรบบบบบ กราวววววววววว" คราแรก ผมนึกว่า ต้องเป็นหินก้อนใหญ่ด้านในกลวง แล้วเราใช้ไม้หรือมือเคาะออกมาเป็นเสียง นั่นเป็นความคิดตื้นเขิน เสียงครางครืน นั่นเป็นเสียงบริสุทธิ์แห่งธรรมชาติ สำเนียงจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามปริมาณและกำลังแรงของสายน้ำ และวัตถุที่กำเนิดเสียงก็คือก้อนหินอัคนี กลมมันจำนวนนับพันนับหมื่น ที่แต่ละก้อนมีขนาดเล็กตั้งแต่หัวแม่โป้ง เท่ากำปั้น ไปจนถึงก้อนใหญ่ขนาดแคนตาลูป กรวดหินเคลื่อนไหวตามทำนองคลื่น ส่งเสียงให้ตื่นเต้น เร้าใจ แค่นี้ก็มหัศจรรย์แล้ว
ภาพนี้อยู่ตรงเลยลานจอดรถมานิดเดียว ขอให้สังเกตว่าเขาจัดทำเส้นทางเดินอย่างดี มีการปูพื้น และทำราวจับให้ ส่วนหนึ่งเพื่อกันไม่ให้คนเป็นอันตราย และบังคับไม่ให้เดินออกนอกเส้นทาง มองไปไกลลิบๆ โน้น ครับ กว่าจะไปถึง "หินร้องเพลง" ขากลับ ผมอยากสารภาพตรงนี้ว่า ผมอยากเล่นน้ำทะเลที่นี่บ้างจัง แต่ทำฟอร์ม ไม่ยอมลงเล่น ประการหนึ่งแต่งตัวอย่างกับมาเดินป่า ไม่ได้เตรียมกางเกงขาสั้นไว้ให้พร้อม เพราะไม่คาดว่าจะมากระโดดลงทะเลที่หนาวนี้อย่างไร แต่กระนั้นก็ตามมีกระเหรี่ยงไทยใจกล้าอยู่สามคน เสื้อยืด กางเกงขาสั้นครบครัน นึกครึ้มใจอยากเล่นน้ำทะเล เอ๊ะไม่ใช่ น้ำมหาสมุทร ให้สมกับที่ได้มาเที่ยว ตอนแรกก็ค่อยๆ เดินเอาเท้าลุยน้ำ แกว่งไกวให้เปียกเล่น แล้วก็ค่อยๆ เดินเข้าไป เดินเข้าไปในทะเล แล้วก็กระทำการซึ่งหนุ่มสาววัยรุ่นปัจจุบันคงไม่ทำกันแล้ว นั่นคือกระโดดหันหลังกระแทกสู้คลื่น เคยเล่นกันไหมครับ กระโดดเข้าหาคลื่นให้คลื่นตีกลับ สนุกแบบที่วัยรุ่นสมัยนี้ไม่เข้าใจ ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นพร้อมรบ เหล่าเธอทั้งหลายคงค่อนในใจ เดี๋ยวนี้เขาใส่วันพีช ทูพีช ลงไปอาบแดดเล่นน้ำ กันแล้วนะป้า เสื้อยืดกางเกงขาสามส่วน น่ะโบราณเต็มที เห็นแล้วผมก็ได้แต่นึกขำในใจทุกทีไป (เสียดายไม่กล้านำภาพมาลง เพราะคนหนึ่งในนั้นเป็นคนที่บ้านผมเอง)
กระโดนตัวลอยให้คลื่นโยนกลับเข้าฝั่งกันสักครึ่งชั่วโมงก็หมดแรงกันแล้ว เลยเดินกลับมาที่บริเวณ "ปาร์ค" หรือป่าริมชายหาดใกล้กันกับที่จอดรถ แถวนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นนิวาสสถานถิ่นอาศัยของจิงโจ้ (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนักว่าเป็นจิงโจ้พันธุ์อะไร ใครจะไปนึกว่าจิงโจ้มีตั้งหลายชนิด นึกว่ามีชนิดเดียว) เรามองหาอยู่ไม่นานก็เห็นฝูงจิงโจ้ ค่อยๆ กระโดดออกจากที่กำบัง แล้วก็กระโดดมาใกล้ๆ กันกับพวกเรา ลุงเวนย์ชาวซิดนีย์ผู้มีประสบการณ์มากที่สุด งัดผลไม้วิเศษ แอ๊ปเปิ้ลออกมาอีกแล้ว ทั้งยังหั่นเป็นชิ้นๆ แต่คราวนี้ จิงโจ้เมิน เล่นตัวไม่เดินเข้ามาเหมือนนก
ตอนแรก พวกมันก็อยู่ห่างไกลหลายเมตร พอๆ กับที่เราก็สงวนท่าที ทำตัวกลัวมันเป็นตัวผู้ จิงโจ้นักชกมวย ค่อยๆ ย่อง ค่อยๆ เดินเข้าไปหา จนเกือบจะลูบตัวได้ จิงโจ้ที่นี่คงไม่ตื่นคนเท่าไร เพราะมันอยู่ในอุทยานแห่งชาติ และแถบนี้ก็ไม่ค่อยนิยมกินเนื้อจิงโจ้เท่าไร (เนื้อจิงโจ้มีขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตในเมืองด้วย แต่ผมไม่ได้ชิม เพราะอย่างอื่นมีกินเยอะแล้ว) เราเดินไปอีกนิดจึงพบว่า มีคนทำถุงอะไรตกไว้ ด้านในมีธัญพืชหลากหลายชนิด นี่เองอาหารเสริมที่เจ้าตัวกระโดดชอบใจ แค่เอาใส่มือแล้วยื่นออกไปตรงหน้า จิงโจ้หนุ่มใจกล้า ก็ยอมแลบลิ้นสากๆ มาเลียอาหารไปจากฝ่ามือ ไปคราวนี้ได้ให้อาหารสัตว์ท้องถิ่นตั้งหลายชนิด |
| New South Wales Panorama | ||
บางความทรงจำจากเมืองที่น่ารัก |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |